ปรัชญาวีดีโอเกมส์ : ทางพ้นทุกข์ชั่วคราวอย่างใหม่แห่งยุคดิจิตอล
สมัยร้อยๆปีก่อนเทคโนโลยีสารกึ่งตัวนำ อิเลกทรอนิกส์ และวงจรรวมยังไม่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ทางของการปลอบประโลมความทุกข์ให้เบาลงในชีวิตประจำวันนั้นได้แก่ ดนตรี และ ศิลปะ (ที่มีคุณค่าพอในทาง aesthetics) โดยโชเปนฮาวเออร์อธิบายว่าจะทำให้ผู้ที่เสพงานทางสุนทรียะเหล่านี้ (ดนตรี ,ศิลปะ) หลุดพ้นจากความทุกข์และสามารถยกตัวเองขึ้นเหนือความทุกข์ทั้งปวงได้ชั่วคราว ในชีวิตประจำวัน เพราะผู้ชื่นชมงานดนตรีและศิลปะจะดื่มด่ำกับงานที่เสพอยู่และดิ่งลงไป ลืมตัวลืมตนและถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นผู้รู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีเจตจำนงค์(the pure subject of will-less knowing) นั่นคือหลุดออกจากวงจรกิเลสประจำวันโดยชั่วคราว เกิดความพอใจหยุดนิ่งกับสิ่งนั้นๆนี่อาจเป็นเหตุผลที่เอาไว้อธิบายได้ด้วย ว่าทำไมศิลปินบางคนถึงได้ทำตัวแปลกๆ ('The individual is then able to lose himself in the object of contemplation and, for a brief moment, escape the cycle of unfulfilled desire by becoming "the pure subject of will-less knowing." ')

แต่เนื่องจากทุกวันนี้โลกหมุนไปเร็วมากจนกลายเป็นโลกที่อิเลกทรอนิกส์และ คอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน จึงทำให้เกิดการสังเคราะห์หนทางพ้นทุกข์ชั่วคราวขึ้นมาอีกสาขาหนึ่งนั่นคือ "วีดีโอเกมส์" ไม่ว่าจะเป็นเกมส์คอมพิวเตอร์หรือในเครื่องเล่นเฉพาะอย่างอื่นๆก็ตาม โดยสังเกตได้ว่าระหว่างที่เรากำลังเล่นเกมส์เรากำลังแบ่งอัตตาบางส่วนจาก อัตตาทั้งหมดของเราออกไปอยู่ในโลกวีดีโอเกมส์เสมือน ที่มันดูแสนจะเป็นจริงเหลือเกิน ทั้งๆที่เรารู้ว่ามันแค่สังเคราะห์ขึ้นมา แต่เราก็ดื่มด่ำกับมันได้ แทนที่จะต้องให้อัตตาอยู่ในrealmหรือกรอบของชีวิตประจำวันอย่างเดียว ซึ่งสำหรับบางคนอาจมีชีวิตที่น่าเบื่อ ทนได้ยาก ไร้แก่นสาร ไม่เป็นดั่งใจ

ขณะที่เล่นเกมส์นั้นอาจพิจารณาได้ว่าเรากำลังฝากชีวิตส่วนนึงเอาไว้ใน โลกเสมือนอีกใบที่อยู่ข้างหน้าเรา (บอกเพียงแค่ว่าส่วนหนึ่งเพราะตัวตนจริงๆของเราที่กำลังนั่งกด นั่งตีเกมส์อยู่นั้น บางครั้งก็เกิดการเรียกร้องในชีวิตประจำวันด้วย เช่น อาจจะหิวข้าว หิวน้ำระหว่างนั้นก็ต้องไปหามากิน แต่แน่นอนว่ามันช่วยบรรเทาความหิวข้าว หิวน้ำได้มากเลยแหละในขณะที่กำลังเล่นเกมส์ เพราะสมาธิจะอยู่กับเกมส์) เกมส์เป็นโลกที่กึ่งบังคับบัญชาได้(อาจจะบอกว่ามีความเป็นอนัตตาน้อยกว่า ความเป็นอนัตตาในโลกความเป็นจริง)เพราะมีกฏเกณฑ์การเล่นที่แน่นอน สามารถพลิกแพลงให้เอาชนะได้ตามความสามารถที่ฝึกกันได้ เกมส์จะเรียกมาเล่นเมื่อไรก็ได้ตามใจชอบไม่หนีเราไปไหน แต่ส่วนที่บังคับบัญชาไม่ได้ก็คือในแง่ของการเล่นแบบ multiplayer ซึ่งแต่ละคนก็ต้องงัดskillของตัวเองออกมาเฟี้ยวกันให้เต็มที่ แต่อย่างไรก็ดี ความซับซ้อนในรูปแบบนี้ก็ยังhandleง่ายกว่าความซับซ้อนของชีวิตประจำวัน ส่งผลให้เกิดความสุข-สนุกจากการที่เราแบ่งอัตตาส่วนหนึ่งออกไปสัมผัสและมี โอกาสจะได้อยู่เนืองๆอย่างแน่นอน (อย่างน้อยผลรวมของการเล่มเกมส์ก็น่าจะประกอบไปด้วยเสียงหัวเราะ/ความ บันเทิงใจ มากกว่าความโมโหระหว่างเล่น หรืออาจมองในมุมกลับว่าถ้าผลรวมของการเล่นเกมส์คือการเพิ่มความทุกข์ให้ ชีวิต ถามว่าใครจะมานั่งเสียเวลามาเล่นเล่า อยู่เฉยๆไม่ดีกว่าหรือ?) ไม่ใช่โลกอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในชีวิตประจำวันซึ่งบางครั้งมันยากเย็นและไม่เป็นดั่งใจแม้เราจะทำให้ดีที่ สุดแล้วก็ตาม จนกระทั่งในบางครั้งเราเล่นเกมส์จนถึงจุดที่เรา "ดิ่งลงไปในเกมส์" กล่าวคือ มอบอัตตาแทบจะทั้งหมดลงไปในวีดีโอเกมส์ที่กำลังเล่นอยู่จนลืมวันลืมเวลา ลืมนอน ลืมหิว ของชีวิตตัวตนจริงๆของเราเอง ดังตัวอย่างที่เห็นมาแล้วมากมายในชีวิตจริง ส่วนตัวผมเองถึงวันนี้จะแทบไม่ค่อยได้เล่นเกมส์แล้วก็ยังจำได้ดีถึงการเสพวี ดีโอเกมส์อย่างหนักในช่วงเด็กๆ มันพาให้ผมผ่านวันเวลาไปรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้ผมคิดถึงการนอน คิดถึงอาหารน้อยลง(ไม่เสมอไป เพราะบางคนนั่ง นอน กดเกมส์ กินๆๆไปด้วยจนอ้วนก็มี) ในที่นี้ไม่ได้บอกให้หนีโลกแห่งความจริงที่อย่างไรก็ต้องเจอในทุกๆวัน ซึ่งก็ต้องทำให้ดีที่สุด เพียงแค่บอกว่าเราอาจจะใช้วีดีโอเกมส์ช่วยบรรเทาทุกข์ สร้างความสนุกในชีวิตประจำวันบ้างในบางครั้งก็เท่านั้น (ติดเกมส์ก็ไม่ดี)
SHARE
Writer
Elan_Vital
Wannabe Philosopher
I write in order to console my soul.

Comments