ระหว่างฝันฉันไม่ปรารถนาค้นหาความจริง
     สำหรับเขา เรื่องราวทั้งหมดเริ่มขึ้นหลังจากที่เขาขึ้นปี 2 เลือกสาขาวิชาจิตรกรรม มีกลุ่มเพื่อนสนิท ไปไหนมาไหนด้วยกัน หัวเราะ กลัดกลุ้ม ถกเถียง วิจารณ์งานศิลปะอย่างออกรส ตะโกนโหวกเหวกไร้สาระยามมึนเมา นั่งหงอยเหงาอยู่หน้าโน้ตบุ๊คเป็นเวลานาน เลื่อนสายตาพร่ามัวส่องเฟสบุ๊คสาวๆปนอมยิ้ม หัวร่องอหงายไปกับมุขทะลึ่งตึงตังเกินขอบเขตของจินตนาการจากปากของใครสักคนในหมู่เพื่อน

     จนเมื่อวันเปิดสายรหัสมาถึง ชีวิตของเขาพลันแปรเปลี่ยนไปจนยากจะกู่กลับ คืนนั้นใต้โถงอาคารของภาควิชาวิจิตรศิลป์ถูกประดับตกแต่งไปด้วยเศษผ้าระโยงระยาง มีบัตรคำใบ้ผูกห้อยกวัดแกว่งไปมา รอคอยให้เจ้าของเด็ดดึงไปอ่านตีความ เขาไม่ค่อยนิยมชมชอบกับพิธีกรรมเก่าแก่แบบนี้สักเท่าไหร่ แต่ด้วยเสียงส่วนใหญ่ในกลุ่มเพื่อนชักชวนกันมาเข้าร่วมด้วยใบหน้าหยาดเยิ้มแดงกล่ำจากฤทธิ์สมุนไพรและเมรัยหลากรส เขาจึงไม่อาจหักห้ามตนเองไว้ได้ ทำได้เพียงปล่อยตัวปล่อยใจให้ไหลลื่นไปตามท่วงทำนองของพิธีกรรมดังกล่าวเท่านั้น

     รุ่นพี่ทุกคนนั่งลงเป็นวงกลมขนาดใหญ่บนพื้นกระเบื้องสีน้ำตาลอ่อนมองดูเรียบง่ายเคร่งขรึม น้องปีหนึ่งทั้งชายและหญิงนั่งงุนงงสับสนกันอยู่ตรงกลางวง มือข้างใดข้างหนึ่งกำบัตรคำใบ้ไว้แน่น จนเมื่อมีใครสักคนส่งสัญญาณให้เปิดบัตรคำใบ้นั้นออก เสียงฮือฮากึกก้องไปทั่วโถงอาคาร เขาไม่ยินดียินร้าย ได้แต่นั่งลอยหน้าลอยตา หยาดเยิ้ม ยิ้มร่า เหม่อมองออกไปเกินกว่าจะระบุพิกัดสายตาได้แน่ชัด วินาทีนั้นเองที่ประสาทสัมผัสอันอ่อนเรี่ยวแรงพลันหวนคืนฟื้นตื่นกลับเข้าสู่ห้วงปัจจุบันขณะ น้ำเสียงอ่อนโยน ทว่าเด็ดเดี่ยว แววตาประกายหยาดเยิ้ม ใบหน้าเรียวยามคมคาย เส้นผมยาวสยายดำขลับ ทั้งหมดนี้สอดผสานเป็นหนึ่ง ปรากฏสู่เบื้องหน้า ปะทะ จดจ้อง ตรงไปตรงมา เขานิ่งค้าง หายใจติดขัด อ้ำอึ้งในคำพูด หวาดหวั่นกับแววตาคู่นั้น ทว่าคอยชำเลืองโหยหาอย่างไม่รู้หน่าย แล้วในค่ำคืนนั้นเอง เขาจึงได้รู้ว่า หญิงงามในฝันจากแดนดินแห่งจิตนาการได้มาปรากฏอยู่จริงเบื้องหน้า ไม่ผิดเพี้ยนเป็นแน่

     ก่อนอาทิตย์โผล่พ้น หน้าจอโน็ตบุ๊คเครื่องเก่า เขาค้นหาเฟสบุ๊คของเธอจนเจอ น้องรหัส…

