รู้สึกดีในทุกวัน เพราะความสุขคือปัจจุบันไม่ใช่อนาคต
 เช้าวันจันทร์ ฝนตกหนักตั้งแต่ตีสี่ วิถีมนุษย์เงินเดือนคงไม่มีอะไรจะน่าเบื่อมากไปกว่านี้

ยิ่งมาทำงานในสภาพแวดล้อมที่เพื่อนร่วมงานไม่น่าพิศมัยเลยเนี่ย น่าเบื่อคูณไปอีกสิบเท่า หลายคนคงคิดแบบนี้

สองปีกว่าที่ย่างเข้ามาทำงานที่นี่ บริษัทเกี่ยวกับสถาบันทางการเงินที่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป

ตั้งแต่วันที่เข้ามาจากวันนั้นจนถึงวันนี้ สถานการณ์รอบตัวยังคงเหมือนเดิมเหมือนวันแรกที่เข้ามา 
ผู้คนรอบตัวยังเป็นคนเดิม ๆ ไม่ค่อยน่ารักเท่าไหร่ ถึงเวลาจะผ่านไปหลายนาที จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปีและเพิ่มจากปีเป็นสองปี โอ้ว ไอ้ความไม่น่ารักก็ยังมีให้เห็นอยู่เสมอ ถ้าเผลอมอง 55


เมื่อหลายเดือนก่อนหยิบหนังสือเล่มหนึ่งที่ซื้อมากองไว้ตอนไปเดินงานหนังสือที่จัดที่ศูนย์สิริกิติ์เป็นครั้งสุดท้ายก่อนปิด renovate

ซื้อมาทิ้งไว้หลายเดือนกว่าจะได้ฤกษ์หยิบมาอ่าน หนังสือเล่มนี้หลายคนน่าจะอ่านแล้ว เป็นหนังสือของพี่นักเขียนชื่อดังที่มีสไตล์การเขียนที่อ่านง่าย หลายคำ “คม” สะกิดใจดีทีเดียว เราได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้บ้าง เดี๋ยวจะเฉลยไว้ท้าย ๆ ว่าหนังสือเรื่องนี้เป็นเรื่องอะไร มาเถอะล้อมวงเข้ามาจะเล่าอะไรบางอย่างให้ฟัง


อย่างที่บอกว่าต้องทำงานกับสภาพแวดล้อมที่ไม่น่าพิศมัย เพื่อนร่วมงานเป็นคนไทยด้วยกันแต่ดันพูดกันคนละภาษา ใช่เขาพูดภาษาเขาในแบบของเขา สไตล์แบบเขาที่หลายคนไม่อยากฟัง เช่น กัดจิกเป็นอาจิณ ลิ้นเปียกเพราะคอยแลบมาเลียแข้งเลียขาคนตำแหน่งใหญ่กว่าได้จนอยากให้ถ้วยรางวัล (ยิ้มอ่อน)

อ๋อ มีความชอบเสี้ยมพ่วงเข้ามาอีก เรื่องนินทาใส่ร้ายป้ายสีเหรอขอให้บอกไม่พลาด พี่แกทำจนเป็นนิสัยจนนึกไม่ออกว่าถ้าแกไม่ทำแล้ว ชีวิตแกจะมีความสุขได้บ้างไหมนะ


เพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ก็ไม่ใช่ย่อยเอาอารมณ์ส่วนตัว(ที่ไม่ดี) จากที่บ้านมาเหวี่ยงวีนกันทุกวี่ทุกวัน แต่ละวันที่มาทำงานนี่นึกว่ามาใช้ชีวิตในสนามรบ

มีหลายครั้งที่คิดเรื่องลาออกแต่ลาออกเพียงสาเหตุเรื่องนี้แค่เรื่องเดียว ในขณะที่อย่างอื่นในบริษัมมันโอเคหมดเนี่ยนะ ไม่ไหวมั้ง เพราะฉะนั้นทุกวันเราต้องคอยปรับอารมณ์ตัวเองเพื่อให้นิ่งให้มากที่สุดก่อนมาทำงานในแต่ละวัน เหมือนต้องทำใจไว้ว่า เออเจอให้ชินไปเลยแต่เอาเข้าจริง ๆ ใจมันไม่ชินหรอกแต่ก็กล้ำกลืนฝืนทนต่อไป
จนกว่าจะหาเหตุผลที่ดีให้ตัวเองได้ว่าลาออกไปเพราะได้อะไรที่ดีกว่า


