Extremely charming person
สมมติว่ามีรถไฟกำลังวิ่งมาแบบหยุดไม่ได้ แล้วเด็ก 5 คนอยู่บนรางเดียวกันนั้น ในขณะที่มีอีกคนนึงอยู่บนรางข้างๆที่เป็นรางที่รถไฟไม่วิ่งแล้ว คุณจะเลือกสับรางเพื่อช่วยเด็ก 5 คน แลกกับชีวิตของคนๆเดียวรึเปล่า
ฉันถามเขาพร้อมกับบอกว่า ถ้าเป็นฉัน ฉันจะปล่อยไว้แบบนั้นล่ะ เพราะเด็ก 5 คนนั้นหาเรื่องใส่ตัวเอง ทำไมเราต้องแลกชีวิตคน 1 คนที่ระมัดระวังตัวดีแล้วเพื่อช่วยเด็กพวกนั้นด้วยล่ะ

"แต่ผมจะสับรางนะ" 
เขาตอบสั้นๆแค่นั้น พอฉันส่งสายตาถามกลับไปว่าทำไม เขากลับมองฉันกลับ สายตาเปลี่ยนไปเหมือนคิดอะไรบางอย่าง เพียงวูบเดียว แล้วเลื่อนมือมาแตะหลังฉัน ถามเปลี่ยนเรื่องเสียงนุ่มว่าเราจะไปกินข้าวเย็นที่ร้านหรูแถวนั้นดีไหม



ฉันชอบการวางตัว ความคิดความอ่าน และทุกอย่างที่เป็นผู้ชายคนนี้
ไม่ใช่ว่าฉันไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่แค่เขาเป็นคนที่มีเสน่ห์ที่สุดที่ฉันเคยพบเจอมา
คนในโลกนี้มีแนวโน้มที่จะใช้ความรู้สึกมากเกินไป เราใช้ความรู้สึกตัดสินทุกอย่าง แล้วยังเอาความรู้สึกเหล่านั้นมาบงการชีวิตของตัวเราเองและบงการให้คนอื่นเป็นไปตามความพึงพอใจของเราด้วย
ส่วนเขา ตรงข้ามกันทุกอย่าง




1

เราเจอกันครั้งแรกในงานศพ

มันเป็นงานศพคนทั้งบ้านของเขา ดูเหมือนว่าทั้งพ่อแม่และน้องชายของเขาจะเสียชีวิตพร้อมกันด้วยการถูกฆาตกรรมหมู่ ฆาตกรเข้ามาในบ้านในเวลากลางคืน ฆ่าปาดคอ ตัดขาตัดแขนทุกคนแล้ววางเพลิงเผาบ้าน จากการชันสูตรแล้วยังปรากฏเป็นเบื้องต้นด้วยว่าคนร้ายจงใจไม่ให้ตายทันที แต่ไม่ให้หนีไปไหนทัน จนสุดท้ายสาเหตุการตายจริงๆจึงของแต่ละคนมาจากการสำลักและถูกเพลิงเผาไหม้ร่างกาย
มันเป็นการตายที่โหดร้ายที่สุดที่ฉันเคยเจอมาในชีวิตจริง(ที่ไม่ใช่ข่าวหน้าหนึ่งหรือในหนังสือหรือละครล่ะนะ)
เขาอาศัยอยู่ลำพังในคอนโดส่วนตัวก็เลยรอดจากการฆาตกรรมนั้นมาได้ คนที่รู้จักเขาทุกคนต่างสงสัยว่าเขาผ่านมันมาได้ยังไง แต่เขาดูสงบนิ่งมากในครั้งแรกที่ฉันเจอเขา เป็นผู้ชายท่าทางสุขุมที่ต้อนรับแขกทุกคนด้วยท่าทีเป็นทางการ ยื่นกระดาษทิชชู่ให้แขกทุกคนที่ร้องไห้กับเขา แต่ตัวเขาเองนั้นไม่มีน้ำตาสักหยด 

