ไม่ชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้
1

สัปดาห์ก่อน เพื่อนไลน์มาบอกว่า “หมู่นี้อารมณ์เสียง่าย วีนคนรอบข้างง่ายมาก รู้ตัวแล้วว่าตอนนั้นอารมณ์ขึ้น แต่หยุดไม่ได้ ทำไงดี ไม่ชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้เลย”

คำถามของเพื่อนต้องใช้รายละเอียดในการอธิบาย เราเลยแนะวิธีแก้ไขอย่างง่ายไป

หลังจากเราพิจารณาสถานการณ์ของเพื่อนอยู่หลายวัน เราเลยโทรศัพท์ไปคุยกับนางมา และเพิ่งจะวางสายไปเมื่อครู่ 


ประโยคว่า “ไม่ชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้” เป็นคำพูดที่กระทบใจเรามาก
มันไม่ใช่คำพูดของคนไม่รักตัวเองหรอก แต่นี่คือคำพูดของคนที่

(1) สังเกตเห็นจุดไม่ดีของตัวเองแล้ว
(2) ยอมรับว่าตัวเองมีอาการแบบนี้ และอยากทำให้ดีขึ้น
(3) รู้ตัวแล้วว่าแค่ลำพังตัวเองคนเดียว ไม่สามารถแก้ไขพฤติกรรมของตัวเองนี้ได้ จึงขอความช่วยเหลือ

การยอมรับตัวเอง (Self-acceptance) คือการมองดูตัวเองโดยไม่ตัดสิน คือการยอมรับว่าตัวเองเป็นแบบนี้ ไม่โทษตัวเอง ไม่โทษคนอื่น ไม่โทษสถานการณ์อีกต่อไป แต่แค่มองดู สังเกตตัวเองดู และเห็นจริงๆ ว่าตัวเองเป็นอะไร ทำอะไรลงไป ไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกหรือผิด จะดีหรือไม่ดี

การที่เพื่อนมองเห็นและยอมรับตัวเองแล้ว และกล้าแสดงออกว่าเธอต้องการคำแนะนำเพื่อเดินออกจากสถานการณ์นี้ เรายินดีกับเพื่อนเราจริงๆ ค่ะ ในสถานการณ์ไม่น่าพึงพอใจก็ยังมีสิ่งดีงามเช่นนี้ซ่อนอยู่

รูมีเคยกล่าวว่า บาดแผลคือช่องว่างให้แสงสว่างลอดผ่านเข้ามาได้ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

คนที่จะยอมรับตัวเองได้ ต้องมีความรู้ตัว (Awareness) ในระดับค่อนข้างดี ไม่งั้นจะไม่มีทางสังเกตเห็นตนเองได้ มิเช่นนั้นก็จะยังคงโทษคนอื่นและโทษสถานการณ์ต่อไป การยอมรับตนเองเป็นหนึ่งในกระบวนการค้นพบตนเอง (Self-Discovery) และ เราก็จะค้นพบตนเอง ทำความรู้จักตัวเองไปเรื่อยๆ จนกว่าลมหายใจสุดท้ายของเราจะหมดลง

เวลามองหน้าตัวเองในกระจก สงสัยกันบ้างไหมว่า แท้จริงแล้วเราเป็นใครกันแน่ เรารู้จักตัวเองจริงเหรอ รู้จักดีแค่ไหน

ถ้าไม่นับข้อมูลในทะเบียนราษฎร์ ประวัติการศึกษา และวิชาชีพในการทำงานแล้ว เรารู้จักอะไรเกี่ยวกับตัวเองอีกบ้าง เพราะข้อมูลสามอย่างที่ว่ามานี้ คนที่จ้างเราเข้าทำงานเขาสามารถรู้จักเราได้ทันทีที่สอบสัมภาษณ์จบลง หรือรู้จักเราได้ระหว่างช่วงทดลองงาน มันเป็นข้อมูลพื้นๆ ที่เขียนอธิบายส่งต่อให้กันในกระดาษเอสี่ไม่กี่ใบได้

แล้วถ้าเป็นสิ่งที่ไม่ได้เขียนอยู่ในเอกสารล่ะ เรารู้จักตัวเองดีแค่ไหน?




2

สิ่งหนึ่งที่เราค้นพบเมื่อต้นปีที่ผ่านมาคือ เราเพิ่งรู้ว่าเราชอบสีชมพู

ฟังดูไม่แปลก... ผู้หญิงชอบสีชมพูแปลกตรงไหน?
 