นั่นคือสิ่งที่อยู่ในหัวแต่ละวันเมื่อหลายเดือนก่อนเราไม่รู้ว่าความสุขในแต่ละวันคืออะไรและไม่รู้ว่าทำไมในหัวคิดแต่เรื่องนี้ จนได้มาอ่านหนังสือเล่มนั้นด้วยคำโปรย ด้วยภาษาที่อ่านง่าย และด้วยเนื้อหาที่โคตรตรงใจทำให้ความคิดในหัวเราเปลี่ยน ความจริงหนังสือบอกให้อ่านวันละบท อ่านแล้วทำ เหมือนกับอ่านไปทำไปด้วย

แต่ด้วยความใจร้อนและเป็นคนชอบอ่านหนังสือรวดเดียวจบ เราเลยใช้เวลาอ่านภายในวันเดียวจบ ค่อยมาทำตามที่หนังสือบอกตามหลัง


นี่คือส่วนหนึ่งของประโยคที่ทำให้เราเปลี่ยนความรู้สึกต่อเหตุการณ์เดิม ๆ ได้

🌼ถ้าไม่อยากให้มีแต่เรื่องร้าย ๆ ถ้าไม่อยากให้มีแต่คนแย่ ๆ เข้ามา “เราต้องเปลี่ยนความรู้สึก”

🌼คุณไม่สามารถออกแบบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตได้แต่คุณออกแบบทัศนคติที่มีต่อเหตุการณ์ได้

🌼คุณต้องเชื่อว่าชีวิตอยู่ในกำมือ คุณเปลี่ยนแปลงมันได้เสมอแม้ในโมงยามที่มืดมิดที่สุดก็ตาม คุณต้องเชื่อว่าคุณรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตคุณ เพราะฉะนั้นในเมื่อคุณเป็นผู้รับผิดชอบ คุณย่อมเปลี่ยนแปลงมันได้

🌼เวลาที่เจอเหตุการณ์ที่มีความทุกข์ควรถามตัวเองว่า “ฉันควรรู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์นี้” สมองจะไตร่ตรองก่อนที่เราจะตอบโต้ ให้เรามีเวลาใคร่ครวญก่อนเสมอ

🌼ความสุขคือเรื่องของปัจจุบัน ความสุขมาก่อนความสำเร็จ “คุณต้องมีความสุขก่อนประสบความสำเร็จ ไม่ใช่ต้องฟันฝ่าจนประสบความสำเร็จแล้วค่อยมีความสุข”

🌼มัวแต่มองไปที่เป้าหมายปลายทางแต่ระหว่างทางกลับทุกข์ตรมแล้วได้แต่สงสัยว่าทำไมฉันไม่ถึงเป้าหมายสักที

🌼ถ้าเราไม่มีความสุข ความสำเร็จจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย เพราะความสุขดึงดูดความสำเร็จ

🌼ความสุขเป็นเรื่องของเราเอง ตัดสินใจเอง เราสามารถทำให้ความสุขเกิดขึ้นได้ เดี๋ยวนี้ นาทีนี้ วินาทีนี้ ไม่ต้องเสียเงินสักบาท “คุณต้องมีความสุขเดี๋ยวนี้”

🌼เพราะเรามัวแต่มองสิ่งที่ตัวเองไม่มี แต่ลืมมองสิ่งดี ๆ ที่อยู่ตรงหน้า

🌼เคล็ดลับของสมอง สิ่งใดที่เราให้ความสนใจ สิ่งนั้นจะขยายขนาดขึ้น ถ้าเราสนใจแต่เรื่องดี ๆ เราจะมีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามา

🌼ลงมือทำ คือบิดาของกฎทั้งปวง



นี่เป็นบางส่วนของประโยคที่ทำให้เราอ่านแล้วฉุกคิดขึ้นมา โดยเฉพาะ “สิ่งใดที่เราให้ความสนใจสิ่งนั้นจะขยายขนาดขึ้น ถ้าเราสนใจแต่เรื่องดี ๆ เราจะมีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามา”

เดี๋ยว ๆ งั้นตลอดเวลาที่ผ่านมาเราสนใจแต่สิ่งไม่ดีในที่ทำงานมาตลอดงั้นสิ มันถึงขยายขนาดใหญ่ขึ้น ๆ และมากขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบจะหาความสุขในระหว่างวันไม่ได้เลย เพราะแต่ละวัน
เราโฟกัสแต่เรื่องอะไรก็ไม่รู้ จนลืมมองหาสิ่งดี ๆ หลังจากที่โฟกัสแต่เรื่องไม่ดีจนมันขยายเต็มที่แล้ว ถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนการโฟกัส มองหาสิ่งที่ดีแทน


