มาร์ติงเกล และเพื่อนไม่สนิท (2)
มาร์ติงเกล และเพื่อนไม่สนิท (2)

   “เอ็มยังไม่เคยเล่าเรื่องเกี่ยวกับโรงแรมทีเอชเอ็นให้ฟัง? แปลกนะ เรารู้จักกันมาสักพักแล้วแต่เอ็มไม่เคยเล่าออกมาจริงๆหรือ?” เอ็ม ชายสูงอายุเจ้าของร้านกาแฟหันหน้ามาถามผมหลังจากเพลง เดอะ สกาย อิส ครายอิ้ง ดำเนินมาถึงดนตรีท่อนจบ

   “เท่าที่จำได้...ก็ยังนะครับ” ผมนึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าเขาเคยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับโรงแรมดังกล่าวให้ผมฟัง จึงตอบไปตามความจำที่พอจะนึกออก

   “งั้นเอ็มคงจำผิดไป ขอโทษนะ แก่แล้วก็แบบนี้แหละนะ ก็แค่...ตลอดระยะเวลาที่ไอ้ลูกชายมาที่ร้านของเอ็ม เราแลกเปลี่ยนและคุยเรื่องราวต่างๆกันพอสมควร แถมเรื่องเกี่ยวกับทีเอชเอ็นก็ไม่ใช่เรื่องราวที่เอ็มรังเกียจที่จะเล่าออกมาเลย แต่มันน่าแปลกใจเหลือเกินที่เราสองคนไม่เคยคุยกันเรื่องโรงแรมแห่งนี้ ทั้งๆที่เอ็มมักจะเล่าเรื่องที่เอ็มเกี่ยวข้องอย่างไรกับทีเอชเอ็นและคำขวัญของโรงแรมนั่นเป็นเรื่องแรกๆให้กับบรรดาลูกค้าที่คุยกันถูกคอน่ะสิ” เอ็มหรี่ตาลง ขมวดคิ้วอยู่กับตัวเอง

   “เอ็มไม่จำเป็นต้องขอโทษผมหรอกนะครับ ผมก็แค่อยากคุยอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ จะเปลี่ยนเป็นเรื่องอื่นก็ได้ครับ”

   “ไม่เป็นไรเลย ไม่ต้องคิดมาก ไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไร เวลาเหลือเฟือ เอ็มจะเล่าให้ฟัง...” เอ็มเอื้อมมือมาบีบไหล่ซ้ายผมเบาๆ เหมือนจะสื่อความหมายอะไรสักอย่างกับผม

   เอ็มเล่าว่าเขามาจากครอบครัวที่มีหน้ามีตาในสังคม ตระกูลของพ่อของเอ็มเคยเป็นที่รู้จักกันอย่างดีว่าเป็นชนชั้นนำของประเทศแตกต่างจากปัจจุบันที่นามสกุลของตระกูลแทบจะไม่มีใครรู้จักแล้ว ชื่อเสียงทั้งหลายของตระกูลของเขามาจากการที่บรรพบุรุษของพ่อเขาหลายต่อหลายคนมักจะเป็นคนที่อยู่ในแวดวงนักการทูต และพ่อของเขาก็ยังเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจสำคัญๆอันเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศเสมอ ส่วนแม่ของเขานั้นเขาไม่ค่อยรู้จักดีนักว่าเป็นคนอย่างไร เพราะแม่ตายไปหลังจากคลอดเขาได้เพียงสองวัน เรื่องราวที่พอจะรู้เกี่ยวกับแม่ของตนนั้นมีไม่มากนัก เรื่องราวเล็กๆน้อยๆจำพวก อายุของแม่ที่น้อยกว่าพ่อของเขาถึงยี่สิบปีและแม่ก็มาจากหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งทางภาคใต้ เขาไม่เคยพบเจอกับสมาชิกครอบครัวฝ่ายของแม่เขาและก็ไม่เคยรู้สึกอยากจะรู้เรื่องราวอะไรไปมากกว่านี้ จึงไม่เคยมีความคิดที่จะสืบค้นอะไรต่อไป

