เพิ่งรู้ว่าฉันเป็นชาวโปรตุเกส [ลงพื้นที่ค่ายสารคดีครั้งที่ 15 ชุมชนสามเสน]
มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจปรากฎอยู่ในรายงานสำคัญ ‘New Vision for Education: Fostering Social and Emotional Learning Through Technology’ ขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไรระดับโลกนาม ‘World Economic Forum’ ที่ระบุถึง ‘ทักษะแห่งอนาคตใหม่’ ที่พวกเราควรปรับตัวและศึกษาทั้งหมด 16 ข้อ น่าแปลกใจว่ามีมากถึง 2 ข้อที่กล่าวถึงความสำคัญของการศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับกับ ‘เรื่องเล่า ตำนาน ความคิดความเชื่อต่างๆ’ ได้แก่ หนึ่ง ความรู้ความเข้าใจทางวัฒนธรรมและการเมือง (Cultural and civic literacy) สอง การตระหนักรู้ด้านสังคมและวัฒนธรรม (Social and cultural awareness) 
.
.
ในวันที่โลกมีการเชื่อมต่ออย่างเต็มรูปแบบ การทำงานข้ามกรอบพื้นที่กับผู้คนที่มีความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นอีกในอนาคต เพราะเมื่อเราเปิดใจเรียนรู้ ‘วิธีคิด วิธีมองโลก’ เราย่อมเกิดความเข้าใจ ความเชื่อใจ ความเห็นอกเห็นใจอันจะทำให้เราสามารถร่วมมือกันทำงาน (corporation) กับมนุษย์คนอื่นๆ บนโลกที่มีเชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อแตกต่างจากเราได้ด้วยความเคารพและไม่แตกแยก...นั่นทำให้ ‘ชุมชนโบราณท่าน้ำสามเสน’ กลายเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ของอดีตที่เข้มข้นเพื่อใช้ ‘ฝึกวิชารักและเข้าใจเพื่อนมนุษย์’ ที่ยอดเยี่ยมแห่งหนึ่งในกรุงเทพ 
.
.
ในเวลา 8.15 น. ของเช้าวันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน 2562 ผมและเพื่อนๆ ชาวค่ายสารคดีทั้งหมดร่วม 50 กว่าชีวิตได้มาลงพื้นที่ในชุมชนที่เคยมีคนตั้งชื่อสะท้อนความเป็นจริงได้อย่างสมบูรณ์แบบว่า ‘ชุมชนต่างศรัทธา’ หรือที่ผมกับเพื่อนช่างกล้องสุดเฟี้ยวคิดคำใหม่ว่า “วิถีพหุความเชื่อ” ขึ้นเพื่อฉายภาพมุมกว้างให้เห็นว่าจริงๆ แล้ว ณ ที่แห่งนี้เป็นภาพตัวแทนหรือโมเดลที่สามารถถ่างออกในการศึกษาทำความเข้าใจ ‘สังคมไทยโดยรวม’ ได้ เพราะประกอบไปด้วยพี่น้องชาวบ้านที่มี ‘รากเหง้า’ ที่แตกต่างหลากหลายได้แก่ จีนไหหลำ เขมร ญวณ ไทย หรือแม้กระทั่ง โปรตุเกส ที่หมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนเป็นตัวเด่นบ้าง ตัวรองบ้างตลอดระยะเวลาสามสี่ร้อยปีให้หลังมานี้
.
.
หลังจากที่สายตาและจมูกอันหิวโหยได้ทำความรู้จักกับอาหารพื้นถิ่น เมนูแปลกๆ ตามรายทางที่ซอกแซกเลี้ยวคดทว่าแซมไปด้วยรายละเอียดที่บอกได้ว่าไม่สามารถพบได้ในหมู่บ้านจัดสรรหรือคอนโดหรูๆ กลางกรุง ไม่ว่าจะเป็นกำแพงเหล็กดัดรูปกางเขน ตุ๊กตานางรำที่วางซุกอยู่ในอ้อมกอดปี่เซียะในวัดจีนไหหลำ โบสถ์คาโทลิกที่ทราบมาว่าเก่าแก่เป็นอันดับสองของประเทศไทย แล้วสุดท้ายผมก็มาหยุดชะงักอยู่ที่หน้ากำแพงบ้านไม้ที่สามแยกในซอยเล็กๆ ใจกลางชุมชนชาวคริสต์แห่งนี้
.