เชื่อไหมว่าหลังจากที่เปลี่ยนมุมมอง เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า สภาพแวดล้อมของยังคงอยู่เหมือนเดิม เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นไม่เคยเปลี่ยน คนที่คอยเสี้ยม ประจบสอพลอก็ยังคงทำหน้าที่
ของตัวเองได้อย่างดีเยี่ยม ทุกอย่างยังคงดำเนินไปในแนวทางของมันแบบที่ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงตัวตนของใครได้ แต่ความรู้สึกของเราที่มองสิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนไป

เราไม่ได้สนใจมันอีกต่อไป นี่คือสิ่งไม่ดีใช่ไหมงั้นสมองเราขอไปคิดเรื่องดี ๆ เรื่องอื่นแทนนะ เราหันไปขอบคุณเรื่องดี ๆ ในชีวิตที่เกิดขึ้นในแต่ละวันเพื่อมองให้เห็นคุณค่าของมันแทน

เราบอกตัวเองว่า “ฉันจะมีความสุขแล้วนะ และฉันต้องมีความสุขเดี๋ยวนี้ด้วยฉันไม่รอแล้วนะ” ตัดสินใจปุ๊บก็ทำเลย นี่ไงลงมือทำเป็นบิดาของกฏทั้งปวง งั้นทำเลย ได้แต่คิดแล้วไม่ทำ

“รู้แต่ไม่ทำเท่ากับไม่รู้” งั้นฉันทำเลย!



หลังจากที่มองทุกอย่างเปลี่ยนไปในมุมใหม่ ทุกอย่างมันดีขึ้น สงบขึ้นอย่างน้อยก็ในใจเราสงบใครจะทำอะไรก็ปล่อยให้เขาทำต่อไปในครรลองของเขา การกระทำของเขาไม่มีผลต่อความคิดของเรา


ทุกวันนี้มาทำงานด้วยใจที่เป็นสุขถึงแม้สภาพแวดล้อมในที่ทำงานจะเป็นพิษมากน้อยแค่ไหน ก็ปล่อยให้มันเป็นต่อไป เปลี่ยนอะไรไม่ได้ก็เปลี่ยนข้างในใจเราให้ได้เป็นพอ


เราอาจจะออกแบบสถานการณ์รอบตัวที่เกิดขึ้นไม่ได้ แต่เราบอกตัวเองและเปลี่ยนความรู้สึกของตัวเองให้รู้สึกต่อสถานการณ์ได้เสมอ


หลังจากที่อ่าน “หนังยางล้างใจ” ของนักเขียน “บอย วิสูตร” จบเราลงมือทำตามที่หนังสือบอก ตอนแรกก็ทำตามแบบไม่ศรัทธาแต่เห็นว่าลองแล้วไม่เสียเงินงั้นทำก็ได้ สรุปสิ่งดี ๆ ที่ได้จากหนังสือ

มันมากกว่าที่คาดหวังไว้ เพราะอ่านด้วยความไม่คาดหวังด้วยจึงได้อะไรกลับมาเยอะแยะ เราแบ่งปันหนังสือเล่มนี้ไปให้พี่ชายจากที่ไม่เคยเห็นรอยยิ้มของพี่มาหลายปี

หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้ไปสองรอบ ทุกวันนี้เหมือนได้พี่ชายคนใหม่กลับมาพี่ดูมีความสุขมากขึ้น เพื่อนที่ทำงานที่เจอปัญหาจากการทำงานร่วมกับทีมตัวเองก็มีรอยยิ้มมากขึ้นหลังจากที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนกัน

หลังจากที่พิสูจน์กับตัวเองว่าหนังสือเล่มนี้ดี เมื่อมีโอกาสเรามักจะแนะนำให้ใครต่อใครที่กำลังย่ำแย่กับความคิดของตัวเองให้หาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน

และหวังว่าเขาจะตัดสินใจมีความสุขขึ้นมาได้ในสักวัน


ขอบคุณหนังสือดี ๆ ขอบคุณนักเขียนดี ๆ ด้วยเช่นกัน ถ้าคุณกำลังไม่มีความสุขขอให้หยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่าน อ่านเถอะมันโคตรดีจริง ๆ  

 





SHARE
Writer
KCstory
Writer
แค่อยากเขียนอะไรก็ได้

Comments

niji
7 months ago
อยากอ่านบ้างเลยค่ะ
Reply
KCstory
7 months ago
มันดีมากกกกกกกกกกก อ่านเถอะค่ะ มันดีจริงๆ