แปลกสำหรับเราค่ะ เพราะตั้งแต่เด็กจนถึงปี 2018 เราไม่เคยครอบครองสิ่งของสีชมพูมาก่อน มันไม่ใช่สีของเรา ถ้าได้ข้าวของสีชมพูมาก็จะส่งต่อให้คนอื่น ในขณะที่พี่สาวเราครอบครองไอเท็มเป็นคิตตี้สีชมพูสีแดง ส่วนเราโตมากับแบตแบตมารุ(สีดำ) กับกบเคโระ(สีเขียว)

และเรามาเจอขั้นกว่า คือมีคุณพี่สะใภ้ที่ชอบสีชมพูฟรุ้งฟริ้งยูนิคอร์น... 
เรายิ่งแน่ใจสุดๆ ว่าสีชมพูไม่ใช่สีของเรา (-____-)'''
 
แต่เมื่อต้นปี เราค้นพบว่าตัวเองเป็นคนชอบสีชมพู ไม่ใช่ชมพูแบบที่พี่สาวหรือพี่สะใภ้ชอบ แต่เป็นสีชมพูในโทนกลีบบัวไปจนถึงกะปิ และค้นพบคาแร็คเตอร์ของซานริโอ้ที่ได้ใจเราไปสุดๆ ชื่อ Sentimental Circus เป็นคณะละครสัตว์ที่มีตัวกระต่ายสีชมพูกับแมวดำตาโต ได้ใจเราสุดๆ
 
การรู้จักตัวเองเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งจุด แถมเป็นจุดเล็กน้อยขนาดนี้ ไม่สำคัญในสายตาคนอื่นหรอก ไม่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ไม่สำคัญต่อคนในสังคม ทั้งยังไม่ช่วยขับเคลื่อนประเทศชาติด้วย แต่ยิ่งเป็นเรื่องเล็กเท่าไร เรายิ่งรู้สึกถึงความมีค่าที่เราค้นพบ เพราะมันเป็นการค้นพบของเรา มันสำคัญเพราะเรารู้จักตัวเองเพิ่มขึ้นอีกนิดนึงแล้ว

และการค้นพบตัวเองเช่นนี้ ก็จะยังมีต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะจบชีวิต บางครั้งอาจค้นพบเรื่องเล็กน้อยมาก บางครั้งอาจค้นพบเรื่องใหญ่ ผสมผสานกันไป


เรามองว่าชีวิตมี 7 ด้าน คือ การงาน การเงิน ความสุข ความสัมพันธ์(คนรัก เพื่อน ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน) สุขภาพ(หมายรวมถึงรูปร่าง อาหารการกิน การดูแลตัวเอง) ความต้องการภายในใจของตัวเอง(Personal Growth) และการตอบแทนกลับคืนสู่สังคม

เวลาไปโรงเรียนเรียนหนังสือ เราได้เรียนรู้ชีวิตแค่ด้านเดียวคือวิชาชีพด้านการงาน แต่อีก 6 ด้านที่เหลือ เราต้องขวนขวายเรียนรู้และทดลองปฏิบัติกันเองในโลกแห่งความเป็นจริง

ก็เหมือนเวลาเรียนในโรงเรียน เราคงไม่ปล่อยให้ตัวเองได้ A วิชาเดียวที่เหลือติด F ทั้งแถบ

ถ้าเรามองชีวิตตัวเองตอนนี้ ก็คงเป็น B C D มี + มี - คละเคล้ากันไป เป็นการรักษาสมดุลชีวิต 7 ด้าน

เวลาเราได้ F ด้านใดด้านหนึ่งขึ้นมา เช่น เงินช็อต, ร่างพังจนคุณหมอสั่งให้พักงานเป็นปี, หรือทำตามความต้องการของคนอื่นตลอดจน self-esteem ตกต่ำ มันจะกระทบอีก 6 ด้านที่เหลือ เพราะ 7 ด้านของชีวิตนี้ไม่ได้เป็นเอกเทศต่อกัน แต่มันโยงใยกันอยู่ พอด้านใดด้านหนึ่งเสียความสมดุลไป ด้านอื่นที่เหลือจึงพลอยโดนผลกระทบไปด้วย



3

กลับมาที่คุณเพื่อนของเรา

เราสังเกตเห็นแพทเทิร์นบางอย่างอยู่ นั่นคือ ทันทีที่คนรักของเธอก้าวล่วงเรื่องงานที่เธอทำเมื่อไร เมื่อนั้นเธอจะอารมณ์ขึ้น วีนทันที และหลังจากนั้น เธอจะโทรหาเรา

