นิทเช่ (Nietzsche) พูดถึงพระพุทธศาสนา
**ดัดแปลงจากภาคผนวกของThus spoke Zarathustra ฉบับแปลไทย (ของ ศัลก์ ศาลยาชีวิน) ซึ่งแปลมาจากหนังสือ"โต้คริสต์" (The Anti-Christ) ของนิทเช่เอง

พุทธศาสนาได้รับมรดกคือ การเสนอปัญหาอย่างเยือกเย็นและปราศจากอารมณ์-จากการเคลื่อนไหวทางปรัชญาที่มีมาก่อนหน้านั้นหลายร้อยปีแล้ว แง่คิดเกี่ยวกับ"พระเจ้าผู้เป็นหนึ่ง" ได้ถูกทำลายลงไป เมื่อพระพุทธศาสนาเริ่มอุบัติขึ้น ประวัติศาสตร์แสดงให้เราเห็นว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาเดียวเท่านั้น ที่มีรากฐานตั้งอยู่บนปรากฏการณ์ที่สัมผัสได้ แม้ในทฤษฎีแห่งการหาความรู้(ญาณวิทยา) ก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของปรากฏการณ์อย่างเคร่งครัด ทั้งไม่เคยเอ่ยถึงการต่อสู้กับ "บาป" แต่เอ่ยถึงแต่การต่อสู้กับ "ทุกข์" ซึ่งสอดคล้องกับความเป็นจริง

ตามสำนวนของฉัน พุทธศาสนายืนอยู่อย่าง"ล่วงพ้นความดีและความชั่ว" (Beyond good and evil) , ข้อเท็จจริงทางสรีระวิทยาที่พระพุทธศาสนาอิงอยู่และเน้นคือ - 1. การรับสัมผัสที่อาจถูกเร้าเกินขอบเขต ซึ่งจะแสดงออกในรูปของสมรรถภาพอันละเอียดอ่อนในการรับรู้ความทุกข์ทรมานและ 2. การใช้สติปัญญาอย่างเกินขนาด การยึดมั่นเกินไปในแง่คิดและวิธีเชิงตรรกะ,ซึ่งเก็บกดสัญชาติญาณส่วนตัว จนก่อให้เกิดอันตรายต่อความก้าวหน้าของ"สิ่งที่ไม่ใช่ส่วนตัว" จากสมุฏฐานของสภาพการณ์ทางสรีระวิทยาเหล่านี้ จะทำใ้ห้ความกดดันบังเกิดขึ้น พระพุทธเจ้าทรงใช้วิธีการทางสุขศึกษาเพื่อกำจัดความกดดันดังกล่าว : ทรงต่อต้านมันด้วยการใช้ชีวิตกลางแจ้ง-ธุดงค์ พร้อมด้วยการประมาณในอาหาร การงดเว้นเครื่องมึนเมา การรู้เท่าทันอารมณ์อันก่อให้เกิดความไม่พอใจซึ่งจะทำให้เลือดฉีดแรง และการตั้งจิตไม่ให้มีความกังวลกับตนและผู้อื่น ทรงคิดหาวิธีหลีกเร้นจากผู้อื่น ทรงเรียกร้องให้ทำจิตใจให้สงบและเบิกบานด้วยความคิด ทรงเข้าใจประโยชน์ของเมตตาธรรมว่าเป็นเครื่องส่งเสริมสุขภาพ การสวดสรรเสริญถูกตัดออกไปเช่นเดียวกับการทรมานกาย ไม่มีความจริงอะไรถูกบัญญัติขึ้นมาใหม่ ไม่มีการบังคับในองค์การสงฆ์(บวชแล้วสึกได้) ทรงเรียกร้องไม่ให้ต่อสู้กับผู้อื่นที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันออกไป คำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ต่อต้านสิ่งใดมากไปกว่า ความรู้สึกอาฆาต เกลียดชัง และโกรธแค้น (เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร เป็นแนวปฏิบัติสำคัญทางพุทธศาสนา) และมันก็ถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะอารมณ์พวกนี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เมื่อพิจารณาตามหลักวิชาโภชนาหาร ความเหนื่อยทางจิตใจแสดงตัวออกมาด้วยการมุ่งมั่นเกินกว่าเหตุ(ต่อเรื่องภายนอก) นั่นคือสิ่งที่พระพุทธองค์ค้นพบว่าคือการบั่นทอนกำลังของความสนใจในการพิจารณาตัวเอง และก่อให้เกิดความเสียสมดุลในตน ดังนั้นพระองค์จึงต่อสู้เรื่องนี้ด้วยการนำความสนใจในตน-คืนสู่ตน (มีสติอยู่กับตัว ดูใจตัวเอง ย้อนกลับมาพิจารณาดูตนเองแทนที่จะส่งจิตออกภายนอก)

ในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ร่างกายนั้นกลายเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งที่เราต้องดูแลมัน และเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการปฏิบัติธรรม เป็นวิธีสำหรับการทำลายความทุกข์ นอกจากนั้นยังกำหนดอาหารทางจิตใจเอาไว้อย่างพร้อมมูล พุทธศาสนาจะนำพวกเขาคืนสู่ความสงบและเบิกบาน สู่การบริโภคอย่างเป็นระเบียบในสิ่งเกี่ยวกับปัญญา สู่การฝึกร่างกายให้สมบุกสมบันได้ นอกจากนั้นพุทธศาสนายังไม่จำเป็นต้องให้ความทุกข์และสมรรถภาพในการรับความทุกข์เป็นสิ่งดีงามสำหรับตน พุทธศาสนาเพียงแต่กล่าวตามความรู้สึกเท่านั้นที่มีจริงเท่านั้นว่า "ฉันมีทุกข์"
SHARE
Writer
Elan_Vital
A Happy Pessimist
I write in order to console my soul.

Comments