กลไกของความรักในมุมมองของศาสนาพุทธ
(จากหนังสือ "พุทธปรัชญา" โดย อ.วิทย์ วิศทเวทย์)

สมมติชายคนหนึ่งไปตกหลุมรักหญิงสาวคนหนึ่ง ถ้าว่าโดยสภาพแห่งความจริง หญิงคนนี้ก็เป็นเพียงคนๆหนึ่งที่มีอยู่ เหมือนหญิงคนอื่นๆ โดยตัวของเธอเอง เธอมิได้เป็นอะไร การที่เธอจะกลายเป็นอะไรนั้นก็แล้วแต่ว่าคนที่มารู้จักเธอนั้นจะยึดมั่นอย่างไรในตัวเธอ แล้วก็เกิดการ "บัญญัติ" ให้เธอเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ เช่น บางคนอาจเห็นเธอเป็นเพื่อน เป็นพี่น้อง หรือความเป็นคนรัก ซึ่งอันที่จริงแล้วสิ่งเหล่านี้มิใช่คุณสมบัติดั้งเดิมที่ติดตัวเธอมาแต่แรกเลย โดยตัวเธอเอง เธอไม่ได้เป็นอะไร แต่ชายผู้นี้มาให้ความหมาย "ความเป็นคนรัก" แก่เธอ หรืออีกนัยหนึ่งคือเขาได้ "สร้าง" สิ่งๆหนึ่งขึ้นจากตัวเธอ คืือสร้าง "หญิงคนรัก" ขึ้นมา นั่นคือได้ปรุงแต่งหรือได้ให้ความหมายบางอย่างแก่หญิงคนนี้ คือความเป็นคนรัก ทำให้เธอคนหนึ่งเฉยๆกลายเป็น "เธอที่รัก"
ก่อนหน้าที่ชายผู้นี้จะพบกับหญิงคนนี้หรือพบแล้วแต่ยังไม่เกิดความรัก ความมีอยู่ของเธอก็ไม่ได้มีความหมายสำหรับเขา นั่นคือความมีอยู่ของเธอกับความไม่มีอยู่ของเธอมีค่าเท่ากัน สำหรับเขาโลกนี้ (โลกของเขา) ไม่มีเธอ ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดเหตุดีหรือร้าย หรือไปชายตาหวานกับใครๆก็ย่อมไม่มีผลกระทบต่อตัวเขา ไม่มีความดีใจ เสียใจ สุขหรือทุกข์กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอ เพราะว่าเธอไม่ได้อยู่ในโลกของเขา.............ครั้งเมื่อเขาเริ่มพึงพอใจในตัวเธอ เธอได้กลายเป็น "โลก" สำหรับเขา เขาได้สร้างโลกขึ้นแล้วโดยการให้ความหมายอย่างหนึ่งแก่เธอ โดยการ "บัญญัติ" ว่าเป็น "เธอคนรักของฉัน" "เธอที่ฉันรัก" และเมื่อเขาได้ปรุงแต่งให้เธอเป็นคนรักแล้ว ต่อไปนี้สิ่งทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นกับเธอหรือสิ่งที่เธอจะทำนั้นย่อมโยงไยมามีผลกระทบต่อตัวเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเธอได้มาผูกพันอยู่ในโลกของเขาแล้ว
.
และพร้อมๆกับที่เขาได้บัญญัติให้เธอเป็นคนรักนี้เอง เขาก็ได้ตั้งความมุ่งหวังอย่างหนึ่งหรือหลายๆอย่างเอาไว้ในใจ กล่าวคือมุ่งหวังให้เธอเดินไปตามวิถีทางใดวิถีหนึ่ง เช่น ต้องการให้เธอโชคดี มีความสุข มีความสมหวัง อยากให้เธอมีใจจดจ่ออยู่ที่เขาเท่านั้น เป็นต้น ความมุ่งหวังเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกันกับการให้ความหมาย "คนรัก" แก่เธอ นั่นคือเธอได้เข้ามาอยู่ในโลกของเขาแล้ว ความยึดถือในตัวเธอเกิดขึ้นแก่เขาแล้ว และเมื่อเขาได้ให้ความหมายในการเป็นคนรักแก่เธอ และ ตั้งวิถีทางสำหรับเธอแล้ว ถ้าหากเธอไม่ได้เป็นไปตามนั้นเขาย่อมเกิดความทุกข์ ย่อมเสียใจเป็นธรรมดา เมื่อเธอถูก"บัญญัติ" ให้เป็นคนรักของเขาแล้ว 
.
ต่อไปนี้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขาและเธอจะมี 2 แง่ ในแง่หนึ่งเธอได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในโลกของเขา อีกแง่หนึ่ง เธอก็ยังคงเป็นเธอคนเดิมในโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งเป็นโลกที่เป็นอยู่ละดำเนินไปตามกฏธรรมชาติ ในแง่แรกเธอได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในโลกของเขา แต่ในอีกแง่หนึ่งเธอยังเป็นคนเดิมในโลกแห่งความเป็นจริงที่ต้องดำเนินไปตามกฏธรรมชาติ ในแง่แรกการที่เธอได้เข้ามาพัวพันเป็นส่วนหนึ่งในโลกของเขาทำให้สิ่งต่างๆที่เกิดกับเธอมีผลกระทบผูกพันต่อความสุขและทุกข์ของเขาโดยตรง ส่วนในแง่หลังสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นกับเธอนั้นเขาไม่สามารถบังคับบัญชาให้เป็นไปตามความต้องการได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นก็ย่อมมีผลกระทบต่อเขาโดยตรงอีกเช่นกัน เท่ากับว่าต่อไปนี้ เขาจะสุขหรือทุกข์ก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่จะเกิดกับเธอ ซึ่งก็ไม่อยู่ในอำนาจของเขาที่จะบังคับควบคุมมันได้ดั่งใจไปเสียหมด นี่คือต้นเหตุที่แท้ของความทุกข์ ความทุกข์เกิดจากการให้ความหมายและบัญญัติต่อสิ่งหรือบุคคลหนึ่งๆ ถ้าไม่มีการให้ความหมายหรือบัญญัติ(การสร้างโลกขึ้นมา)แล้วโอกาสเกิดทุกข์ก็ไม่มีเลย 
.
จริงอยู่ในบางครั้งบางคราวความรักก็ให้ความสุขกับเราเช่นกันถ้าสิ่งต่างๆที่คาดหวังไว้เป็นไปตามที่มุ่งหวัง แต่ขณะที่รอคอยให้ความมุ่งหวังบรรลุผลนั้น ความวิตกกังวล และ ความทุกข์ย่อมเกิดอย่างมิต้องสงสัย ดังนั้นการบัญญัติในความเป็นคนรักขึ้นก็ย่อมก่อให้เกิดทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งติดตามมาเสมอ
"ความทุกข์เกิดจากการที่มนุษย์เองได้สร้างโลกขึ้น แล้วโลกที่สร้างขึ้นนั้นย่อมมีผลสะท้อนกลับมาให้สุขให้ทุกข์กับตัวเขาเอง"
 
SHARE
Writer
Elan_Vital
Wannabe Philosopher
I write in order to console my soul.

Comments