หนทางสู่ความรอด (The Road to Salvation)
(แปลบางส่วนจากบทรองสุดท้ายของหนังสือ The world as will and idea volume 2 ของโชเปนฮาวเออร์)
***โปรดอ่านโดยใช้วิจารณญาณ***
มีความเข้าใจผิดเพียงประการเดียวที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด นั่นคือความคิดที่ว่า "เรามีชีวิตอยู่เพื่อที่จะมีความสุข" 
    ความคิดที่ว่าเรามีชีวิตอยู่เพื่อที่จะมีความสุขนั้นฝังอยู่ในตัวเรามาตั้งแต่เกิด ทั้งนี้เพราะว่ามันเกิดขึ้นพร้อมกับการมีชีวิตอยู่ของเราโดยตัวมันเอง ,ชีวิตของเราทั้งหมดเป็นเพียงการถอดความของมัน จริงๆแล้วร่างกายของเราก็คืออักษรย่อของมัน เราไม่ใช่อะไรอื่นเลยนอกจาก "เจตจำนงค์ที่จะมีชีวิตอยู่" และการตอบสนองความต้องการของเจตจำนงค์อย่างต่อเนื่องคือสิ่งที่เราคิดว่านี่คือหลักแห่งความสุข
.
    ตราบเท่าที่เรายังดื้อดึงกับความเข้าใจผิดๆนี้ (ความคิดที่ว่าเรามีชีวิตอยู่เพื่อที่จะมีความสุข) หรือแม้กระทั่งยอมรับมันผ่านระบบปรัชญาของการมองโลกในแง่ดี (optimistic dogmas) เราจะเห็นว่าโลกนี้เต็มไปด้วยความขัดแย้ง (กับสิ่งที่เราเชื่อว่าเรามีชีวิตอยู่เพื่อที่จะมีความสุข) .... ในทุกๆย่างก้าวของเรา ไม่ว่าสำหรับสิ่งที่ยิ่งใหญ่หรือเล็กน้อยเพียงใด เราจำต้องยอมจำนนต่อประสบการณ์ของเราว่าโลกใบนี้และชีวิตของเรานั้นไม่ได้ถูกจัดเรียงเอาไว้เพื่อจุดมุ่งหมายที่จะทำให้เรามีความสุขแน่นอน ..สำหรับผู้ที่ไร้ความคิดนั้นจะเกิดเพียงความรู้สึกขุ่นข้องหมองใจและความรำคาญใจในชีวิตภายนอกของเขา แต่กลับกันผู้ที่มีความช่างคิดนั้นจะไม่เพียงแต่จะมีความเจ็บปวดธรรมดากับชีวิตภายนอกของเขาแต่ยังตามมาด้วยความสับสนงุนงงในเชิงทฤษฎีอีกด้วย ว่าทำไมนะ โลกและชีวิตของเขาที่ดำรงอยู่น่าจะทำให้เขามีความสุขมิใช่หรือ? แล้วไหงมันเป็นยังงี้เล่า? ทำไมโลกและชีวิตดำเนินไปอย่างไม่ตอบโจทย์ของเราเลย?
.
    ในเบื้องต้นนั้นเขาอาจจะแสดงออกโดยการพรั่งพรูคำอุทานออกมาว่า "ทำไมนะ,ภายใต้ดวงจันทร์ที่เราดำรงอยู่นี้ถึงได้มีแต่หยดน้ำตาของผู้คนมากมายเหลือเกิน" และแสดงออกมาโดยประการอื่นๆอีกมากมาย ในขณะที่ชีวิตนั้นได้ผ่านไปๆ เราจะพบกับความสงสัยอย่างกระวนกระวายใจเกี่ยวกับสมมติฐานของลัทธิมองโลกในแง่ดี (optimistic dogmas) ที่เขาทึกทักเอาไว้ก่อนล่วงหน้าแล้วว่าโลกควรเป็นเช่นนั้น (โลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่ดีและเราอยู่เพื่อมีความสุข).... เรายังอาจพยายามโยนความผิดสำหรับการไร้ความสุขของเราไปที่สถานการณ์ที่เราพบเจอ ไปที่ผู้คนอื่นๆ ไปที่ความโชคร้ายและการขาดฝีมือหรือทักษะของเรา ซึ่งเราอาจรู้ดีว่าสิ่งเหล่านี้แหละที่รวมหัวกันทำให้ฉันขาดความสุข แต่อย่างไรก็ดีการโทษสิ่งนั้นสิ่งนี้มันไม่ได้ทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนแปลงไปเลยว่าเราพลาดเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตว่าอันที่จริงแล้วเราควรจะมีความสุขที่เราทึกทักขึ้นมาเอง การพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องนี้มักชวนให้หดหู่ยิ่งนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชีวิตนั้นใกล้จะจบลงแล้ว ดังนั้นสีหน้าของผู้สูงอายุทั้งหลายจะแสดงออกถึงสิ่งที่เรียกว่า "ความผิดหวัง" 
.