.
“บ้าน สงวนแก้ว”
 คือป้ายไม้สลักสีทองแบบที่เราอาจพบได้ตามบ้านคนปกติทั่วไปๆ แต่ที่มันไม่ปกติก็เพราะ
.
“นามสกุลบนผนังบ้าน เป็นนามสกุลเดียวกับที่อยู่บนป้ายชื่อ ค่ายสารคดี ครั้งที่ 15 ของผม !!!”
.
อย่างที่พอคาดเดาได้และอาจเป็นสิ่งที่ผู้อ่านอาจทำแบบเดียวๆ กันคือการเช็คกับครอบครัว...ผลคือ ผมค้นพบว่าตนเองมีเชื้อสายโปรตุเกสเป็นครั้งแรกในชีวิต และตระกูลสววนแก้วกลายเป็นนามสกุลเก่าแก่ที่อยู่คู่กับชุมชนชาวคริสต์ ณ ที่แห่งนี้มานมนาน
.
“ปู่ของน้องกับปู่ของพี่เป็นพี่น้องกัน นั่นทำให้พ่อของเรากับพ่อของพี่เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ” 
.
เป็นประโยคที่ออกจากปากของผู้ชายสันจมูกโด่งผิวแดงเหลืองท่าทางใจดีที่เดินอ้อมมาจากข้างหลังผมและกำลังเดินเข้าบ้านในขณะที่ผมยืนอ้าปากค้างอยู่หน้าป้ายนามสกุลของตัวเอง 
.
ข้อมูลมากมายเกี่ยวกับวงศาคณาญาติที่ออกจากปากพี่นุ่นทำให้ผมระลึกชาติถึงบางประโยคที่พ่อเคยบอกเล่าถึงลูกพี่ลูกน้องสมัยเด็กที่มีวีรกรรมกับพ่อมามากมายแต่ก็จากกันไปตามเส้นทางชีวิตที่โลดโผนของแต่ละคน
.
“ต้นตระกูลสงวนแก้วมีเชื้อสายชาวโปรตุเกสนะ รอบๆ บ้านนี้ก็ญาติพี่น้องเราทั้งนั้น ในสุสานข้างๆ นี้ก็มีสงวนแก้ว เราสามารถเดินเข้าไปดูได้เลย”
.
หากดูตามประวัติศาสตร์ของพื้นที่ในอดีต ครั้งหนึ่งในสมัยพระนารายณ์มหาราช ท่านทรงพระราชทานที่ดินทำกินให้กับชาวโปรตุเกสที่เข้ามาเป็นทหารหรือเผยแผ่ศาสนา อีกทั้งมีบางส่วนที่เป็นพ่อค้า ซึ่งในภายหลังก็มีการเข้ามาสมทบของชนชาติอื่นอีกมากมาย ทั้งชาวเขมร ชาวญวน ชาวจีน
.
เสียงเพลงแห่งความทรงจำที่เปล่งออกมาจากเสี้ยวที่ลึกที่สุดในวัยเด็กยามที่ได้ไปร่วมกิจกรรมร้องเพลงในโบสถ์ยังคงก้องกังวาลซ้อนทับกับเสียงร้องเพลงประสานเสียงที่ดังออกมาจากตัวโบสถ์วัดคอนเซปชัญเมื่อเช้านี้ ทำให้ผมเอ่ยปากถามพี่นุ่มว่าคนต่างศาสนาสามารถเข้าไปร่วมกิจกรรมต่างๆ ภายในโบสถ์ได้หรือไม่
.