     ผ่านไปไม่ถึงสัปดาห์ ความสัมพันธ์ของเขาและน้องรหัสเหนียวแน่นกลมเกลียว สนิทสนมกันเพิ่มมากขึ้น อะไรที่น้องสงสัยไม่เข้าใจ เขาจะเป็นผู้ค้นหาเรียบเรียง นำมาอธิบาย เทคนิคการวาดภาพแบบไหนที่น้องยังไม่คล่อง เขาก็จะอาสาแนะนำ แสดงตัวอย่าง จนน้องอมยิ้ม ติดขนม ลูกอม น้ำหวาน มาให้ไม่ขาด อย่างเช่นตอนที่น้องรหัสต้องเพ้นท์งานจากแบบ photomontage ซึ่งพื้นผิวในงานแตกต่างหลากหลาย รูปทรงของแบบก็ซับซ้อนวกวน ยิ่งเป็นสีน้ำมันอีกด้วย แต่เขาก็ไม่รั้งรอ เร่งรีบดูดซับวิชาจากเพื่อนจากพี่ นำมาผสมกับเทคนิคของตนจนเข้าที จากช่วงบ่ายยันดึกดื่นบนอาคาร เขาแทบไม่ลุกห่างไปไหน เฝ้ามอง อธิบาย พูดคุย ให้กำลังใจ จนน้องรหัสทำงานชิ้นนั้นจนเสร็จ แถมอาจารย์ยังประเมินให้เออีกด้วย เขารู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก

     สิ้นสัปดาห์ เขาต้องเดินทางกลับบ้าน พร้อมกับหอบเสื้อผ้าไปซัก พักผ่อนร่างกาย ตระเตรียมไอเดียความคิดให้พร้อมกับการทำงานชิ้นใหม่ สาขาวิชาที่เขาเลือก เน้นหนักให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์ สังเคราะห์ ผลิตสร้างผลงานศิลปะรูปแบบใหม่ๆ ทดลอง ค้นคว้า นำเสนอ ปรับเปลี่ยนแก้ไข วนซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น แต่สิ้นสัปดาห์นี้ กะจิตกะใจของไม่อยู่กับร่องกับรอย พูดจาห้วนสั้น ไม่สบตา แฟนสาวของเขาสังเกตเห็นอาการเหล่านี้ได้ชัดขณะนั่งกินข้าวพร้อมหน้ากันในบ้าน พ่อและแม่นั่งมองลูกชายด้วยสีหน้าเรียบเฉย ส่วนแฟนสาวที่คบกันมาร่วมสามปีพยายามชักชวนเขาคุย พร้อมทั้งตักกับข้าวใส่จานให้อย่างรู้ใจ แต่นั่นก็ยังไม่เป็นผล หลังจากอาบน้ำเสร็จ กำลังจะเตรียมตัวเข้านอน เขาขอตัวออกไปเดินเล่น ในมือกำโทรศัพท์ไว้แน่น ผิดสังเกตแต่ไม่อยากเซ้าซี้ เธอจึงปล่อยให้เขาได้อยู่คนเดียว ส่วนเธอออกจากห้องนอน นั่งลงคุยเรื่องทั่วไปกับพ่อและแม่ของแฟน

     เขาหยุดยืนอยู่ข้างร้านสะดวกซื้อ หันหลังมองกลับไป ไม่คิดว่าตนเองจะเดินออกมาได้ไกลขนาดนี้ สายลมเบาๆลูบไล้ใบหน้า เสียงรถยนต์เร่งเร้าอื้ออึงดังห่างออกไป เขากดเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่ได้บันทึกชื่อ แนบหู เสียงสัญญาณลากยาว ครั้งแล้วครั้งเล่า เขากดวาง ทบทวนสิ่งที่กำลังทำอีกครั้ง พร้อมกับหาเหตุผลให้ตนเอง

     -ถามเรื่องงาน
     -ปรึกษาเรื่องการทดลองใช้โลหะมาเป็นสื่อในการเพ้นท์
     -ป่านนี้จะทำอะไรอยู่
     -ได้อะไรกินหรือยัง
     -เย็นวันจันทร์ว่างไหม

     แต่ปลายสายก็ยังไม่รับอีกเหมือนเคย เขาจึงเดินกลับบ้าน ท่ามกลางแสงไฟสลัวจากยอดเสา เสียงวัยรุ่นเอะอะโวยวายดังมาจากฝั่งถนนตรงข้าม ความคิดของเขายังวกวน ในใจร้อนรุ่มแปลกประหลาด รอยยิ้มนั้น น้ำเสียงนั้น ดวงตาคู่นั้น ทุกกริยาอาการนั้น ปรากฏแวบวับขึ้นในใจ ก่อนเดินเข้าห้องนอน เขาลบเบอร์โทรศัพท์เบอร์นั้นทิ้งแล้ววางโทรศัพท์ไว้บนหลังตู้เย็น

     การร่วมรักผ่านไปอย่างรีบเร่ง เขานอนหายใจหอบเหนื่อย ขณะที่เธอขยับกายเข้ามาโอบกอดหวังไออุ่นจากคนรัก ซึ่งเธอเริ่มสัมผัสได้แล้วว่า ไออุ่นเมื่อคราครั้งนั้น ไม่เหมือนเดิมในคราครั้งนี้ บางสิ่งบางอย่างถูกลดทอดไป เธออาจจะคิดไปเอง หรือเป็นเพราะว่าเขาอาจจะเหนื่อยกับการเรียน ขณะที่เธอจะเคลิ้มหลับ เขาพลิกกายหันหาเธอ เริ่มบรรเลงเพลงรักอย่างเร่าร้อน ดุดัน ยาวนาน กว่าทั้งคู่จะอ่อนแรงหลับใหล เข็มนาฬิกาก็บอกเวลาเกือบเที่ยงคืน