    อย่างไรก็ตามยิ่งไปกว่านั้นชีวิตของเราที่ดำรงมาจนถึงวันนี้ได้สอนเราว่า ต่อให้เราได้รับความสนุกสนาน เพลิดเพลิน มันก็คงยังเป็นสิ่งหลอกลวง เป็นมายา มันมิได้ทำหน้าที่ตามที่มันสัญญาเอาไว้ มันไม่ทำให้หัวใจของเราสมปรารถนาอย่างแท้จริง และในท้ายที่สุดเป็นอย่างน้อยการได้ครอบครองสิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้เราขมขื่นอันเนื่องมาจากความรำคาญใจและความไม่พึงพอใจที่ผูกติดมาและก่อกำเนิดขึ้นมาจากตัวมันเอง.....ในทางกลับกัน ความปวดร้าว ระทมทุกข์ ต่างหากที่ถูกพิสูจน์ได้ว่าเป็นของจริงอย่างยิ่ง และบ่อยครั้งมันเองก็เอาชนะความคาดหวังในความสุขของเราทั้งปวงอีกด้วย ดังนั้นทุกๆสิ่งในชีวิตที่เราเผชิญนั้นได้ถูกคาดการณ์กะเกณฑ์เอาไว้อย่างแน่นอนเพื่อดึงสติสัมปชัญญะของเราให้ถอยกลับมาจากความผิดพลาดดั้งเดิม (ว่าเรามีชีวิตอยู่เพื่อที่จะมีความสุข) และเพื่อชักจูงเราให้เห็นว่าจุดมุ่งหมายในการดำรงอยู่ของเรามิใช่เพื่อการมีความสุข
.
   โดยความเป็นจริงแล้วถ้าเราพิจารณาชีวิตให้ใกล้เข้าไปอีกและพิจารณาอย่างเป็นกลาง เราจะเห็นว่าชีวิตนั้นแสดงตัวของมันออกมาโดยตั้งใจเป็นพิเศษว่าเราไม่รู้สึกมีความสุขกับมันเอาเสียเลย เนื่องด้วยธาตุแท้ของมันประกอบด้วยคุณลักษณะของบางสิ่งซึ่งในที่สุดก็จะสูญเสียรสชาติของมันไป ซึ่งจะทำให้เราสะอิดสะเอียนอย่างแน่นอน ซึ่งเราก็ต้องถอยห่างออกมาจากสิ่งเหล่านี้เช่นเดียวกับการถอยกลับมาจากความผิดพลาดดั้งเดิม (ว่าเรามีชีวิตอยู่เพื่อที่จะมีความสุข) ทั้งนี้เพื่อให้หัวใจของเรานั้นได้รับการเยียวยารักษาจากความลุ่มหลงในความสนุกสนานและการมีชีวิตอยู่ และในที่สุดอาจจะหันหลังให้โลกใบนี้โดยสิ้นเชิง ในแง่นี้มันน่าจะถูกต้องมากกว่าถ้าเราจัดวางให้จุดมุ่งหมายของชีวิตอยู่ในความเศร้าโศกของเรา มากกว่าที่จะเป็นสวัสดิภาพหรือความสุข
.
    ยิ่งเรามีความทุกข์มากเท่าไร จุดสิ้นสุดอันแท้จริงของชีวิต (ความรอด,ความหลุดพ้น) ก็จะมาเยือนเร็วเท่านั้น ยิ่งเราลุ่มหลงสนุกสนานกับชีวิตมากเท่าไร จุดสิ้นสุดอันแท้จริงของชีวิตก็จะเลื่อนห่างออกไปเท่านั้น แม้กระทั่งจดหมายฉบับสุดท้ายจากเซเนกายังกล่าวไว้เตือนใจว่า : "เธอจะได้รับสิ่งที่ดีสำหรับเธอเอง เมื่อเธอหยั่งเห็นว่าคนที่โชคดีคือคนที่ไร้ความสุขที่สุด" ซึ่งดูราวคล้ายคลึงกับว่าได้รับอิทธิพลจากคำสอนของคริสตศาสนา ผลกระทบอันแปลกประหลาดของโศกนาฏกรรมอยู่ในความจริงที่ว่ามันช่วยเขย่าให้เราตื่นจากความเข้าใจผิดที่ติดตัวเรามาว่าเราเกิดมาเพื่อมีความสุข เนื่องจากโศกนาฏกรรมถูกประดับประดาด้วยภาพตัวอย่างอันมีชีวิตชีวาแห่งความสับสนคับข้องใจของการลงแรงและความพยายามในชีวิตของมนุษย์ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นความว่างเปล่าของการดำรงอยู่ออกมาได้อย่างโดดเด่น และดังนั้นโศกนาฏกรรมได้เปิดเผยธาตุแท้ที่ลึกที่สุดแห่งความหมายของชีวิต ด้วยเหตุนี้เองโศกนาฏกรรมจึงได้ถูกนับว่าเป็นรูปแบบของบทกวีศิลปะที่ประเสริฐที่สุด
.