และมันจะต้องเป็น “คนรัก” ล้ำเส้น “การงาน” ของเธอเท่านั้นด้วย

หากเป็นคนอื่นหรือเพื่อนพูดเรื่องเดียวกัน เธอสามารถหัวเราะกลบเกลื่อนไปเรื่องอื่นได้ แต่ถ้าเป็นคนรักของเธอพูด เธอเฉไฉไม่ได้ เพราะเขาจะพูดตรงจุดและกัดไม่ปล่อย ส่วนตัวแล้วเรามองว่าการงานเป็นจุดเปราะบางของเธอ คุยเรื่องนี้ทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัย เธอจึงแสดงออกโดยการระเบิดอารมณ์... มันเป็นกลไกในการป้องกันตัวเอง

คนเรามีจุดเปราะบางต่างกัน แต่มนุษย์เราไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอขนาดนั้น

การได้มองเห็นจุดเปราะบางของตัวเองคือการค้นพบหีบสมบัติ ถ้าไขกุญแจปลดปล่อยสิ่งที่ถูกซ่อนอยู่ในหีบใบนั้นออกมาได้ เราก็จะเป็นอิสระไปอีกเปลาะหนึ่ง

เราเชื่อว่าสำหรับคนที่อยู่ในช่วงวัยทำงาน จะอย่างไรก็จะมีด้าน D- หรือ F ปะปนอยู่ ยิ่งอยู่ในช่วงเริ่มสร้างธุรกิจของตัวเอง เป็นใครก็รู้สึกไม่มั่นคงทั้งนั้น สถิติก็บอกไว้ชัดเจนว่าธุรกิจแทบทั้งหมดเจ๊งในระยะเวลา 5 ปีแรก และถึงจะปลูกผลไม้วันนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าจะมีผลให้กินได้เลยในวันถัดมา หากยังไม่สามารถผ่านช่วงเวลาตั้งไข่ธุรกิจการงานให้มั่นคงแข็งแรงได้ ความรู้สึกไม่ปลอดภัยเช่นนั้นอย่างไรก็ยังคงอยู่ และหากมีใครไปแตะจุดเปราะบางด้านนี้เข้า ความรู้สึกไม่ปลอดภัยย่อมต้องทะลักทะล้น
 
หรือสำหรับคนเป็นความดันสูง ค่าน้ำตาลสูง ถ้าถูกคนรัก เพื่อนหุ่นดี หรือแม่ตัวเองทักเรื่องนี้ ก็อาจอารมณ์ขึ้นได้ง่ายๆ ในขณะที่หากเป็นคนอื่นพูดก็คงหัวเราะกลบเกลื่อนไปพอไหวอยู่

เนื่องจากกรณีตัวอย่างวันนี้คือคุณเพื่อน และเพื่อนมี 2 ประเด็น คือประเด็นความสัมพันธ์กับการงาน เรามองว่าการงานของเพื่อน เธอสามารถควบคุม วางแผน และลงมือทำเอง เราเชื่อว่าเพื่อนจะจัดการการงานของนางเองได้ ดังนั้น เราจึงพูดคุยกับเธอในประเด็นความสัมพันธ์เป็นหลัก


คำถามคือ ความสัมพันธ์ของคู่รักคืออะไรกันแน่?

ฝ่ายหญิงต้องการความโรแมนติก การเติมเต็ม และความมั่นคง 
ในขณะที่ฝ่ายชายต้องการการลงหลักปักฐาน ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน* และเซ็กส์
แล้วพอคนสองคนที่ดีมานด์ซัพพลายตรงกันมาเจอกันก็เลยเป็นคู่รักกัน... ถ้าเป็นแบบนั้น มันจะต่างอะไรกับการยื่นหมูยื่นแมว ทำ Barter Trade ล่ะ?

(*การเลื่อนขั้นในระดับผู้นำขององค์กรมีการดูว่าคู่สมรสเป็นใคร ประเด็นไม่ได้อยู่ที่แต่งงานแล้วหย่าหรือแต่งใหม่หรือไม่ แต่การแต่งงานเสมือนว่าเป็นสัญลักษณ์แสดงความเป็นผู้ใหญ่ชนิดหนึ่งได้)


เราจึงถามเพื่อนไป ดังนี้

-คุณคาดหวังอะไรกับความสัมพันธ์? (การเติมเต็ม, ความมั่นคง, การเงิน, ฯลฯ) อะไรทำให้คุณคิดแบบนั้น เริ่มมีความคิดแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไร
-คุณเรียนรู้อะไรจากความสัมพันธ์ครั้งก่อนหน้ามาบ้าง
-คุณเรียนรู้วิธีรักษาความสัมพันธ์มาจากใครที่ไหน
-ความสัมพันธ์ของพ่อแม่คุณเป็นอย่างไร มันส่งผลกระทบอะไรถึงคุณบ้าง