"สวัสดีครับ คุณคงเป็นหมอของน้องชายผมสินะ" โดยไม่คาดคิด เขาทักฉันก่อน
"ใช่ค่ะ น่าสงสารแกที่ตายตั้งแต่อายุยังน้อย" ฉันพูดตามที่คิด คนไข้ของฉันอยู่เพียงแค่มอปลายเท่านั้น จะว่าไปเขาทั้งสองก็เป็นพี่น้องที่อายุต่างกันพอสมควร
"น้องไม่แท้น่ะครับ เป็นลูกของเมียคนที่สองกับพ่อ" เขาพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเป็นปกติ ราวกับรู้ว่าฉันคิดอะไร "แม่แท้ๆของผมเสียตั้งแต่ผมยังเด็กแล้ว"
"เสียใจด้วยนะคะ" 
"ไม่เป็นไรครับ เรื่องมันก็นานมาแล้ว" เขายังคงยิ้มแบบเดิม...ยิ้มอย่างเป็นแบบแผน
เราพูดคุยกันต่อจากนั้นอีกเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะขอช่องทางที่จะติดต่อกับฉันได้ 
และฉันก็ให้ไปอย่างไม่มีความลังเลเลย








2

เขาบอกว่าฉันเป็นคนพิเศษที่สุด มาเติมเต็มบางอย่างที่เว้าแหว่งในชีวิตของเขา เขาพูดทุกคำที่ผู้หญิงอยากได้ยิน ด้วยใบหน้าที่ผู้หญิงทุกคนอยากจะเห็นแล้วเอามาอวดคนอื่นว่าเคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเองสักครั้ง
แล้วเราก็แต่งงานกัน มาฮันนีมูนด้วยกันในที่ที่ฉันเคยบอกเขาว่าเป็นสถานที่ในฝันของฉัน
'สมบูรณ์แบบ'...
ใครสักคนคงคิดแบบนั้น



"คืนนี้เลิกงานแล้วมาเจอผมที่สวนสาธารณะนะครับ ;)"
เขาส่งข้อความมาแบบนั้น เหมือนคนที่จะทำเรื่องเซอร์ไพรส์อะไรสักอย่าง ฉันยิ้มบางๆกับประโยคนั้น

สมัยที่ยังเป็นแฟนกัน เราเคยเดินเล่นไปด้วยกันตรงทางเดินในสวนสาธารณะนั้น 
เขาเคยถามฉันทีเล่นทีจริงว่าอะไรคือส่ิงที่ฉันกลัวที่สุด
ฉันบอกเขาไปว่า "เรื่องไม่คาดฝัน ที่คิดว่าจะดีแต่กลับกลายเป็นร้าย"

"คุณรู้อะไรมั้ย ความโรแมนติกกับความโรคจิตมันอยู่ใกล้กันมาก พลิกนิดเดียวจากหนังโรแมนติกก็เป็นหนังอาชญากรรมได้ อย่างเช่นคนแปลกหน้าสองคนนัดมาเดินชมวิวกลางคืนด้วยกัน แล้วอยู่ๆผู้ชายก็เกิดเป็นบ้าจับผู้หญิงข่มขืนหรือถือมีดไล่ล่าผู้หญิงขึ้นมา"

"คุณคิดอะไรของคุณเนี่ย" เขาหัวเราะด้วยท่าทางที่ทำให้ฉันหัวเราะตามไปด้วย

"แล้วคุณล่ะกลัวอะไรที่สุด" ฉันถามกลับไปบ้าง

เขาทำท่าคิดสักพัก ก่อนตอบมานุ่มๆเหมือนพูดกับเด็ก "ผมคงกลัวธุรกิจไปไม่รอดล่ะมั้งครับ อย่างเช่นถูกคู่แข่งตีตื้น หรือเจอคนทรยศเอาความลับกระบวนการผลิตไปเผยแพร่"

ฉันยิ้มกลับไปบางๆ ไม่ถามอะไรต่ออีก
เพราะฉันรู้ดีว่าเขาโกหก









3

"จ๊ะเอ๋!"
คนที่เอาแต่ง่วนกับกองงานอยู่สะดุ้งน้อยๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาฉัน เสี้ยวเล็กๆ-แค่เสี้ยวเล็กๆเท่านั้น ฉันเห็นประกายของความไม่พอใจในดวงตาเรียวคม

"อ้าวคุณ..."

"ว่าไงคะ" ฉันยิ้ม แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆกัน 

"ผมคิดว่าคุณจะไปรอที่สวน...โอ้โห เวลาขนาดนี้แล้วเหรอนี่" เขาทำทีเป็นมองนาฬิกา "ขอโทษทีนะครับ ผมทำงานจนลืมดูเวลาเลย..."