"มา ลองมาดู ลองมานั่งซักชั่วโมงนึง เวลาที่มีให้เรายืน เรานั่ง เราคุกเข่า เราก็อยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร คนที่อยู่ในโบสถ์เค้าก็จะรู้เองว่าเราไม่ใช่คนคริสต์ แต่ก็ไม่เป็นไร ไม่ค่อยซีเรียซ คนคริสต์ในไทยไม่ค่อยเคร่งเรื่องต่างศาสนาเท่าไหร่ เรื่องของคริสต์กับพุทธมันจะมีส่วนต่างกันแค่พุทธจะเน้นไปที่เหตุและผล มันมีความเป็นวิทยาศาสตร์ ส่วนทางคริสต์จะเน้นไปที่ศรัทธา เช่น ถ้าเรารักคนอื่น คนอื่นก็จะรักเรา อย่างพี่ก็จะไม่ค่อยได้เถียงกับเพื่อนเท่าไหร่ เพราะรู้ว่าบางทีเราอาจจะไม่ได้เน้นไปที่ตัวเหตุผล แต่จะไปดูปลายทางที่เป็นผลกับจิตใจของเรามากกว่า"
.
.
หรือนี่อาจเป็นตัวอย่างอย่างเป็นรูปธรรมของวิธีคิดของคนในชุมชนจริงๆ เป็นคนที่เจอกับสภาพแวดล้อมที่มีความแตกต่างหลากหลายจนก่อกำเนิดเป็นวิธีคิดที่ค่อนข้างเปิดกว้างและผ่อนคลายโดยแสดงออกอย่างชัดเจนทั้งสีหน้าแววตาในขณะเล่าเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกเหล่านี้ 
.
การสนทนาในครั้งนี้นับว่าเป็นการพูดคุยกับเพื่อนต่างศาสนาที่รื่นรมย์มากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ยังไม่นับรวมถึงประวัติส่วนตัวของพี่นุ่มที่ขับเน้น 'ทักษะแห่งอนาคตใหม่' ที่พวกเราตั้งใจมาเรียนรู้
.
.
"แฟนพี่เป็นคนพุทธ อย่างตอนแฟนพี่ตักบาตรหรือไปวันพระใหญ่ๆ ไปเวียนเทียนพี่ก็ไปด้วยได้ อย่างการตักบาตร ก็มองว่าเป็นการให้ทาน เพราะพระท่านก็ทำกับข้าวไม่ได้ จะได้เอาเวลาว่างไปศึกษาธรรมอย่างเต็มที่"
.
เสียงระฆังตามสายก้องกังวาลเป็นจังหวะพอดีคล้ายให้ผมได้มีเวลาตกผลึก แยกแยะ และนั่งคิดเกี่ยวกับความใกล้ชิดกันของหลักคำสอนของศาสนา
.
.
หากใครเดินทางมาที่ชุมชนแห่งนี้จะเห็นการกระจายตัวของทั้งโรงเรียน สุสาน และโบสถ์ต่างๆ หลากหลายชื่อเต็มไปหมด คล้ายๆ กับการเล่มเกมล่าสมบัติเพราะเราจะสามารถพบชิ้นส่วนที่เป็นเหมือน ‘คําใบ้’ เล็กๆ น้อยๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ทุกหนแห่งจะบอกได้ว่าโซนไหนที่คนคริสต์อยู่อาศัย บ้านหลังไหนนับถือคริสต์ เช่น การค้นพบสัญลักษณ์ไม้กางแขนประปรายในรูปแบบต่างๆ ทั้งสติกเกอร์รูปไม้กางเขน แผ่นป้ายต่างๆ ขอบรั้วบ้าน หรือแม้กระทั่งบ้านทั้งหลังที่มีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์ เรายังเห็นการเกาะกลุ่มของบ้านที่มีสไตล์คล้ายๆกัน เป็นบ้านไม้ที่มีความโค้งมน มีเสาบ้านแบบสถาปัตยกรรมยุโรป ด้วยความที่พี่นุ่มเกิด เติบโต และเรียนหนังสือทั้งในวัดคริสต์และวัดพุทธ (เคยสอบได้ที่หนึ่งในวิชาพระพุทธศาสนาทั้งๆ เป็นคริสต์คนเดียวในชั้น) พี่นุ่มจึงพอจะบอกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของชุมชนนี้ได้บ้าง
.