4

เรื่องหีบสมบัติ สำหรับคนบางคนก็เป็นหนามในใจ ปักคาอก เห็นเด่นชัด แต่ถอนออกไปไม่ได้ เรารู้จักคนวัยเกษียณที่เข้าวัดปฏิบัติธรรมมา 30 ปีแล้วก็ยังคงแค้นคนที่เคยดุด่าดูถูกเธอในวัยเด็ก หนามบางชิ้นก็ถอนออกยาก และมันส่งผลต่อมุมมองความคิดและการใช้ชีวิตของเราในแบบที่เราคาดไม่ถึง

แต่กับคนบางคน มันก็เป็นหีบสมบัติที่จมอยู่ใต้ทะเลลึก ต้องว่ายน้ำดำลงไปไขกุญแจปลดสลักหีบใบนั้น

ขยะในท้องทะเลมีมากมาย เป็นคำเปรียบเปรยที่ไม่ดีเอาเสียเลย แต่ขยะในใจเราก็มีมากมายดุจเดียวกัน ก็ต้องทยอยเก็บกวาดทำความสะอาดจิตใจของตัวเองด้วยความเมตตากันไป



คุยกับเพื่อนไป 2 ชั่วโมงครึ่ง ได้เรียนรู้นิสัยของเพื่อนหลายอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อน เธอผูกโยงเรื่องความสัมพันธ์เข้ากับการงานจริงๆ เพราะเธอเห็นความสัมพันธ์ของพ่อแม่ของเธอมาก่อน เธอเห็นแม่ทำงานหนักมาก และเธอสาบานกับตัวเองว่าจะไม่เป็นแบบนั้น

เราคุยกันไปจนถึงข้อสรุปที่ว่า เธออยากได้ความสัมพันธ์ที่ support Personal Growth ของเธอ

นั่นสิ... ดีจัง

“ก็กับเพื่อนมันมี space แต่กับคนรักมันไม่มี space นี่นา” เธอว่า

อืม... ก็จริง

แต่เรารู้สึกได้ว่าเพื่อนมองเห็นตัวเองชัดขึ้น เพื่อนมองเห็นความเป็นเด็กเอาแต่ใจในวันก่อนๆ ชนิดที่เธอในวันนี้ยังระอาตัวเองในอดีตว่า... “ทำไปได้ยังไงก็ไม่รู้...”


ข้อสำคัญในการดำดิ่งลงไปในทะเลของตัวเองคือต้องรู้จักให้อภัยตัวเอง 
คนทุกคน สถานการณ์ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต มีไว้เพื่อให้เราเรียนรู้และเติบโตทั้งนั้น 
คำถามสำคัญคือ เราเรียนรู้อะไรบ้างจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา 
เมื่อเรายอมรับตัวเราเองอย่างที่เราเป็น ก็จะเห็นว่ามันยังมีช่องว่างเหลืออยู่สำหรับการปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้น




5

เนื่องจากเราเห็นแต่ความสัมพันธ์ที่คู่รักทะเลาะเบาะแว้ง จืดจาง ไม่ก็เลิกราอยู่รอบตัว น้อยคู่มากที่เราจะเห็นชีวิตคู่ที่สงบราบรื่น แต่โชคดีว่าคู่นั้นคือคู่ของพี่ชาย-พี่สะใภ้เราเอง เราจึงถามพี่ชายไปว่า “ไปเรียนเรื่องความสัมพันธ์หรือการรักษาความสัมพันธ์จากที่ไหน อ่านหนังสือหรือศึกษาจากใครเหรอ”

พี่ตอบว่า “คนเราเดี๋ยวนี้คิดมากไป ทำเรื่องให้ยุ่งยากเกินไปนะ”

“อ้าว แปลว่าใช้สัญชาตญาณล้วนๆ เหรอ? ที่จีบกันเป็นแฟน รักษาความสัมพันธ์ หรือแต่งงานมีลูกน่ะ”

“เปล่า ถือคติว่าไม่ยุ่งเรื่องคนอื่น แค่นั้น”

โอ้... ก็จริง.