   เอ็มเติบโตวัยเด็กโดยอาศัยอยู่ในประเทศคิวบากับพี่สาวที่อายุห่างกันสองปี เหตุผลที่พ่อของเอ็ม
นำลูกชายและลูกสาวมายังประเทศห่างไกลแห่งนี้เพราะเขาคาดการณ์ว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ รวมถึงอาจส่งผลต่อคนที่อยู่ภายในแวดวงบรรดาชนชั้นนำเช่นกัน เมื่อเรื่องราวต่างๆส่อแววว่าจะทำให้เกิดความโกลาหลภายในประเทศและอาจนำมาซึ่งภัยอันตรายต่อครอบครัวของเขา พ่อของเขาจึงฝากฝังให้เพื่อนสนิทซึ่งเป็นนักธุรกิจชาวคิวบารับเอ็มและพี่สาวของเขาเป็นบุตรบุญธรรม ให้ช่วยเลี้ยงเขาและพี่สาวระหว่างที่สถานการณ์ภายในประเทศยังไม่น่าไว้วางใจนัก และตอนนั้นเอ็มที่อายุได้เพียงสิบสองปีจึงต้องลี้ภัยมาใช้ชีวิตในวัยเด็กอยู่ที่ประเทศคิวบา ดังนั้นเอ็มจึงได้ซึมซับวัฒนธรรมต่างๆของประเทศแห่งนี้มาพอสมควร ทำให้เอ็มมักจะมีวิธีคิดและมุมมองที่ได้รับมาจากพ่อแม่ชาวคิวบาของเขา เอ็มบอกว่าถึงแม้เขาจะใช้ชีวิตในคิวบาได้เพียงไม่กี่ปี แต่เขาก็เป็นคนคิวบาพอๆกับการที่เขาเป็นคนไทย เอ็มภูมิใจในเรื่องพวกนี้ เขากล่าว

   เอ็มเป็นเด็กสมาธิสั้นตั้งแต่เกิด จิตใจไม่เคยจดจ่อกับอะไรได้มากกว่าช่วงระยะเวลาสั้นๆและมักจะไม่เคยทำอะไรให้สำเร็จด้วยตนเองได้เลยสักอย่างเดียว แม้แต่ภาษาไทยที่เรียนรู้มาตั้งแต่ยังเล็กๆก็ยังไม่สามารถจะใช้สื่อสารได้ดีนัก ดังนั้นจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เอ็มจะใช้ชีวิตใหม่อยู่ในประเทศที่อยู่ห่างไกลอีกซีกโลกนี้ ประเทศแปลกหน้าที่จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตใหม่ทั้งหมดได้อย่างราบรื่น แตกต่างจากพี่สาวที่เป็นคนหัวดีมีแววฉลาดเหมือนพ่อของพวกเขาที่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและใครต่อใครต่างก็ยกย่องพี่สาวของเขาว่าเป็นเด็กอัจฉริยะที่ทำอะไรได้ดีไปหมด อีกทั้งในประเทศแห่งนี้ที่ไม่มีคนรับใช้มาคอยประคบประหงมเอ็มเหมือนช่วงที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย ถึงเขาจะเป็นเด็กสมาธิสั้นและมักจะไม่รู้ประสาอะไรนัก แต่มีเพียงสิ่งหนึ่งที่เขาโชคดีที่รู้ได้ด้วยตนเองก็คือเขาจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้

