21/06/2019 เรามักหลงเสน่ห์ของความเศร้า
แต่เรามักจะไม่อยากเป็นเจ้าของความเศร้านั้นเอง ภาระของอารมณ์มิได้ตกต้องอยู่ภายในใจ เราอาศัยเสพมันจากคนข้างเคียงแล้วรู้สึกว่ามันสวยงามมากกว่า เป็นคนอยากบุหรี่ที่อาศัยตอดจากเพื่อนในวงเป็นครั้งคราวแต่ไม่จ่ายค่าซอง

ความเศร้าก็เหมือนนิโคตินสำหรับคนที่ไม่ติด บางทีเรารู้สึกเหมือนมันน่าลิ้มลอง น่าหลงใหล จนเราหลงคิดไปว่าเราเสพติดนิโคติน เสพติดความเศร้านั้น เราเสพมัน แล้วเมื่อเราไม่เห็นมัน เราก็ไม่รู้สึกโหยหา อาจจะรู้สึกดีด้วยว่าไม่ต้องสูบมัน ปากบอกว่าเป็นคนเสพติดบุหรี่แต่จริงๆ แค่เสพติดการสัมผัสบางสิ่งในช่องปาก ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นบุหรี่

คุณก็แค่อยากเศร้า แต่ไม่อยากเป็นเจ้าของความเศร้า
ความสวยงามของมันคือการเชยชมในระยะห่างเหมือนรูปปั้นโรมันบางชิ้น
มองใกล้ๆ หรือสัมผัสเองก็ขาดความสวยงามไปอย่างน่าเสียดาย 
ไดอารี่วันนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากบทสนทนาหนึ่งบนหน้า facebook ที่พูดกันว่าสังคมใน Storylog เต็มไปด้วยคนซึมเศร้า คนเหงา คนเศร้าเต็มไปหมด โพสต์ที่ได้รับความนิยมก็ว่าด้วยเรื่องทำนองนี้เยอะพอตัว แล้วก็มีเรื่องแนวสร้างแรงบันดาลใจขึ้นมาคั่นบ้างเท่านั้น เห็นมีคนลงแฟนฟิคชั่นในนี้แต่ก็ยังไม่ได้อ่านเลยไม่รู้ว่ามีคนนิยมกันมากแค่ไหน

ประสบการณ์ส่วนตัวคือไม่คิดว่าจะมีคนเข้ามากดหัวใจให้กับไดอารี่เกิน 10 คน แต่ก็ได้รับคำแนะนำในหน้าแรกและมีคนเข้ามากดให้เกินนั้น ส่วนมากเรามักจะเขียนถึงความเศร้า ความรำพึงรำพันถึงโรคทางจิตที่เราเป็น ด้วยความคาดหวังอยากจะสื่อสารออกไปให้คนที่ไม่รู้จักกันรับฟังโดยที่จะไม่ถูกตัดสินจากภาพของตัวเราที่เค้าเชื่อ เราไม่อยากให้ใครมาตัดสินความเศร้าและสิ้นหวังของเราด้วยตรรกะของตัวเองก็แค่นั้น

พอเราเริ่มสังเกตสังคมในเว็บที่เราลงไดอารี่ ก็พบว่าบทความที่ได้รับคำแนะนำมากๆ หัวข้อหนึ่งคือเรื่องราวที่เกี่ยวกับความเหงา ความเศร้า ความโหยหา และแสวงการมีตัวตนหรือการตั้งคำถามของการมีอยู่ของตัวตนหนึ่งๆ ทำให้เราเริ่มคิดว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ มันเฉพาะในสังคมนี้หรือเปล่าที่หมกหมุ่นกับเรื่องราวเหล่านี้