     คืนค่ำวันหนึ่ง เขาเมามายแทบสิ้นสติ ดีที่ยังได้เพื่อนรู้ใจแบกหามเอามาส่งจนถึงเตียงนอน พอแสงแดดยามสายสาดแทงเข้ามา เขางัวเงีย พลิกตัวไปมา รู้สึกกระหายน้ำ ในหัวหนักอึ้งจวนจะระเบิด กลืนน้ำลายก็เจ็บแสบในคอ แต่ไม่วาย แทนที่เขาจะพักผ่อนร่างกาย เขากลับกระเสือกกระสนลุกขึ้นควานหาโทรศัพท์มือถือ แนบหูรอปลายตอบรับ ดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เพียรพยายามทำมา ไม่ได้ทำให้น้องรหัสของเขามอบใจมาให้เลย กลับกลายเป็นว่าเขาคิดไปเองฝ่ายเดียว เพราะก่อนหน้าที่เขาจะเมามายนั้น เขาพึ่งคุยโทรศัพท์กับน้องรหัสเสร็จ ใจความว่า น้องเขาขอทำงานอยู่ที่หอพัก กลัวจะส่งอาจารย์ไม่ทัน จึงไม่สามารถออกมากินข้าวตามคำนัดหมายได้ แต่เรื่องกลับไม่เป็นแบบนั้น ขณะที่เขาเดินออกมาจากซอยหอพักเพื่อหาอะไรใส่ท้อง สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็น น้องรหัสนั่งกินข้าวอยู่กับชายอีกคน ซึ่งมารู้ภายหลังในวงเหล้าว่า ชายคนนั้นคือแฟนของน้องรหัสที่มักจะมาหาในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าน้องรหัสมีแฟนอยู่แล้ว ทั้งที่เคยถาม แต่คำตอบจากปากของน้องก็ฟังดูคลุมเครือ เกินกว่าจะทำใจยอมรับความเป็นจริงได้ รสชาติแห่งความผิดหวังชอกช้ำเป็นเช่นนี้เอง เขายอมรับกับตนเอง ขณะกำลังเปิดฟักบัวรดราดหัว

     ผ่านไปเพียงสามวัน เขาพยายามหักห้ามใจไม่ยุ่งเกี่ยวข้องแวะกับคนที่มีเจ้าของแล้ว แต่ในที่สุด อีกฝ่ายกลับติดต่อกลับมา ด้วยถ้อยวาจาที่เหมือนกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ซ้ำยังถาม ในทำนองเป็นห่วง หายหน้าหายตาไป อยากรู้ว่าเป็นอะไร ทีแรกเขาอ้ำอึ้งไม่อยากเปิดความรู้สึกเบื้องลึก แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว พูดออกไปคงไม่เสียหาย สารภาพออกไปจนหมด แสดงความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อน้องรหัสแม้ลึกๆจะอับอาย เหตุที่ว่าน้องเขามีแฟนอยู่แล้ว เมื่อพูดออกไปเขารู้สึกโล่ง ในใจยังคาดหวัง แต่ก็กลัวความผิดหวังซ้ำสอง ส่วนอีกฝ่ายบอกว่า กำลังจะเลิกกับแฟน ด้วยเหตุผลที่ว่า แฟนไม่ค่อยมีเวลาให้ และในขณะนี้ก็เกิดความรู้สึกดีๆขึ้นกับพี่รหัสเช่นกัน เขาเริ่มมั่นใจ มั่นใจในบางสิ่ง ตลอดสัปดาห์นั้น เขาเทียวไปเทียวมาระหว่างหอพักของตนเองกับหอพักของน้องรหัส จนในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้

     คืนวันศุกร์ เขาเดินทางถึงบ้านด้วยความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ ในห้วงความคิดวกวนไปมา จนเมื่อรอยจูบอันคุ้นเคยประทับมาที่ใบหน้าของเขา เขาถึงกลับสะดุ้ง ใบหน้าสลดซีด แต่พลันต้องรีบเก็บซ่อนทุกอย่างเอาไว้ ทั้งที่ในใจร้าวรานต้องการทางออก

     ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจบอกแฟนสาวที่คบกันมาร่วมสามปีว่า เขาพบรักครั้งใหม่ เป็นรักที่เขามั่นใจ เขาไม่เคยรักใครเช่นนี้มาก่อน ต้องขอโทษที่ต้องบอกความจริง เขาไม่สามารถเก็บซ่อนเรื่องนี้ต่อไปได้อีกแล้ว แฟนของเขาเหมือนเตรียมตัวเตรียมใจมาแล้ว นั่งนิ่งเงียบ รอให้เขาพูดจบ จากนั้นจึงเอื้อมมือมากุมมือของเขาไว้ เงยหน้าขึ้นสบตา ถามเขาอีกครั้งว่า คิดดีแล้วใช่ไหม เราไม่ดีตรงไหน ทำไมต้องทำกับเราแบบนี้ เขาจุกเสียดแน่นในทรวงอก กล้ำกลืนต่อสภาวะที่กำลังเผชิญอยู่ อีกใจหนึ่งก็โล่งที่ได้สารภาพความจริง อีกใจหนึ่งกลับเจ็บปวด สงสารสายตาอ้างว้างที่ทอดมองมา แล้วแฟนสาวก็ปล่อยมือเขา เช็ดน้ำตา พยักหน้าเข้าใจ พร้อมที่จะปล่อยให้ไป ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นว่า พอจะบอกได้ไหมว่าคนๆนั้นเป็นใคร เขาได้ยินดังนั้นจึงบอกออกไป หวังว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยดี

     แต่ไม่เป็นอย่างที่เขาคิด ตั้งแต่นาทีนั้น อดีตแฟนสาวก็กลับกลายเป็นใครอีกคน เริ่มจากการแอบจดเบอร์โทรเข้าโทรออกที่เขาไม่ลบทิ้งเหมือนก่อน โทรไปพูดคุยกับน้องรหัส แสดงตัวว่าเธอเป็นคนรักของเขา ทำไมต้องมาแย่งคนรักไปจากเธอด้วย อดีตแฟนสาวของเขาทำทุกทาง เพื่อให้คนรักกลับมา จนในที่สุด น้องรหัสของเขาก็ทนกับการโทรก่อกวน โพสประจานบนหน้าเฟสบุ๊คต่อไปไม่ไหว จึงตัดสินใจบอกกับเขาว่า พี่อย่ามายุ่งกับหนูอีก หนูขอร้อง เขาสับสนไปหมด สับสนจนอยากจะบ้า ช่วงนั้นเขาแทบไม่มีกะจิตกะใจเรียน งานทุกชิ้นทำแค่พอส่ง ฝีมือตกลงไปมาก เอาแต่กินเหล้า พอเมาก็โทรไปหาน้องรหัส รู้ทั้งรู้ว่าเขาไม่รับ บางคืนที่เมาหนักถึงกลับไปยืนเคาะประตูหน้าหอพัก ไม่สนใจว่าจะดึกดื่นกี่โมงกี่ยาม เจอหน้าน้องรหัสในคณะก็พยายามตรงปรี่เข้าไปหา อยากจะพูดคุยให้รู้เรื่อง ก็ในเมื่อเขาเลือกน้องรหัสแล้ว แต่ทำไมน้องรหัสไม่เลือกเขา จะให้ตัวเขากลับไปคบกับแฟนสาวที่พึ่งบอกเลิกไปได้อย่างไร แต่เขาก็ต้องกลับไปไม่รู้ว่าเพราะเหตุอันใดเหมือนกัน

     ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง เขากลับมาคืนดีกับแฟน ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับน้องรหัสอีก ส่วนแฟนของเขาก็พยายามไม่พุดถึงการกระทำของตน เฝ้าดูแลเอาใจใส่ เกรงกลัวว่าคนรักจะหวนคืนกลับไปอีก ทุกครั้งที่เขาและเธอร่วมรักกัน มันมักจะจบลงด้วยความทุกข์ทรมาน เธอรับรู้ได้ว่าเขาไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เหมือนกับว่าในความคิดของเขากำลังครุ่นคิดวกวนอยู่กับเรื่องอะไรสักอย่าง ลีลาท่าทางที่เคยเร่าร้อน กลับกลายเป็นแห้งเหี่ยว ไร้ชีวิตชีวา บางครั้งทั้งสองก็ทะเลาะกัน มีอยู่ครั้งหรือสองครั้ง ที่เขาโมโหสุดขีดถึงกับลงไม้ลงมือจนทำให้แฟนสาวเลือดตกยางออก แล้วความเมินเฉยก็เข้าปกคลุม เย็นชา อ้างว้าง เหมือนกับอยู่กันคนละโลก จนเย็นวันหนึ่ง ขณะที่ทั้งสองนั่งอยู่ในศูนย์อาหารของห้างสรรพสินค้า จู่ๆก็มีชายคนหนึ่ง เดินตรงมาหา แฟนสาวของเขามองเห็นก่อน สีหน้าซีดลงทันที พร้อมทั้งลุกขึ้นยืน ผลักอกผู้ชายคนนั้นออกไป ส่วนเขานั้นสับสนกับสิ่งที่เห็น ไม่นานเขาก็เริ่มเข้าใจทุกอย่าง เขาเดินหนีออกมา จุกเสียดในหน้าอก เจ็บปวดเหมือนถูกคมมีดกรีดเฉือน มืดมนในดวงตา หายใจโรยรินขณะเดิน ทำไมต้องทำแบบนี้ เขาคิด ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา แฟนสาวของเขาก็กลับมาที่บ้าน เขานอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง แฟนสาวนั่งลง จ้องมองเขา ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตา พร้อมเอ่ยขอโทษ เขาสะบัดมือทิ้ง แล้วลุกขึ้น เดินออกจากห้อง แฟนสาวรีบตามออกมาทันที คำอธิบายลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ นั่นยิ่งทำให้เขาเจ็บปวดรวดร้าวมากยิ่งขึ้นไปอีก กว่าจะผ่านคืนนั้นมาได้ เขาไม่แน่ใจว่าตนเองกำลังอยู่ในความฝันหรือความจริง