   และแล้วใครก็ตามที่ถอยห่างออกมาจากความเข้าใจผิดพลาด (ว่าเรามีชีวิตอยู่เพื่อที่จะมีความสุข) ซึ่งสิงสถิตย์อยู่ในตัวเราตั้งแต่กำเนิด จากก้าวแรกที่ผิดพลาดของชีวิตนั้น ท้ายที่สุดเขาจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างแบบใหม่เอี่ยมด้วยแสงสว่างใหม่ของชีวิต และจะพบว่าโลกใบนี้กลมกลืนสอดคล้องกับความหยั่งรู้ของเรา แม้สิ่งที่เขาได้หยั่งรู้แล้วนั้นไม่เป็นไปตามความหวังของเขาที่อยากจะให้โลกเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ต่อแต่นี้ความโชคร้ายทั้งปวงไม่ว่ารูปแบบใดและใหญ่หลวงแค่ไหนก็จะไม่ทำให้เขาสะดุ้งกลัว แม้ว่ามันยังทำให้เขาเจ็บปวดอยู่ดีก็ตาม เนื่องด้วยเขาเห็นแล้วว่าความเจ็บปวดและปัญหาชีวิตต่างๆนั้นแหละที่จะนำพาเขาไปสู่จุดสิ้นสุดที่ถูกต้องแท้จริงของชีวิต กล่าวคือ "การสละทิ้งเจตจำนงและหันหลังให้โลกใบนี้"  ท่ามกลางสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่อาจเกิดขึ้น ความหยั่งรู้อันนี้แหละจะทำให้เขามีความสุขุมเยือกเย็นและมีจิตใจที่สงบมั่นคง ราวกับว่าคนป่วยที่่ผ่านการรักษาตัวมาอย่างยาวนานและเจ็บปวด มีความอดทนอดกลั้นแบกความเจ็บปวดเอาไว้ในฐานะของความมีประสิทธิภาพของการรักษาที่ได้ผลในที่สุด ...ความทุกข์แสดงตัวของมันออกมาอย่างกระจ่างแจ้งมากพอต่อมนุษย์ทั้งหมดในฐานะที่เป็นชะตากรรมอันแท้จริงของมนุษยชาติ ชีวิตนั้นจมจ่อมอย่างลึกล้ำอยู่ในความทุกข์และคนเราไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงมันได้เลย ทางเข้าของชีวิตเต็มไปด้วยคราบน้ำตาและในที่ก้นบึ้งของมันก็เป็นเรื่องเศร้า ยิ่งไปกว่านั้นจุดจบของชีวิตนั้นจะเลวร้ายยิ่งกว่าที่กล่าวมาทั้งหมด 
.
   กระนั้นเองเรายังสามารถสัมผัสกับความสุขุมรอบคอบอันกระจ่างแจ้ง วากันด้วยกฏแล้ว,ชะตากรรมร้ายๆ จะพัดผ่านถาโถมเข้ามาอย่างหนักหน่วงสู่จิตใจของมนุษย์ ณ จุดที่สูงที่สุดของความปรารถนาและความทะยานอยากในใจของเขา เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วชีวิตของเขาย่อมมีแนวโน้มอย่างสูงที่จะได้รับความเศร้าสลด และในท้ายที่สุดมันจะพาเขาไปถึงจุดที่เขาหันหลังให้ชีวิตอย่างไม่มีกิเลสและความปราถนาหลงเหลืออีกต่อไป ในความเป็นจริงนั้น, ความทุกข์คือกระบวนการขัดเกลาเราให้บริสุทธิ์ซึ่งมนุษย์เท่านั้นที่จะมีได้ หรือพูดในอีกแง่หนึ่ง เขาได้ดึงตัวเองกลับมาจากหนทางอันผิดพลาดที่เจตจำนงค์ในการมีชีวิตอยู่ชักจูงไป
.
ในความเป็นจริงนั้น, ความทุกข์คือกระบวนการขัดเกลาเราให้บริสุทธิ์ซึ่งมนุษย์เท่านั้นที่จะมีได้ หรือพูดในอีกแง่หนึ่ง เขาได้ดึงตัวเองกลับมาจากหนทางอันผิดพลาดที่เจตจำนงค์ในการมีชีวิตอยู่ชักจูงไป


SHARE
Writer
Elan_Vital
A Happy Pessimist
I write in order to console my soul.

Comments