รีบหรอ

13.00 น.
“รีบหรอ”
เสียงชายหนุ่ม หน้าทะเล้นถามฉัน
คำถามที่คล้ายแดกดัน ปนกลิ่นอายอารมณ์ขัน 
บนใบหน้าของเขา 

“อืม” ฉันรีบจนไม่มีเวลา หันไปตอบคำถามของเขา แต่แอบมองแววตาขี้เล่นของเขาอยู่แว๊บหนึ่ง
ก่อนที่จะก้มหน้าก้มตา พิมพ์งานต่อ

“เห็นออมรีบตลอด พอใกล้กำหนดจะส่งงานอ่ะ”
เขายังเซ้าซี้ไม่เลิก

“อืม” ฉันทำเสียงในลำคอ และแทบจะไม่ละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ด้านหน้า 
ฉันมีเวลา อีกแต่ 3 ชั่วโมง ก่อนกำหนดส่งงานให้ทัน 16.00 น.ของวันนี้

“ให้เราช่วยอะไรบอกได้นะ..”เขาบอกพร้อมทำท่าทางกวนๆ

ฉันละสายตาจากหน้าจอ มาจ้องหน้าเขาแทน
“ช่วยนั่งนิ่งๆ และหุบปากสักครู่นะเจ้าคะ คุณชาย” 
“อ้าว พูดได้ด้วย นึกว่าจะ อืมๆ อย่างเดียว” 
“เอาไงนี่! เรารีบ เดี๋ยวส่งงานไม่ทัน” ฉันเริ่มหงุดหงิด

“เมื่อวานทำไรอยู่ ทำไมไม่ทำล่ะ” เขาถาม หน้าตาจริงจัง และจ้องเขม็งมาที่ฉัน ราวกับว่าฉันทำอะไรผิด
“ซ้อมเชียร์” ฉันตอบแบบเซ็งๆ

“โดดซ้อมก็ได้ รายงานสำคัญกว่า ติดF มาว่าไง” เขาเหมือนจะเริ่มเทศนาอีกแล้วว
“อืม” ฉันตัดบท และทำดึงหน้าเซ็ง ก่อนที่เขาจะร่ายยาวไปมากกว่านี้ และเร่งพิมพ์รายงานต่อ 

“อ่อ ลืมไป เป็นหรีดของคณะนี่นา โดดซ้อมไม่ได้ ใช่มะ” 
“อืม” 

“เฮ้อ! แล้วที่นัดกันไว้อ่ะ” เขาทำเสียงเหมือนโกรธปนน้อยใจ
“อือ” ฉันไม่ได้สนอะไร ก้มหน้าก้มตาพิมพ์งานต่อ 


14.30 น.
“เย้!!เสร็จสักที” พอเงยหน้าขึ้นมา เขาก็ไม่อยู่แล้ว
หายไปไหนนะ

ฉันส่งงาน ทางe-mail ให้อาจารย์ 
และรีบออกจากห้องสมุด
โทรหาเขา กว่าเขาจะรับสาย 
ฉันต้องโทรถึง 3 รอบ  

“ ฮัลโหล ปอนด์ อยู่ไหนอ่ะ” ฉันรีบพูดทันที ที่มีคนรับสาย 
“อยู่หอ ไมอะ จะให้ไปรับหรอ” 
เขาถาม น้ำเสียงราบเรียบ
“อืม เราทำรายงานเสร็จแล้วอ่ะ รีบมานะ ขี้เกียจรอ” 
“คร้าบบบบบบ” เขาตอบแบบกวนๆเหมือนเคย

15.10 น.
ทำไมยังไม่มาอีกนะ ฉันเริ่มรู้สึกหงุดหงิด 
จึงโทรไปหาเขาอีกครั้ง
“ฮัลโหล ปอนด์ อยู่ไหนแล้วอ่ะ”
——ตื้ดดดดดดด———
เสียงตัดสาย 
สักพักก็มีเสียงของเขามาจากข้างหลัง

“จ๊ะเอ๋!!!”
ฉันสะดุ้งสุดตัว
“ฮาาาาา ตกใจอ่ะดิ” เขาหัวเราะเยาะฉัน
“ไม่ตลกอ่ะ ไมมาช้า” ฉันทำท่างอน
“ขับรถชนหมามา” เขาพูดทีเล่นทีจริง
“ตลก! หมาเป็นไรมากป่าว” ฉันแกล้งถาม 
“ถามมาได้คร้าบบบบ ห่วงผมบ้างมั้ยครับคุณ”
“แล้วทำไมมาช้า” ฉันถามซ้ำ
“มาช้า ดีกว่าไม่มา” พูดไป เขาก็เต้นไปด้วย 
“เหอะๆๆ ไม่ตลก” ฉันหัวเราะฝืดๆ

“หิวแล้วใช่มั้ย ป่ะ ไปหาไรกินกัน” เขารีบเปลี่ยนเรื่องคุย
“หิวมากกกกก ใช้สมองเยอะ หิวฝุดๆ”
“กินไรดี” เขาถาม 
“อะไรก็ได้” ฉันตอบเหมือนทุกครั้ง

“ไปกินข้าวบ้านเรา มะ”
“ไม่เอา จะบ้าหรอ!!”