     ชีวิตในมหาลัยดำเนินไปเรียบง่าย อีกปีเดียวเขาก็จบแล้ว ชิ้นงานในระยะหลังมานี้ วกวนไปมากับเรื่องความรัก ความฝัน และความจริง เขาพยายามค้นหาวิธีการนำเสนอใหม่ๆ พร้อมทั้งค้นหาวิธีการลบรอยบาดแผลในหัวใจออกไปด้วย แต่ดูเหมือนจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถลบออก ข่าวน้องรหัสมีแฟนใหม่ก็ลอยมาเข้าหู ชีวิตของเขากลับมาพึ่งพาเหล้ายาอีกครั้ง ยิ่งรู้ว่าหนุ่มคนนั้นคือรุ่นน้องที่เขาสนิทด้วยแล้ว เขายิ่งร้าวราน ฟูมฟาย กัดกอดความเจ็บปวด ซุกซ่อนมันเอาไว้ ยามที่ต้องเดินผ่าน เห็นคนทั้งสองจูงมือกัน คืนหนึ่งเขาเมาได้ที่ กดเบอร์โทรศัพท์ที่เขาไม่มีวันลืม ไม่มีคนรับ เขาพยายามต่อ จนในที่สุด เขาพาร่างของตนเอง มาหยุดยืนอยู่หน้าหอพักของเธอ คนที่เปิดประตูออกมา คือรุ่นน้องของเขา ทั้งคู่ยืนจ้องหน้ากัน เขารู้สึกอื้ออึง ขาทั้งสองอ่อนเปลี้ย จำไม่ได้ว่าตนเองตอบคำถามไปว่าอย่างไร รู้แต่เพียงว่า เขาตื่นขึ้นมาในห้องของเพื่อนอีกคน ขณะกำลังจะลุกขึ้น เขาปวดระบมบริเวณกกหู เพื่อนเขาไม่เล่าอะไรให้เขาฟัง นอกจะบอกว่า มึงเมามากเมื่อคืน

     ปีสี่เทอมสอง ไม่รู้ว่าเป็นข่าวดีหรือข่าวร้าย แฟนสาวของเขาเกิดตั้งท้อง เธอยังไม่บอกใครนอกจากเขา ด้วยความที่แฟนสาวอายุมากกว่าเขาสี่ปี เธอจึงยังคงทำงานของเธอไปตามปกติ ผิดจากเขา ที่ทุรนทุราย ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร ความคิดหนึ่งบอกว่า ลูกในท้องเป็นของเขาหรือเปล่า เขาไม่ค่อยแน่ใจนัก เพราะตั้งแต่วันที่พบชายคนนั้นที่ศูนย์อาหาร เขาก็ไม่ค่อยไว้ใจเธอเท่าไหร่ แต่ทุกครั้งที่อยู่ด้วย เขากับเธอมักจะร่วมรักกัน บางครั้งเกือบทั้งคืน อีกความคิดหนึ่งบอกว่า ถ้าเป็นลูกของเขาจริงๆ เขาควรจะต้องดรอปเรียนเพื่อหางานหาเงินเตรียมไว้ให้ลูก ไหนจะต้องบอกพ่อกับแม่อีก ฐานะทางบ้านของเขาก็ไม่น่าจะพร้อม ถ้าต้องแต่งงานกันในตอนนี้ เขามืดแปดด้านไปหมด ยิ่งเวลาผ่านไป ผ่านไป ผ่านไปเรื่อยๆ เขาก็ยังไม่ได้ตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง นอกจากเรียนไปตามปกติ จนวันหนึ่ง เขารู้ว่าแฟนสาวของตนเองแอบไปอยู่กับผู้ชายอีกคน เธอบอกว่า ท้องเธอเริ่มใหญ่ขึ้น กลัวแม่และพ่อของเธอจะสงสัย เลยไปขออาศัยอยู่ที่บ้านแฟนเก่า ซ้ำยังบอกอีกว่า ก็เขานั่นแหละที่ไม่ทำอะไรสักอย่าง เรื่องเริ่มปานปลายขึ้น เมื่อเขานิ่งเฉยเพื่อประชดการกระทำของเธอ เธอจึงตัดสินใจให้แฟนเก่าของเธอรับเป็นพ่อเด็กเวลาไปทำเอกสารต่างๆที่โรงพยาบาล ถึงตอนนี้ เขาแทบไม่อยากพูดจากับใคร อยากจะตายๆไปให้พ้น บางคืนเขาก็ออกเดินไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย เมื่อรู้สึกเหนื่อยก็ล้มลงนอน ไม่ว่าจะที่ไหน เพื่อนๆต้องตามหาเขา พาเขาให้เข้าเรียน จนเขาจบปริญญาในที่สุด