   เอ็มจึงต้องหาที่พึ่งพิงและหาใครสักคนมาเป็นตัวอย่างในการใช้ชีวิตของเขา ที่ยึดเหนี่ยวเพียงหนึ่งเดียวในทะเลที่คลื่นโหมกระหน่ำ ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้จึงทำให้เอ็มในวัยเด็กเป็นเด็กติดพี่สาวของเขามาก เขาและพี่สาวของเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ทำความเข้าใจและหาทางรักษาอาการเกี่ยวกับความผิดปกติของโรคสมาธิสั้นของเขา พี่สาวของเขาแบ่งเวลาจากการเรียนมาดูแลจนอาการของเขาเริ่มดีขึ้นภายในระยะเวลาไม่กี่ปี เอ็มในวัยเด็กแม้จะไม่เคยรู้จักและได้รับความรักจากบุคคลที่เป็นแม่แท้ๆ แต่เขาก็ยกย่องและเคารพรักพี่สาวของเขาประหนึ่งว่าถ้าแม่ของเขายังมีชีวิต แม่ของเขาก็คงปฏิบัติต่อเขาเช่นเดียวกับที่พี่สาวปฏิบัติต่อเขา เอ็มกล่าว

   การดำเนินชีวิตของเอ็มในประเทศแปลกหน้าที่ชื่อว่า คิวบา ภายหลังจากที่อาการโรคสมาธิสั้นของเขาเริ่มจะดีขึ้นเรื่อยๆจึงไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด เอ็มเริ่มเรียนรู้ที่จะทำอะไรๆได้ด้วยตนเองจากการฝึกฝนอย่างหนักแม้จะต้องใช้ความตั้งใจมากกว่าเด็กทั่วๆไป เขาก็ไม่เคยย่อท้อต่อความลำบากของเขาเลย

   หลังจากที่พี่สาวของเขาพบรักกับเพื่อนชายชายคิวบาไม่นาน เวลาที่อยู่ด้วยกันระหว่างเขาและพี่สาวน้อยลงไปเรื่อยๆ แต่เขาไม่ได้โทษหรือน้อยใจพี่สาวของเขา เขารู้เพียงอย่างเดียวว่าจะต้องมีชีวิตต่อไปให้ได้และก็ย้ำกับตัวเองเช่นนั้นมาเสมอ เขาค้นพบที่พึ่งพิงแห่งใหม่ต่อจากพี่สาวของเขาในโลกของเสียงดนตรี เอ็มได้รับของขวัญวันเกิดอายุครบสิบสี่ปีเป็นกีตาร์ไฟฟ้าทรงอาร์คท็อป ยี่ห้อ กิบสัน จากพี่สาวของเขาและใช้เวลาทั้งหมดไปกับการฝึกฝนและเล่นกีตาร์จนทำได้ดีกว่าเด็กรุ่นเดียวกันชาวคิวบาคนอื่นๆในเวลาเพียงไม่นาน

   ชีวิตของเอ็มเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น มีการคบหาเพื่อนฝูงและก็มีหญิงสาวชาวคิวบามาชอบพอกับเขาหลายต่อหลายคนตลอดระยะเวลาที่เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น เอ็มในตอนนี้ไม่ใช่เด็กชายที่มีอาการของโรคสมาธิสั้นและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อีกต่อไป ช่วงชีวิตที่ต้องพึ่งพาองค์ประกอบปัจจัยภายนอกของเขาดำเนินมาจนถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ต่อจากนี้เขาจะต้องใช้ชีวิตต่อไปด้วยความสามารถและยืนหยัดด้วยขาสองข้างของตัวเขาเองให้ได้ เขาคิดเช่นนั้น

   ทว่าเมื่อเอ็มอายุได้สิบห้าปี เอ็มตื่นเช้ามาพบว่าพี่สาวของเอ็มได้หนีออกจากบ้านไปพร้อมกับเพื่อนชายชาวคิวบาของเธอเสียแล้ว พี่สาวของเขาไม่เคยบอกอะไรเขาเกี่ยวกับการหนีออกจากบ้านของเธอ  เพียงแต่ฝากให้เพื่อนของเธอนำข่าวสารมาบอกเอ็มก็เท่านั้น และเขาก็ไม่เคยคิดว่าพี่สาวจะทิ้งเขาไปด้วยวิธีการเช่นนี้ เขารู้ดีว่าสักวันหนึ่งเขากับพี่สาวจะต้องแยกจากกัน แต่ในความน่าจะเป็นพวกนั้นไม่มีการ “หนีออกจากบ้านโดยไม่ได้ส่งสัญญาณหรือบอกอะไรไว้ก่อน” อยู่เลย เขาในตอนนั้นที่ยังอยู่ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อจึงรู้สึกเหมือนกับว่าพี่สาวของเขาได้ทิ้งเขาไปเสียแล้ว 

