ปฏิภาณ ถึง ภาพยนตร์ Le Ballon rouge - ลูกโป่งสีแดงในทัศนะของข้าพเจ้า.
หากสิ่งที่มีอานุภาพมากขนาดนั้นคือ ลูกโป่งสีแดง ที่ครอบครองโดยเด็กน้อยไร้เดียงสาคนหนึ่งก็ไม่แปลกเลยหากจะมีมาตราการต่างๆป้องกันไม่ให้เกิดการมีอยู่ของลูกโป่งต่อไปหรือเยี่ยงนั้นก็ครอบครองมันเสียเอง 
6 มิถุนายน ๒๕๖๒  -  วันนี้ข้าพเจ้าจักเผยแพร่งานเขียนซึ่งสะท้อนถึงทัศนะของข้าพเจ้าต่อภาพยนตร์สั้นฝรั่งเศสเรื่องหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของรายงานวิชาวิจารณ์ภาพยนตร์ที่ข้าพเจ้าเข้าเรียน

  ภาพยนตร์สั้นเรื่อง The Red Balloon กำกับโดย Albert Lamorisse ปี 1956 แสดงนำโดยบุตรชายของเขาเอง ถ่ายทอดภาพหนุ่มน้อยกับลูกโป่งสีแดงที่ทุกคนต่างอยากช่วงชิงและกำจัดทำลายลงให้หมดสิ้นภายใต้บรรยากาศของสภาพบ้านเมืองสีหม่นอึมครึมช่างตัดกับสีแดงอันสดใสในมือเด็กชายผู้ไร้เดียงสา.

 การผจญภัยของหนุ่มน้อย Pascal ที่โลดแล่นอยู่บนแผ่นฟิล์มเพียงแค่ 30 นาทีแต่สามารถติดตราตรึงใจของผู้ชมหลากหลายคนให้จดจำ, รู้สึก และ ตกตะกอนให้คิดต่อยอดต่อสาส์นในตัวภาพยนตร์ที่ถูกจัดวางและแปรสภาพกลายเป็นองค์ประกอบต่างๆในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ล้วนแฝงนัยยะชวนให้คิดตามในวิถีของแต่ละบุคคล.
    สำหรับผู้เขียน การมีอยู่ของลูกโป่งสีแดงที่เด็กหนุ่มในเรื่องค้นพบสะท้อนให้หวนนึกถึงการที่เราทุกคนค้นพบสิ่งแปลกใหม่ที่น่าอัศจรรย์ใจครั้งแรกซึ่งสำหรับทุกคนคงต่างกันออกไป 
แต่เชื่อว่าความรู้สึกลึกๆของทุกคนที่ค้นพบมันนั้นย่อมมีส่วนคล้ายคลึงกัน
แต่ขณะเดียวกันสิ่งที่แปลกใหม่อาจไม่ใช่สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น 
Pascal ค้นพบลูกโป่งสีแดงที่ถูกมัดไว้บนเสา ซึ่งเปรียบเสมือนกับการ
ค้นพบมวลความคิดที่หลงเหลือเอาไว้อันนำมาซึ่งความหวัง ความสดใส และ ความสุข อาจไม่ต่างกับนักศิลปวิทยาการ, นักปรัชญา, นักประดิษฐ์, นักปฏิวัติ ฯลฯ 
ที่ทิ้งผลงานอันน่าทึ่งค้างคาเอาไว้อย่างน่าเสียดายด้วยเหตุผลสารพัด 
แต่ก็ถูกค้นพบและนำมาต่อยอดเป็นหลักแนวคิด วิถีปฏิบัติ จนไปถึง 
วิวัฒนาการอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชน ผ่านรุ่นสู่รุ่น. อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้ย่อมนำมาซึ่งการ
เปลี่ยนแปลง ทำให้ผิดแปลกไปจากเดิม ซึ่งแน่นอนว่าก็ย่อมทำให้เกิดความกลัวจากกลุ่มคนหมู่มากหากจะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดก็ตามที่มีอยู่
รวมไปถึงการแก่งแย่งผลประโยชน์อันเป็นสิ่งที่จะตามมาจากมวลความคิดเหล่านั้น 
หากสิ่งที่มีอานุภาพมากขนาดนั้นคือ ลูกโป่งสีแดง
ที่ครอบครองโดยเด็กน้อยไร้เดียงสาคนหนึ่งก็ไม่แปลกเลยหากจะมีมาตราการต่างๆป้องกันไม่ให้เกิดการมีอยู่ของลูกโป่งต่อไปหรือเยี่ยงนั้นก็ครอบครองมันเสียเอง 
ในภาพยนตร์ทั้งเรื่องจะเห็นว่าผู้ใหญ่ทุกคนมองการครอบครองลูกโป่งด้วยสายตาแปลกประหลาด
ราวกับเป็นเรื่องต้องห้าม ไม่ว่าจะเป็นการห้ามนำขึ้นรถโดยสาร หรือ การจับเด็กหนุ่มไปขังในห้องแยกกับเพื่อน แม้แต่คนในบ้านเองก็ยังนำเอาลูกโป่งไปปล่อยทิ้ง 
ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการที่ไม่ต้องการให้เขามีลูกโป่งไว้ในครอบครองไม่ว่าด้วยสาเหตุอันใดก็ตามแต่ในขณะที่เด็กๆ รุ่นราวคราวเดียวกันต่างก็อยากจะยื้อแย่งลูกโป่งของ Pascal อันสดใส
ทั้งที่ๆตอนที่เขาเจอลูกโป่งนั้นก็ถูกผูกอยู่อย่างเดียวดาย
เมื่อ Pascal ปีนไปเก็บลงมาลูกโป่งสีแดงนั้นก็ดูมีชีวิตชีวาอย่างน่าฉงนใจ
ยิ่งบวกกับเทคนิคในการขยับลูกโป่งในภาพยนตร์แล้วยิ่งทำให้ผู้ชมอด
คล้อยตามความสัมพันธ์ระหว่างเด็กหนุ่มกับลูกโป่งสีแดงมิได้

สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือไม่ได้มีแค่เด็กหนุ่ม protagonist เท่านั้นที่ครอบครอง
ลูกโป่ง และ ลูกโป่งก็ไม่ได้มีเพียงสีแดงเท่านั้น มีลูกโป่งอยู่มากมายหลากหลายสีทุกหนแห่ง
แต่กระนั้นแล้วผู้ที่อิจฉาและต้องการแย่งชิงมาก็มากมายเช่นกัน และ เมื่อไม่อาจจะแย่งได้
สำเร็จ พวกเขาจึงกดขี่ ทำลาย และ ขจัดมันออกไปด้วยความรุนแรง เพื่อให้ความหวัง
ความฝัน แนวคิด ความสดใส ทลายลงอย่างสิ้นซากไร้ชิ้นดี.
อย่างไรก็ตาม. . .
ไม่ว่าลูกโป่งสีแดงของ Pascal ในภาพยนตร์จะถูกตีความออกมาอย่างไรจากบุคคลไหน
ท้ายที่สุดการทำลายลูกโป่งสีแดงของเขานั้นเป็นเหมือนการจุดประกายให้ลูกโป่งจากทั่วสารทิศปลดปล่อยตัวตนออกจากการถูกกด
ใต้อาณัติของสังคมอันหมองหม่นและไร้ความหวัง เพื่อนำมาซึ่งสิ่งใหม่ที่ไม่เคยจากไปไหนเพียงรอคอยกาลเวลาให้ใครสักคน
รับรู้ถึงการมีอยู่ของมันและเห็นคุณค่าของลูกโป่งนั้นๆ ทุกวันนี้การที่เราใช้ชีวิตภายใต้ระบบสังคมเราอาจจะเคยปล่อยให้ลูกโป่ง
ที่ตนเองเคยพบหลุดลอยหายไป แต่ตัวผู้เขียนเชื่ออย่างสุดใจว่ามันไม่เคยหายไปไหน ลูกโป่งเหล่านั้นยังคงล่องลอยอยู่ในอากาศ
รอคอยผู้มาสัมผัสเติมเต็มและทำให้เกิดชีวิตชีวา ความฝัน และ ความหวัง ต่อไป.
:)
SHARE

Comments