"ฉันก็คิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นล่ะค่ะ ก็เลยให้คุณแม่ของคุณไปรอที่สวนก่อน เห็นว่าท่านอยากเจอคุณมาก ฉันก็เลยคิดว่าโอกาสดีเลย เราจะได้ไปเดินเล่นชมวิวกลางคืนกันสามคน"

"แม่ของผม?" เขาขมวดคิ้วลงเล็กน้อยแต่ท่าทางยังสงบอยู่ 

"ใช่ค่ะ คุณนี่นะ มาหลอกกันได้ว่าแม่เสียแล้ว ฉันก็พลอยเศร้าไปด้วย" ฉันยิ้มกระเซ้า "ดีจังเลยนะคะ ที่ไม่ได้เหลือแค่ตัวคุณคนเดียวในโลกอย่างที่คุณเคยตัดพ้อ แต่ยังมีทั้งฉัน แล้วก็แม่ของคุณคอยเป็นกำลังใจให้คุณอยู่ตรงนี้ไง"

เขานิ่งไปพักใหญ่ เหมือนใช้เวลาประมวลผลว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนที่มุมปากจะมีรอยยิ้มแต่งแต้มให้เห็น
และนั่นเป็นรอยยิ้มที่จริงใจกว่าทุกครั้งที่ฉันเคยเห็นมา





4
ไม่รู้ว่าเขารู้ไหมว่าฉันรู้ แต่ฉันว่าเขาคงรู้ 
เพราะเขาไม่ใช่คนโง่
เขาฉลาดเฉลียวกว่าทุกคนที่ฉันเคยพบมา-คนที่ไม่มีความรู้สึก มีแต่กระบวนการคิดและเหตุผลส่วนตัวอย่างเขา ย่อมรู้ทันทุกคนอยู่แล้ว
โลกของเขาดำเนินไปแบบที่ไม่มีใครเข้าใจ เสน่ห์ของเขาอยู่ที่การเสแสร้งแกล้งทำและการวางตัวที่ดีกว่าทุกคน เขาคือฝันร้ายของคนใกล้ตัว-และนั่นทำให้เขารู้สึกดี
ความสนุกและการวางแผนเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเขามีความหมาย

เพราะงั้นเขาจึงวางแผนที่จะทำร้ายฉันด้วยสิ่งที่ฉันเคยบอกว่ากลัวมากที่สุด มีใครกลุ่มหนีึ่งอยู่ที่สวนนั้น คงตั้งใจจะทำอะไรสักอย่างที่ไม่มีผู้หญิงคนไหนรับไหว อาจจะเป็นการกระทำที่ดำเนินต่อไปเป็นแรมปี อาจเป็นฝันร้ายตลอดชีวิตของคนที่พบเจอก็เป็นได้ ฉันก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่นักหรอก แต่ฉันก็นัดแม่ของเขาว่าเราจะไปกินข้าวด้วยกัน ให้ไปรอที่สวนนั้น แต่งตัวหญิงวัยกลางคนนั้นให้สวยงามแต่มีสีสันคล้ายชุดที่ฉันใส่จนเกือบจะเป็นแฝด แม่ของเขาเป็นผู้หญิงที่น่ารัก เราเคยโทรคุยกันหลายต่อหลายครั้ง เธอบอกว่าเธอคิดถึงลูกชายของเธอ เธอเป็นผู้หญิงที่อ่อนหวานมากจริงๆ
ฉันไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องเลวร้ายชนิดไหนกับเธอ
ฉันไม่สนใจ
ฉันแค่รู้ว่าเขารักเธอที่สุดก็แค่นั้น....น่าจะรักที่สุดเท่าที่คนไม่มีความรู้สึกอย่างเขาจะรักใครได้ แต่เท่าที่ดูจากสีหน้าเขาในตอนนี้ 'รักที่สุด' ในความหมายของคนตรงหน้า ก็คงเทียบเท่ากับการที่เด็กสักคนรักกล่องดินสอสีของตัวเองเท่านั้นเอง


