ห้วงคำนึงถึงความตาย (Meditation on Death)
เราทุกคนเมื่อเกิดมาแล้วทั้งคนและสัตว์ใดใด ก็จะมีหีบสมบัติชิ้นหนึ่งติดตัวมาอย่างเท่าเทียมกันทุกคนและนั่นคือ "ความตาย" ไม่มีสมบัติชิ้นใดที่จะเป็นของเราอย่างจริงจังและแน่นอนเท่าสมบัติชิ้นนี้อีกแล้ว......สมบัติที่มิอาจสลัดทิ้งได้!
.
(Death is the most certain possibility - มาร์ติน ไฮเด็กเกอร์)
.
ไม่มีใครรู้จริงๆหรอกว่าความตายคืออะไร ถ้ามันเกิดกับตัวเองแล้วมันจะเป็นอย่างไร จะดีจะร้ายจะรู้สึกอย่างไร ต่างคนก็ต่างคิดจินตนาการไปตามพื้นเพความรู้ พื้นเพการถูกอบรมสั่งสอนไปอย่างลมๆแล้งๆ เราไม่อาจรู้หรือพิสูจน์ได้เลยถึงหน้าตา ปรากฏการณ์ คุณสมบัติ ความรู้สึก และทุกๆอย่างเกี่ยวกับความตายของตัวเราเมื่อเรายังมีลมหายใจอยู่ เราเพียงได้แต่จินตนาการเท่านั้นว่าความตายอาจจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และแม้แต่คนที่ตายแล้วก็มิอาจกลับมาบอกแก่เราได้ว่าเขาประสบพบเจออะไรในเส้นทางแห่งความตายของเขาเอง หรืออาจจะไม่เคยคิดด้วยตัวเองเลยแล้วก็เชื่อตามหลักบางอย่างที่เขาบอกเขาสอนกันมาเช่น ตายแล้วเกิดใหม่ (ตามหลักของศาสนาพุทธ,พราหมณ์,เชน), ตายแล้วชีวิตก็จะรอถึงวันพิพากษาจากพระเจ้าก็ดี (ของศาสนาในตระกูลอับราฮัม ได้แก่ คริสต์ อิสลาม ยูดาห์) หรือตายแล้วดับสูญไปโดยสิ้นเชิงเหมือนสสารอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง (ลัทธิสสารนิยม) ..... สำหรับผมความตายนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ได้หากแต่ต้องตายเสียก่อนแล้วเผชิญกับตัวตนที่แท้ของมัน
.
บางคนเลือกที่จะเปิดหีบสมบัติซึ่งบรรจุความตายนั้นขึ้นมาก่อนเวลาที่หีบจะเปิดเองตามธรรมชาติและเงื่อนไข นั้นอาจเป็นเพราะเขาแบกรับภาระแห่งการดำรงอยู่ไม่ไหวอีกต่อไป จนเขามีวิสัยทัศน์ที่คับแคบและถูกชักจูงด้วยอำนาจสัญชาติญาณแห่งความตาย (Death drive) เขาอยากหนีออกจากเหตุการณ์เฉพาะหน้า ซึ่งบีบคั้นสะสมมายาวนานจนเกินใจคนทนได้ ทั้งๆที่เขาเองก็ไม่รู้เลยว่าความตายคืออะไร ตายแล้วจะดีกว่าจริงหรือ และความตายมีหน้าตาและรายละเอียดอย่างไรในเชิงปรากฏการณ์.... แต่ทว่าเขาขาดเหตุผลเสียแล้วเขาจึงเลือกเส้นทางสายนี้ เปิดหีบสมบัติซึ่งบรรจุความตายของตนเองออกมาด้วยวิธีต่างๆตามแต่ละคนผู้ซึ่งเพรียกหาความตายนั้นทำ
.
แต่นักปรัชญาท่านหนึ่งเห็นว่าการกระทำเช่นนี้แปลว่าเขารักชีวิตอย่างสุดขีด อีกทั้งกำลังยืนยันเจตนาที่จะมีชีวิตอย่างแรงกล้าต่างหากถึงได้ลงมือฆ่าตัวตาย เขามิอาจทนเห็นภาพชีวิตของเขาตกอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่เช่นนั้นได้! เพราะเขารักชีวิตเหลือเกิน แม้ดูเผินๆแล้วคล้ายดังว่าเขาเกลียดชีวิตจนเลือกที่จะโยนมันทิ้งไปอย่างสิ้นคิด นักปรัชญาท่านนั้นยังเขียนข้อความปลอบประโลมใจเกี่ยวกับความตายว่า
.
"If what makes death seem so terrible to us were the thought of non-existence, we should necessarily think with equal horror of the time when as yet we did not exist. … An entire infinity ran its course when we did not yet exist, but this in no way disturbs us" - Schopenhauer
(" ถ้าหากคุณสยดสยองเกี่ยวกับความตายเนื่องด้วยเหตุว่าคุณกลัวการดับสลายไปโดยสิ้นเชิงของชีวิตคุณ คุณก็ควรจำเป็นที่จะต้องลองคิดด้วยว่ามันก็น่าสยดสยองพอๆกันมิใช่หรือในเวลาก่อนหน้านี้ที่เรายังไม่เคยมีชีวิตอยู่.....เวลานับล้านล้านอนันตกาลปีก่อนที่เราจะเกิดมา แต่นั่นก็ไม่เห็นจะทำให้เราไม่่สบายใจตรงไหนนี่ ")
.
นักปรัชญาอีกท่านหนึ่งบอกให้เรากล้าเผชิญกับความตายที่ยังมาไม่ถึงว่า
.
 "If I take death into my life, acknowledge it, and face it squarely, I will free myself from the anxiety of death and the pettiness of life - and only then will I be free to become myself." -Martin Heidegger
(" ถ้าฉันน้อมนำให้ความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ยอมรับมัน และกล้าสู้หน้ากับมันซึ่งๆหน้า ฉันจะปลดแอกตัวเองออกจากความกังวลใจเกี่ยวกับความตายและความไม่สลักสำคัญของชีวิตเสียได้ และเมื่อนั้นแหละฉันจะมีอิสรภาพอย่างเต็มที่ในการเป็นตัวของตัวเอง ")
.


SHARE
Writer
Elan_Vital
A Happy Pessimist
I write in order to console my soul.

Comments