   ครอบครัวชาวคิวบาของเขาในตอนนี้แม้จะปฏิบัติและดูแลเขาเหมือนเป็นลูกแท้ๆคนหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามหลักแหล่งของความอบอุ่นจากครอบครัวที่แท้จริงของเขาก็มีเพียงพี่สาวของเขาเท่านั้น เอ็มในวัยสิบห้าปีแม้จะมีทุกอย่างพร้อมเพรียงเหมือนเช่นคนธรรมดาทั่วไปแล้ว และแม้โลกอันเป็นรูปธรรมของเขาในตอนนี้จะมีที่พึ่งพิง หากแต่ว่าเป็นจิตวิญญาณที่อยู่ภายในของเขาต่างหากที่กำลังจะเกิดการสั่นคลอนครั้งใหญ่ เขารู้วิธีหาที่พึ่งพิงในทางโลก แต่ที่พึ่งพิงในทางจิตวิญญาณล่ะ เขาไม่สามารถหาคำตอบสำหรับโจทย์ข้อนี้ได้ 

   ประกอบกับในช่วงต้นปีหนึ่งเก้าสี่หก ที่เกิดการระบาดอย่างหนักของมอร์ฟีนและโคเคนในประเทศคิวบา เอ็มที่ในตอนนี้กล่าวโทษตัวเองว่าเป็นสาเหตุอย่างหนึ่งที่พี่สาวของเขาทิ้งเขาไป ได้หาหนทางในการลงโทษตนเองด้วยการใช้ยาเสพติด เขาเริ่มลองเสพโคเคนโดยการชักชวนของเพื่อนฝูงที่เล่นดนตรีด้วยกัน เขารู้ดีว่ายาเสพติดนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อร่างกายแต่เขาในตอนนี้จำเป็นที่จะต้องหาทางทำอะไรสักอย่างกับความรู้สึกที่ไม่สามารถหาคำตอบนี้ของเขาให้ได้ 

   รู้ตัวอีกที ในวันคริสต์มาสของปีหนึ่งเก้าสี่หก เขาก็ค้นพบว่าตัวเองติดโคเคนไปเสียแล้ว เงินทั้งหมดที่เขาได้รับมาจากครอบครัวคิวบาของเขาไหลลงไปสู่วงจรของยาเสพติดหมดสิ้น เขาในตอนนั้นยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งโคเคนเพียงน้อยนิด โดยในใจลึกๆก็หวังและรอคอยอยู่เสมอว่าพี่สาวของเขาจะกลับมา เพื่อดูแลรักษาเขาให้กลับมาเป็นปกติดังเดิม เหมือนเช่นเมื่อครั้งที่เขายังมีอาการของโรคสมาธิสั้น


   ต่อมาในช่วงปีหนึ่งเก้าสี่เจ็ด เกิดการรัฐประหารขึ้นในประเทศไทยตามที่พ่อของเขาคาดการณ์ไว้ เอ็มในวัยสิบหกปีได้รับข่าวการเสียชีวิตของพ่อแท้ๆของเขาจากอุบัติเหตุทางรถยนต์


☂ 
SHARE
Written in this book
ฝนตก สวนหย่อม และเพื่อนไม่สนิท
คำนำ ผมโตขึ้น บทเพลงชีวิตยังบรรเลงต่อไป ไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดลงที่ท่อนใด รู้แค่ว่าผมชอบวันฝนตก
Writer
coldscriptedline
Writer
And though I write them by the light of day, Please read them by the light of the moon

Comments