"นั่นสินะครับ แต่นี่ก็ดึกมากแล้ว ผมจะบอกแม่ว่านัดกันวันหลังก็แล้วกัน"  เขาลุกขึ้นยืนผละจากกองงานมากมายตรงหน้า แล้วโอบกอดฉันไว้โดยไม่ให้ตั้งตัว "คุณรู้ไหมว่าผมยิ่งรักคุณมากขึ้นไปอีก"
"ทำไมคะ"
"ตั้งแต่คุณเข้ามาชีวิตจืดชืดของผมก็ไม่น่าเบื่อ"
คำตอบของเขาทำให้ฉันแทบจะระเบิดหัวเราะออกมา แต่ต้องทำหน้านิ่งแล้วยิ้มให้แทน "ฉันก็เหมือนกันค่ะ ชีวิตพวกเรามันสั้นและไม่มีความหมายอะไรเลย แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าคุณเป็นความหมายนั้นนะ" ฉันพูดจากการประมวลหนังรักทุกเรื่องที่เคยดูมา

"ผมเคยคิดว่าสิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือธุรกิจล่ม แต่ความจริงแล้วสิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือการสูญเสียคุณไปต่างหาก"
เขาพูดด้วยดวงตาเป็นประกาย ฉันมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น
เขาโกหกเก่งขึ้น...สามารถเฟคดวงตาให้แสดงออกแบบนั้นได้ด้วย--ฉันรู้สึกประทับใจ อาจเพราะวันนี้เป็นวันครบรอบของเรา ต่อจากนี้สัก 2 นาทีเขาอาจจะหยิบกุหลาบช่อใหญ่ออกมา หรือทำอะไรสักอย่างที่ดูโรแมนติก...ฉันก็ไม่อาจทราบ

แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าอะไรที่เขากลัวมากที่สุด บางทีฉันอาจรู้มานานแล้ว
สิ่งเดียวที่คนแบบเขากลัวก็คือการที่แผนอันสมบูรณ์แบบในชีวิต สุดท้ายแล้วไม่เป็นไปตามแผน-ล้มเหลวไม่เป็นท่า หรือถูกตลบแผนเอาดื้อๆ
แผนพังไปไม่เหมือนตอนที่เขาตีหน้าหลอกใคร หรือแม้แต่ตอนที่ลงมือฆาตกรรมคนทั้งบ้านตัวเองอย่างเลือดเย็น


และตอนนี้เขาก็คงรู้แล้วว่าฉันเนี่ยล่ะคือฝันร้ายของเขา
และจะเป็นฝันร้ายต่อไปตลอดชีวิต
ถ้าฉันไม่พลาดถูกฆ่าตายไปก่อนล่ะก็นะ








SHARE
Written in this book
No moral
some fucking random thoughts-put together into short story

Comments

Deux
20 days ago
กลับมากับความเกรี้ยวกราด นี่คืออะไร โอ้ว
Reply
Girlwearsblue
20 days ago
เกรี้ยวกราดแข่งกะพี่ 😀😀
Deux
20 days ago
ตอนนี้ไม่เหลือแล้วความเปรี้ยวปาก
Girlwearsblue
20 days ago
เหลือแต่ความมุ้งมิ้ง? 😂
25th
20 days ago
มีต่อมั้ยคะ
Reply
Girlwearsblue
19 days ago
จบแล้วค่ะ :)
25th
19 days ago
เสียดายมาก อยากให้เรื่องราวมีต่อไปนะคะ
Girlwearsblue
19 days ago
เราแต่งเรื่องยาวไม่จบค่ะ 😫 แต่แต่งเรื่องสั้นแนวนี้บ่อย อ่านได้ใน book หัวข้อ mystery, dead society, 7 minute in heaven นะคะ (โฆษณานิดนึง 😂)
Kwannerdgod
18 days ago
เรื่องนี้สนุก อ่านแล้วอยากอ่านตอนถัดๆไปเลยว่าสองคนนี้จะหักเหลี่ยมเฉือนคมกันยังไงต่อ

เขียนเป็นเรื่องสั้นตอนๆได้ไหมคะ
Reply
Girlwearsblue
18 days ago
ขอบคุณนะคะ ถ้านึกพล๊อตออกจะมาเขียนต่อให้อ่านนะ :)
whenmoondances
17 days ago
ชอบมากๆค่ะ แยบยลมากชอบบบบ 💛💛
Reply
Girlwearsblue
16 days ago
ขอบคุณนะคะ 💙❤💚💛💜
BiiYa
14 days ago
ชอบงานแนวนี้จังค่ะ รู้สึกแบบ หื้มม ไปแปปนึง 5555+  ;)
Reply
Girlwearsblue
14 days ago
รู้สึกหื้มม5555555 ขอบคุณนะคะ 😂