อีกมุมหนึ่ง เราเองก็ชอบไป Book Club เป็นบางครั้ง บางทีก็ไปแม้จะไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนั้นมาก่อน แค่คิดว่าหากในงานมีองค์ประกอบใดที่เราสนใจ เราก็ไป หรือการอ่านรีวิวหนังสือในบางที่แล้วพบว่ามี Young Adult จำนวนมากที่สนใจหนังสือซึ่งมีอารมณ์แบบนี้ เช่น งานเขียนของมาเกซ (เราไม่ได้อ่าน) หรืองานของนักเขียนญี่ปุ่นดังๆ อย่างฮารูกิ มูราคามิ (คนละคนกับดอกไม้สีรุ้ง) และอื่นๆ เรายังนึกไม่ออก 

มาโฟกัสกับงานเขียนของมูราคามิแล้วกัน เราพบว่านักอ่านจำนวนมากในแวดวงที่พบเจอคืออ่านมูราคามิเยอะมาก มันเยอะพอทำให้เราลองสัมผัสเหมือนกัน โดยเลือกเล่มแรกคือ Sputnik Sweetheart ก่อนจะซื้อ Norwegian Wood ตามกระแส เรื่องแรกเราชอบชื่อเรื่องก็เลยซื้อ มันเล่มเล็กคงอ่านไม่นาน ส่วนเรื่องหลังเมื่อพูดถึงชื่อมูราคามิ ทุกคนก็บอกให้อ่านทั้งนั้น และยิ่งเมื่อรู้ว่าเราป่วยเป็นโรคซึมเศร้าก็ยิ่งแนะนำ ไม่เข้าใจ...แนะนำหนังสือเศร้าๆ ให้คนป่วยทางจิตแบบนี้คือการส่งมีดให้หรือเปล่านะ?

เราอาจจะอ่านหนังสือศาสดาเบสเซลเลอร์ไม่กี่เล่ม แต่จุดร่วมหนึ่งที่เราเจอคือการที่ตัวละครเอกของมูราคามินั้นเป็นตัวละครที่คนอ่านสามารถเข้าถึงและสวมรอยได้โดยง่าย ตัวเอกที่เล่าเรื่องเป็นเพียงชายหนุ่มธรรมดา ไม่พิเศษ หน้าตาเฉยๆ ไลฟ์สไตล์จืดๆ และหลายครั้งถูกชักจูงด้วยตัวละครตัวอื่นเสมอ ไอ้ความจืด ความธรรมดานี้เองที่ทำให้คนอ่านอินมากกว่าตัวละครเทพๆ โปรไฟล์เลิศๆ ซึ่งมีน้อยในชีวิตจริง และเมื่อคนธรรมดาเหล่านี้ได้รับโอกาสที่ดูแล้วพิเศษมากกว่าสิ่งที่ตัวเองมี เช่น พระเอกนอวิเจี้ยน วู้ดซึ่งมีหน้าตาเชยๆ สามารถติดตามเพื่อนชายออกไปล่าสาวออกมานอนด้วยได้อย่างง่ายดาย ตรงนี้เราว่าเสริมสร้างความจิ้นของคนอ่าน เหมือนเป็นความแฟนตาซีในชีวิตที่เข้าถึงง่าย แม้แต่คนธรรมดาก็มีสิทธิได้งาบสาวแบบนี้เป็นว่าเล่นนี่นะ

คนอื่นอาจจะคิดอีกแบบก็ได้ว่าตัวละครเอกของมูราคามิมีความพิเศษ แต่เรากลับมองแบบนี้ ที่จะเสริมอีกคือจุดมุ่งหมายส่วนมากของตัวละครทั้งสองเรื่องคือการค้นหาตัวเอง นางเอกใน Sputnik Sweetheart อยากเป็นนักเขียน แต่ไม่เขียนงานออกมาสักที ส่วนพระเอก Norwegian Wood ก็ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร อยากเป็นอะไร เราว่านี่คือปัญหาของคนส่วนมากในประเทศโลกที่สามแห่งนี้นะ ที่ใช้ชีวิตกันมาโดยที่ไม่รับรู้เลยว่าตัวเองอยากที่จะทำอะไร หรือมีอุดมการณ์ที่แรงกล้าจนยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้มันสำเร็จ