.
“จริงๆ แล้ว ละแวกนี้ที่พี่เติบโตมา บ้านแต่ละหลังจะเป็นบ้านไม้ ตีปูซ้อนๆ กัน ทาสีเคลือบที่เรียกว่าสีปี๊ป ไม่ได้ดีไซน์เป็นบ้านแบบฝรั่ง เป็นบ้านไม้ทั้งหลัง ที่เราเห็นสวยๆ อยู่นี่ส่วนใหญ่เป็นบ้านที่สร้างขึ้นมาใหม่ ฐานข้างล่างจะเป็นปูน ถ้าเราอยากเห็นบ้านเก่าแบบดั้งเดิมจริงๆ ให้ไปดูท้ายอุโมงค์ซุ้มแม่พระ”
.
ประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ผมนึกถึงความเป็น “ตระกูลสงวน” ที่บัดนี้รู้จากคำบอกเล่าเพียงว่าเป็นชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสเมื่อประมาณสี่ห้ารุ่นชั่วอายุคนที่แล้ว ผมจึงขอให้พี่นุ่มเล่าภาพรวมของการบริหารและปกครองชุมชนของที่นี่ รวมถึง ‘ที่ทางและบทบาท’ ของนามสกุลสงวนในอดีต
.
ผมถามถึงคำว่าสงวน แต่พี่นุ่มกลับชี้มือไปยังฝั่งตรงกันข้ามบ้านที่เรานั่งคุยกันอยู่ มองออกไปไม่ถึงยี่สิบเมตรจะเห็นสนามหญ้าที่เต็มไปด้วยไม้กางเขนสลักชื่อผู้เสียชีวิตอยู่เรียงราย...ผมเดินตามไป ณ โลกที่คนเป็นไม่อาจล่วงรู้

“รู้มั๊ยว่า R.I.P. แปลว่าอะไร” พี่นุ่มชี้ไปที่สัญลักษณ์ที่ผมและชาวโลกโซเชียลทุกคนรู้ดี

“จริงๆ Rest In Peace เป็นคำที่สลักอยู่บนสุสานคนตายในศาสนาคริสต์ แต่ตอนนี้ใครๆ ก็เอาไปใช้กันเป็นเรื่องปกติ ” 
.
.
ผมฟังแล้วก็คงไม่ขัดแย้งอะไร เพราะคำ R.I.P. ที่ชี้อยู่นั้นมันสลักอยู่บนหลุมศพที่เก่าแก่เกือบร้อยปี ก่อนที่ผมจะสังเกตเห็นมวลหมู่ไม้กางเขนที่เต็มไปด้วยคำว่าสงวนแก้ว...นับเป็นความรู้สึกที่ปะหลาดทีเดียว
.
“ถ้าพี่ตายจะมีคนมาฝังให้พี่ไหมเนี่ย” พี่นุ่มแซวกับผนเล่นๆ ก่อนจะเดินออกมานั่งคุยที่บ้านตามเดิม
.
“ที่นี่มีโบสถ์อยู่หลายแห่ง แต่ว่าคนที่เราไปเจอกันทุกวันอาทิตย์ก็มักจะเห็นหน้าค่าตากันบ่อยๆ มันก็จะมีการแบ่งโซนของคนที่อยู่อาศัยใกล้ๆ โบสถ์แต่ละแห่งอยู่แล้ว อย่างพี่ก็คงไม่สะดวกที่จะเดินไปโบสถ์ไกลๆ ”
.