แปลไทยเป็นไทยคือ ไม่ยุ่งเรื่องภรรยา การทำงานและเส้นทางชีวิตการงานของภรรยาเป็นเรื่องที่คุณภรรยาตัดสินใจ ทำเอง ดูแลเอง อยากทำอะไรนางก็ทำและรับผิดชอบชีวิตของตัวเองไป อยากเปลี่ยนงาน อยากเพิ่มชั่วโมงทำงาน ก็คิดเองและตัดสินใจเองไปเลย เพราะเจ้าตัวย่อมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองอยู่แล้ว 

ไม่ว่าคุณภรรยาจะหัวเสียเพราะใครมา เราไม่ต้องเข้าไปยุ่ง ถ้าเค้าอยากได้ความเห็น เค้าจะเปิดปากพูดเอง ถึงตอนนั้นก็ทำหน้าที่ “ผู้ฟังที่ดี” รับฟัง และแสดงความคิดเห็นโดยไม่ตัดสิน เพราะสุดท้าย มันก็เป็นชีวิตของคุณภรรยา ความสุขของคุณภรรยา คุณภรรยามีหน้าที่รับผิดชอบชีวิตของคุณภรรยาเอง



ก่อนจะวางหูเพื่อนบอกว่า “เหมือนผ่านด่านเลย เคลียร์จบไปอีก 1 สเตจแล้วรู้สึกดีมาก”
 
นั่นสิ เราเห็นด้วย. 
เราในวันนี้ ก็ค่อยๆ เติบโตกันไปทีละนิดล่ะนะ :-)



nananatte
5.06.2019 

ป.ล. โพสต์นี้ทำเป็น podcast แล้ว ใครสนใจตามไปฟัง sit down and write podcast ได้ที่ apple podcasts, google podcasts, spotify, podbean และ CastBox ค่ะ (^___^)v

SHARE
Written in this book
what i've learned this year...
บันทึกข้อคิดจิปาถะที่เราค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละนิด
Writer
nananatte
storyteller
nananatte (นานานัตเต) ...ทำอาหารไม่เก่ง ...ชอบแมว โดยเฉพาะแมวดำ ...เป็นนักเขียนนิยายแนว slice of life กึ่งโรแมนติก กึ่งชิลล์ เพราะชอบเรื่องราวของคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ นิยายที่เขียนก็เลยมีแต่เรื่องราวของผู้คนเหล่านี้ ...ชอบเครื่องเขียน ชอบกาแฟดำ ชอบอ่านหนังสือ ชอบสวน ชอบเดินเล่นในวันอากาศดีๆ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ ผลงานนิยายของเราตอนนี้มี 2 เรื่อง คือ Say You Love Me และ ร้านหนังสือเที่ยงคืน ติดตามอ่านกันได้ที่ fictionlog นะคะ :-)

Comments

Origamidollx
18 days ago
เฮ้อ ยิ่นดีด้วย
Reply
Origamidollx
18 days ago
เราอ่านแล้วกำลังเดา ว่าคุณเหมือจิตแพทย์ ผู้ปรึกษาแล้วต้องการจะเล่าเรื่องราว
nananatte
14 days ago
อาจเป็นเรื่องปกติเวลาสาวๆ คุยกันก็ได้นะคะ เราก็แค่นั่งฟังเพื่อนเราเท่านั้นเอง แต่บางทีปัญหาบางเรื่องก็ยาก ถ้ายังนึกวิธีแก้ไขไม่ได้ ก็ต้องใช้เวลานึกหลายวันค่ะ :-)
Origamidollx
18 days ago
ชอบข้อความนี้ ยังกะ นักจิตวิทยาหรือหมอ ที่ต้องการสอนคนไจ้ คนนึงแต่รู้ว่าอาจไม่มีโอกาศนั้นอีก
Reply
nananatte
14 days ago
ขอบคุณมากค่า :-)
Greta
17 days ago
ชอบบทความนี้มากได้มุมมองใหม่ ๆ เหมือนเป็นกระจกที่เราต้องกลับไปสำรวจตัวเราเองบ้างเลย
Reply
nananatte
14 days ago
ขอบคุณที่แวะมาอ่านค่า (^___^)
Bluegreen
16 days ago
จิตวิทยาก็มี สังคมก็มา ทุกเเขนงศาสตร์
Reply
nananatte
14 days ago
บางทีก็จะงงๆ มึนๆ ตัวเองนิดนึงค่ะ ตอนเขียนบทความนี้เสร็จก็แบบ... นี่มันเรื่องเกี่ยวกับอะไรกันแน่???
BiiYa
14 days ago
ชอบแนวคิดของพี่ชายจังค่ะ เหมือนเปิดตาให้กว้างขึ้นอีกนิดเลย
Reply
nananatte
14 days ago
คุณพี่ชายสุดยอดค่ะ ชอบแนวคิดของพี่เหมือนกัน :-)