จนถึงตอนนี้อาจจะสงสัยว่าแล้วความสับสนตัวเองกับความเศร้าเกี่ยวข้องกันยังไง? ในความคิดของคนที่ยังพยายามหาตัวเอง บางทีจะไม่เข้าใจความเศร้าแบบหนึ่ง ความเศร้าแบบนั้นคือความรู้สึกว่างเปล่าจนชีวิตไร้ความหมาย ดวงตาที่ซ่อนทุกข์ไว้ข้างใน รอยยิ้่มหวานจนเสียดแทงคนมอง ความเปราะบางตรงนี้อาจจะทำให้ใครบางคนรู้สึกอยากปกป้อง อยากดูแล อยากให้การช่วยเหลือด้วยสารพัดวิธีที่ตัวเองจะคิดออกมาได้ และความช่วยเหลือนี้เองที่เป็นการมอบจุดมุ่งหมายหนึ่งให้กับตัวคนๆ นั้น เขาอาจจะสับสนตัวเอง แต่สิ่งที่แน่ใจและรู้สึกสำคัญตัวได้คือการช่วยดูแลและจัดการชีวิตคนอื่น สำหรับคนที่ไม่มีจุดหมาย แบบนี้ก็ทำให้รู้สึกว่าตัวเองสำคัญเหมือนกันนะ

ในทางกลับกัน เขาอาจจะหลงใหลและอยากปัดเป่าความเศร้านั้น แต่หากให้ลองคิด ลองสมมติ ลองสัมผัสความเศร้าแบบเดียวกันดู บางคนก็อาจจะตอบว่ายอมได้ บางคนอาจจะบอกว่าคงไม่เข้าใจ บางคนอาจจะบอกว่าช่วยได้ แต่จะมีกี่คนที่เก็บเอาไปคิดต่อจริงจังใน "มุมของคนเศร้าคนนั้น"
บางทีเราก็แค่หลงใหลความเศร้าเพราะแค่มองเห็น
เหมือนที่เราสะสมเครื่องแก้วสวยงามแต่เปราะบาง
แต่จะมีกี่คนที่ทุ่มตัวเองเข้าไปเรียนรู้ที่จะสร้างมันขึ้นมา
มีไม่กี่คนหรอกที่กล้าพอ ส่วนมากก็มองแค่ว่ามันสวยดี
หรือถ้ามันปริแตกเกินการซ่อมแซม ไม่สวยงามแล้วก็หาใหม่
ความเศร้าในสายตาคนนอกก็มีความหมายแค่นี้เอง 
ความเศร้าก็เหมือนขนมหวาน มีไว้ก็ทำให้ชีวิตครบรส แต่บริโภคมากก็อันตราย บางคนชอบกินแต่ขนมหวานจนชีวิตขม ส่วนบางคนก็ขลาดเกินกว่าจะยอมบริโภคเพื่อดำรงสุขภาพที่ดีเอาไว้ ชีวิตถึงจะจืดไปบ้างแต่ก็ปลอดภัย ที่หนักกว่าไม่กินเองคือการพอใจได้มองคนอื่นกินขนมหวานด้วยความสะใจหรือเป็นสุข

คุณอาจจะหลงใหลความเศร้า...แต่เลือกได้ก็คงไม่อยากเศร้าหรอกจริงไหม?




SHARE
Written in this book
บันทึกลูกกวาดบนถนนสีเทา 
รวมไดอารี่สำหรับปี 2019 ตั้งใจว่าไม่เขียนเยอะขึ้น ก็จะเขียนน้อยลง การเขียนน้อยลงในนี้ แสดงว่าอาการดีขึ้นมากๆ แล้่ว
Writer
LILITU
Vampire
Prof. of Being Dead insides. A Girl who obsessed with Death, Crime, Cat and Night Creatures. Nothing more...nothing less. [http://fb.com/lilith.in.the.moon]

Comments

khaikung
1 year ago
เจ๋งงง
Reply
Gorgeoussky
1 year ago
ดีดี :)
Reply