     ชีวิตหลังจากเรียนจบไม่มีอะไรแตกต่างจากสมัยยังเรียนอยู่ งานการเขาก็ไม่ไปสมัคร แต่ละวันหมกตัวอยู่แต่ในห้อง คร่ำเคร่งเขียนอะไรบางอย่างลงบนแผ่นกระดาษ บางทีก็ในเฟสบุ๊ค เขียนทั้งวันทั้งคืน ไม่มีใครรู้ว่าเขาเขียนอะไร เพราะคนที่อ่านงานเขียนของเขาในเฟสบุ๊คต่างก็ส่ายหัว ปะติดปะต่อเชื่อมโยงให้เป็นประเด็นไม่ได้ แต่เขาก็เขียนต่อไป จนพ่อกับแม่เริ่มเอือมระอา ไม่นานจากนั้นราวสองเดือน แฟนสาวของเขาก็ติดต่อกลับมา บอกว่าเขาได้ลูกผู้หญิง เขาดีใจอย่างเหลือล้น แต่อคติบางอย่างก็แผ่อำนาจมาบดบังความงดงามนั้นจนมิด เขาเชื่อเหลือเกินว่าเด็กในท้องต้องเป็นลูกของเขา แม้ว่าบางครั้งเขาก็แอบก่นด่าเฆี่ยนตีตนเองด้วย คำพูดที่ ไม่ใช่ลูกมึงหรอก มึงมันโง่ โดนสวมเขา นั่นจึงทำให้เขาคิดมากยิ่งขึ้นไปอีก นอนไม่หลับ อาศัยเหล้ายา จนร่างกายผ่ายผอม มีครั้งหนึ่งที่เขาพยายามจะกรีดข้อมือตนเอง ความรู้สึกเจ็บปวดทางกายไม่เทียบเท่ากับความรู้สึกเจ็บปวดทางใจ เขาไม่แน่ใจว่าความตายจะเป็นทางออกหรือกรงขัง

     เหมือนภาพฝันร้ายหลอกหลอนดำมืดถูกชะล้างกำจัดด้วยแสงสว่างเรืองรอง น้องรหัสติดต่อเขากลับมา ใจความสำคัญว่า น้องเขาเลิกกับแฟนแล้ว และกำลังเผชิญปัญหาคิดงานส่งอาจารย์ไม่ออก แรกเริ่มเขาวางตัวรอบคอบ รักษาระยะห่าง เพราะถึงอย่างไร เขาก็เป็นพี่รหัส หน้าที่คือต้องช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ ดูแล จนน้องเรียนจบ เขาบอกตัวเองว่าเขาจะทำเพราะหน้าที่เท่านั้น ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มฟื้นคืนขึ้นทีละนิด จนในที่สุดก็สุกงอม

     ผ่านพ้นช่วงปีใหม่ไปไม่นาน ทั้งคู่พากันไปเที่ยวทะเล และคืนนั้นเอง ที่เขาได้สัมผัสเรือนร่างอันบอบบางน่าพิศวงของเธอ หลายปีที่ได้รู้จักกัน อย่างมากก็แค่จับมือ และจ้องตา มาบัดนี้เขาสำรวจทุกซอกทุกมุมจนละเอียด แต่กลับไม่พบความสุขเลยแม้แต่น้อย เขาไม่แข็งตัว หนำซ้ำยังหลั่งเร็ว ความคิดเรื่องลูกผุดขึ้นมารบกวนจิตใจของเขาเป็นระยะ น้องรหัสผิดหวังในตัวเขา แต่ก็ไม่ถึงกับรังเกียจ กลับคอยให้กำลังใจ พยายามอยู่ข้างๆเขา อีกคืนที่ทะเล เขาตั้งต้นใหม่ ขณะที่ทุกอย่างพรั่งพร้อม เสียงคลื่นซัดสาด สายลมโชยอ่อน แสงจันทาสุกสกาว หมู่เมฆรางเลือน แต่หัวใจและร่างกายกับแยกส่วนออกจากกันไปคนละทิศคนละทาง ในที่สุดฉากรักอันโรแมนติกก็ล้มเหลวลงอย่างไม่เป็นท่า