“วัดจะมีสภาวัด คือคนในหมู่บ้านที่เข้าไปช่วยบริหารทุกเรื่องในหมูบ้าน แต่วิถีชุมชนแยกตัวออกมาตั้งหาก ทำอะไรที่เป็นจ๊อปย่อยๆ มากกว่า เช่น ป้ายซอยที่เขียนว่าซอยคอนเซ็ปชัญพวกนี้ก็ทำโดยวิถีชุมชน หรือเรื่องอนุรักษ์เรื่องอาหารนี่ก็ใช่ ที่ทำพวกนี้ก็เพื่อที่จะได้ให้คนภายนอกเข้ามารับรู้ ส่วนสังฆมณฑลคือคนที่บริหารสภาวัดอีกที จะดูโบสถ์คริสต์ทั่วประเทศ แต่ว่าสังฆมณฑลคงไม่ได้เข้ามาบริหารหมู่บ้านนี้อะไรแล้วล่ะ”
.
ดูเหมือนว่าพี่นุ่มจะรู้จักความเป็นไปต่างๆ ของชุมชนนี้เป็นอย่างดี แล้วก็อย่างที่คาด พี่นุ่มเผยว่าจริงๆ เคยทำงานเป็นกรรมการของสภาวัดแต่ตอนนี้ออกมาแล้ว ก่อนจากกันพี่นุ่มบอกว่าที่นี่เรามีชุมชนชาวคริสต์เหลืออยู่กันแค่ร้อยกว่าหลังคาเรือน และจำนวนกำลังลดลงเรื่อยๆ เพราะคนรุ่นใหม่ๆ ก็ย้ายกันออกไป
.
.
“เมื่อก่อนเรามีชุมชนที่อยู่ริมน้ำด้วย แต่เนื่องจากนโยบายประเทศ คนพวกนั้นก็เลยต้องย้ายออกไปอยู่ข้างนอก จริงๆ แล้วคนที่เป็นคริสต์ตังในหมู่บ้านสมัยก่อน เค้ามีบางส่วนอยู่ในแม่น้ำด้วยนะเป็นบ้านเรือ ถ้าเราเดินไปตรงทิศหน้าโบสถ์มันจะเลาะไปถึงศาลาริมแม่น้ำ เป็นศาลาที่ในหลวง ร.9 เคยเสด็จมาด้วย (ศาลารับเสด็จ) แต่ก่อนตอนพี่เด็กๆ ตรงนั้นทั้งซ้ายขวาจะเต็มไปด้วยแพ”
.
“พี่ยินดีเล่าทั้งหมดนี้เพราะอยากให้คนข้างนอกเข้ามารับรู้ เพราะปัจจุบันหมู่บ้านจะโดนล้อมไปด้วยธุรกิจหมดเลย ธุรกิจโรงเรียน ธุรกิจรีสอร์ท หมู่บ้านมันก็เลยดูแบบเหมือนอยู่ข้างในใจกลาง ไม่ค่อยมีใครรู้จัก”
.
ผมยกมือไหว้พร้อมกล่าวคำขอบคุณพี่นุ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าคล้ายเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ...ผมไม่รู้ว่าเพราะไม้กางเขนในสุสานเหล่านั้น เสียงระฆังจากโบสถ์ที่ยังคงก้องกังวาลอยู่ในหัว หรือภาพตอตะโกของเสาบ้านริมแม่น้ำที่ถูกถอดรื้อ ในชั่วขณะจิตนั้นมีความรู้สึกบางอย่างผุดขึ้น เป็นความรู้สึกที่ปนความฉงนสงสัย เป็นคำถามว่าจริงๆ  
.
"เราเป็นใคร เรามาจากที่ไหน และบ้านที่แท้จริงของเราอยู่ที่ใดกันแน่"
SHARE
Writer
Nui_Napat
so many role to play
ใกล้เรียนจบแล้ว กำลังแสวงหาโอกาสและคุณค่าของสิ่งที่ทำอยู่และกำลังจะทำต่อไป (ปัจจุบันเรียนจบ รับปริญญามา 2 ปี 8 เดือนแล้ว)

Comments