     กลับมาจากทะเล เขาพยายามออกกำลังกาย หวั่นเกรงว่าตนเองจะเป็นโรคซึมเศร้า บางคืนก็หาหนังดูให้ผ่อนคลายและศึกษากลเม็ด จนเริ่มมั่นใจว่าตนเองพร้อมอีกครั้ง ตนเองต้องทำให้น้องรหัสมีความสุข เขาจึงนัดหมาย

     ไม่มีการตอบกลับมาทั้งนั้น เขาจึงออกจากบ้าน กลับไปยังมหาลัย ดักรออยู่หน้าหอพัก จวนฟ้าจะมืด แล้วเขาก็ได้พบกับเธอ เหนือความคาดหมาย ชายอีกคนเดินเคียงมาด้วย เขาจำได้แม่น รุ่นน้องของเขา ทั้งสามคนยืนสบตากัน ความเงียบโรยตัว ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจทำบางอย่างลงไป

     ผ่านไปเกือบปี เขาได้เจอหน้าลูก ในวัยกำลังคลาน เขาไม่กล้าแตะเนื้อต้องตัวลูก ได้แต่นั่งมองดู พลันน้ำตาก็รินไหลออกมาเกินกว่าจะควบคุม เขาต้องรีบกลับ เพราะแอบเข้ามาตอนชายหนุ่มเจ้าของบ้านไม่อยู่ เขาสัญญากับอดีตแฟนสาวไว้ว่า สักวันจะเก็บเงินมาจัดการอะไรให้ถูกต้อง แต่ดูเหมือนอดีตแฟนสาวของเขาจะไม่ยินดียินร้าย เธอพูดเพียงว่า สงสาร อยากให้รู้ว่าลูกหน้าเหมือนใคร ถ้ามีโอกาสจะให้เข้ามาหาลูกอีก

     เขาเดินทางกลับบ้าน ตรงดิ่งเข้าห้องนอน ที่บัดนี้ไร้ร่องรอยของคนรัก เปิดคอมพิวเตอร์ ไม่สามารถส่งข้อความหาน้องรหัสได้อีก โทรไป หมายเลขนั้นก็ถูกระงับไปแล้ว เขานั่งนิ่งอยู่เช่นนั้น น้ำตาค่อยๆรินไหลลงมาเรื่อยๆ เขาหยิบแผ่นกระดาษที่มีร่องรอยการขีดเขียนขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ เปิดโปรแกรม microsoft word สายตาปะทะหน้ากระดาษว่างเปล่า พร่ามัวเลือนราง เขายกมือขึ้นปาดน้ำตา แล้วหันไปยังแผ่นกระดาษที่ถูกเขียน ก่อนจะเริ่มวางนิ้วลงบนแป้นพิมพ์ 

       ระหว่างฝัน ฉันไม่ปรารถนาค้นหาความจริง
      สำหรับฉัน เรื่องราวทั้งหมดเริ่มขึ้นหลังจากที่เขาฆ่าตัวตาย เศษซากแห่งความทรงจำส่งเสียงร่ำร้องโหยหวน ท่ามกลางความอ้างว้างวังเวงในยามค่ำคืน ฉันนอนลืมตาเบิกโพลง กลิ้งตัวไปมาอยู่บนเตียงซึ่งมีฝุ่นจับหนาเตอะ หายใจโรยริน ในลิ้นขมปร่า เหมือนกับมีอะไรเคลือบลิ้นเอาไว้ สายตาเหลือบมองออกไปยังช่องหน้าต่างไม้ผุกร่อน เห็นแสงจันทร์ซีดเซียวฉายฉาบอยู่บนโค้งขอบฟ้า สารรูปของฉันตอนนี้ดูไม่ต่างอะไรไปจากซากศพ กาลเวลากัดกินจิตวิญญาณของฉันจนย่อยยับ มันเป็นเหมือนฝันร้ายที่ไม่อาจลบเลือน แม้จะมุดตัวแช่แข็งอยู่ในความหวัง ความฝัน และความจริงก็ตาม

      จากเช้ามืดยันดึกดื่น ฉันไม่อาจพยุงร่างของตนเองออกเดินเหินไปไหนต่อไหนได้เหมือนก่อน เสียงอึกทึกด้านนอกดังแข่งกับเสียงทรมานจากด้านใน กลิ่นอายความตายคละคลุ้งอบอวลอยู่ในมวลอากาศ ดวงตาดวงนี้แม้จะเริ่มพร่ามัวเลือนราง แต่เมื่อหลับตาลงครั้งใด ภาพๆนั้นยังคงเด่นชัด ราวกับว่าตัวฉันนั้นไม่เคยย่างกรายออกมาจากดินแดนแห่งนั้นเลย จะทำอย่างไรก็ไม่มีวันลืม ฉันภาวนาให้ความตายนำมาซึ่งความเป็นอิสระ อย่างน้อยก็ขอแค่ให้ลืม ลืมเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นก็ยังดี

     ครั้งหนึ่งฉันเคยแต่งนิทาน เพื่อส่งไปให้ใครบางคนอ่านโดยเฉพาะ ใครคนนั้นตอบกลับมาเพียงสั้นๆ ว่าขอบคุณ

      “นานมาแล้ว เมล็ดพืชผู้โดดเดี่ยว ถูกนำมาปลูกไว้ในกระถางพลาสติก ทุกๆค่ำคืน เมล็ดพืชผู้โดดเดี่ยวมักจะฝันว่าตนเองกำลังงอกออกจากเปลือก แทงรากลึกลงในดิน แตกใบชูยอดขึ้นรับแสงตะวัน แผ่กิ่งก้านปกคลุมเป็นร่มเงา ออกดอกออกผลให้สรรพสัตว์ได้อาศัยพึ่งพึง แต่นั่นก็เป็นเพียงความฝัน ฤดูกาลผ่านพ้นเวียนบรรจบครบใหม่ เมล็ดพืชผู้โดดเดี่ยวก็ยังคงนอนแน่นิ่งจมลึกอยู่ในดินสีดำ คำคืนหนึ่ง ท้องฟ้าคำรนคำรามแปรปรวน สายลมกรรโชกหนักหน่วง ห่าฝนโหมกระหน่ำลงมา เมล็ดพืชผู้โดดเดียวกอดร่างตนเองอยู่ในดินดำฉ่ำน้ำ กระเสือกกระสนดันร่างของตนเองออกจากเปลือกหนา ขณะที่กำลังพยายามอยู่นั้น สายลมก็โหมกระหน่ำลงมายังกระถางพลาสติกจนล้มหงาย ร่วงหล่น ตกกระทบลงบนพื้นดินอย่างจัง เมล็ดพืชผู้โดดเดี่ยวสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้น จึงหันมองโดยรอบด้วยความตกใจ เมล็ดพืชผู้โดดเดี่ยวพบว่าร่างตนนั้นไม่ได้อยู่ในดินดำฉ่ำน้ำอีกต่อไป ดังนั้นจึงพยายามกระเสือกกระสนพาร่างของตนเองกลิ้งเกลือกไปบนผืนดินผืนใหม่ สัมผัสเม็ดฝนพร่าพรมจากฟากฟ้า ภาวนาให้ตนเองได้งอกเงยขึ้นในค่ำคืนนี้ และเฝ้าฝันถึงวันรุ่งอันแสนอบอุ่นที่กำลังจะมาถึง”

     หากย้อนวันเวลาคืนกลับไปได้ ฉันคงไม่แต่งนิทานเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างแน่นอน ใครคนนั้นก็อาจจะคิดเหมือนฉันเช่นกัน

      “รุ่งเช้า อากาศแจ่มใส สายลมโชยพัดมาเย็นสบาย เมล็ดพืชผู้โดดเดียวลืมตาตื่นจากห้วงหลับใหล รีบหันมองตัวเองด้วยความตื่นใจ ระทึกใจ แต่แล้ว เมล็ดพืชผู้เดี่ยวกับต้องตรอมตรมสิ้นหวังลงอีกครั้ง เมื่อพบว่า ตนเองยังไม่งอกเงยออกจากเปลือกหนา ทำไมกันเล่า ตัวเราถึงไม่มีโอกาสจะแทงราก ผลิใบ เจริญเติบโต ขึ้นมาเหมือนใครต่อใครเขา คิดแล้วก็น้อยใจ เมล็ดพืชผู้โดดเดี่ยวซบหน้าลงกับผืนดิน ร่ำร้องอยู่อย่างนั้น จนกระทั่ง”

     ใครคนนั้นเปิดประตูต้อนรับให้ฉันเข้าไปในดินแดนที่เต็มไปด้วยความรัก ฉันว่ายวนอยู่ในธารน้ำใส ตักตวงน้ำในลำธารดื่มกินจนชุ่มชื่นเบิกบาน ใครคนนั้นโอบกอดฉันไว้ขณะที่ฉันอิ่มหนำแล้วกำลังจะพริ้มตาหลับ ใครคนนั้นบอกกับฉันว่า ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ขอบคุณจริงๆ ฉันสบตากับใครคนนั้นเนินนานจนเผลอหลับไป……..

 




SHARE
Written in this book
Endless
เรื่องสั้นที่ไม่มีวันจบ
Writer
DarkEndless
Writer
creative short stories

Comments

passwayofwind
14 days ago
ชอบชื่อเรื่องมากค่ะ เคยแต่งนิทานด้วยภาษาคล้ายๆกันนี้ให้คนคนนึง นึกว่าเขาจะไม่เข้าใจหรือคิดว่าอีนี่บ้า ปรากฎว่าเขาตอบกลับมาด้วยนิทานเช่นกัน แต่ก็นะ เรื่องของเราสองคนก็เป็นแบบนี้แหละ แบบชื่อเรื่อง ระหว่างฝันฉันไม่ปราถนาความเป็นจริง
Reply