“ไปกินร้านหลังมอ มะ”
“ไม่เอา เบื่อละ”

“งั้นไปกินหมูกะทะหน้ามอ นะ”
“ไม่เอา เดี๋ยวหัวเหม็น”

“กินส้มตำกัน”
“เดี๋ยวท้องเสีย พรุ่งนี้มีซ้อมเชียร์อีก”

“กินสลัดบาร์ ดีป่ะ”
“เบื่อผัก”

“แล้วอยากกินอะไร”
“อะไรก็ได้”

“งั้น เดี๋ยวพาไปกินกุ้งแม่น้ำ ร้านนี้เด็ด ออมยังไม่เคยไป”
“ไกลมั้ย ไม่อยากกลับดึก”
“ไม่ไกล ขึ้นรถดิ” 

16.20 น.
เขาขับรถมาประมาณ 30 นาทีก็ถึงที่หมาย 
“นี่มัน ร้านดังเลยนะเนี่ย เคยเห็นในรีวิว” ฉันเห็นชื่อร้านคุ้นเคย 
“ดังไม่ดังไม่รู้ แต่ร้านนี้เด็ด” เขายืนยัน 
“จิงดิ” 

เขาไม่ตอบอะไร แต่รีบเดินไปหาหญิงวัยกลางคน
สวมชุดผ้าไหม ท่าทางสง่างาม ที่กำลังเดินมา

“สวัสดีครับคุณแม่...”
“แม่เตรียมอาหารไว้ให้แล้วนะ เข้าไปสิ” 
“เอ่อ ออมนี่คุณแม่เรา” เขาแนะนำ
“สวัสดีค่ะ” ฉันยกมือไหว้ ทั้งที่ยังงงๆอยู่
“คุณแม่ครับ นี่ออม แฟนผม” เขาพูดหน้าตาเฉย
“น่ารัก จิ้มลิ้ม อย่างที่เคยบอกแม่จริงๆ ” 
แม่ของเขาเอ่ยชมฉัน 
ก่อนที่จะขอตัวไปบอกพ่อครัวให้จัดเตรียมอาหาร 
“เดี๋ยว!!...เราเป็นแฟนกันตั้งแต่เมื่อไหร่” ฉันรีบถาม หลังจากคุณแม่เข้าร้านอาหารไป 
“เมื้อกี้ไง” เขาตอบ
“แบบนี้ก็ได้หรอ” ฉันบ่นพึมพำ
“ได้ดิ โตแล้ว แม่ไม่ว่าหรอก” เขายังทำหน้ายียวนกวนประสาท เหมือนเช่นเคย 
“ทำไมพามาที่นี่ละ” ฉันถาม
“ก็ตั้งใจชวนมากินข้าวที่บ้านเราตั้งแต่แรกแล้ว แต่ออมปฏิเสธ ถ้าบอกว่าไปบ้านเรา ออมก็ไม่มาอ่าดิ” เขาอธิบายจริงจัง เป็นครั้งแรก

พอเดินเข้าร้านไป ร้านดูเงียบ และวังเวงมาก 
ไม่มีลูกค้าสักคน...ไหนรีวิว บอกว่าร้านดังไง 

“แฮปปี้เบิร์ดเดย์ ..ทูยูว์.....” เสียงเพลงดังขึ้น จากพนักงาน นับร้อย และแสงเทียน ที่จุดขึ้นมาใหม่ ส่องประกายสวยงาม และอบอุ่น 

บรรยากาศ ชวนให้ฉันร่วมร้องเพลง และปรบมือไปด้วย ก่อนจะหันไปถามเขา 

“วันเกิดปอนด์หรอ ขอโทษนะ เราจำไม่ได้” 
“ป่าว” เขาตอบพร้อมกับอมยิ้ม 
ทำให้ฉันนึกขึ้นได้ วันนี้วันเกิดฉันนี่นา

เสียงเพลงจบ และไฟในร้านก็ถูกเปิดขึ้น 
“อฐิษฐานก่อนเป่าเทียนสิ” 
เขายื่นเค้กก้อนโตจากพนักงาน มาให้ฉัน 
เค้กที่ดูเหมือนตั้งใจทำเป็นให้ฉันโดยเฉพาะ เป็นรูปผู้หญิงนั่งไขว่ห้าง กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า แบรนด์เนม 

“ขอบคุณนะ” ฉันรู้สึกตื้นตัน จนพูด อะไรไม่ออก นอกจากคำนี้
“เปลี่ยนเป็น บอกรัก แทนได้มั้ย” เขาหยอดมุขมาเหมือนเคย

ฉันได้แต่ยิ้มไม่ได้พูดอะไร 
“นี่เราสั่งแม่ปิดร้าน ฉลองวันเกิดให้ออมเลยนะ”
“ขอบคุณนะ แต่ไม่ต้องปิดร้านก็ได้ เกรงใจอ่ะ”

“เกรงใจอะไร นี่เรารู้จักกันมา ตั้ง 6 เดือนแล้วนะ” 
“นานเนาะ” ฉันพูดน้ำเสียงเหมือนประชด

“มันก็ไม่เกี่ยวกับเวลาป่ะ มันอยู่ที่ใจ”
“มุขเสี่ยวตลอด มีเรื่องไหนจริงบ้างเนี่ย” 
“ก็จริงทุกเรื่องนะคร้าบบ ไม่มีมุข” 

เป็นอาการมื้อพิเศษ ที่อร่อยที่สุด
“อ่ะนี่ของขวัญ ที่หายไปนานอ่ะ ไปซื้อมาให้”
“อะไรอ่ะ”
“แกะดูสิ” 

กล่องดนตรี แฮปปี้เบิร์ดเดย์ 
“ขอบคุณนะ ชอบอ่ะ” 
เขายิ้ม เป็นรอยยิ้มที่มีความสุขและออกมาจากหัวใจ ฉันสัมผัสได้ 

“ปอนด์เราต้องกลับหอแล้วล่ะ” ฉันนึกขึ้นได้ 
“เพิ่ง 2 ทุ่มเอง รีบหรอ”
“อือ เดี๋ยวแม่โทรมาแล้ว”
“แล้วไง”
“ถ้าแม่รู้ว่า ออกมาข้างนอกดึกๆ เราตายแน่”
“บอกว่ามากับเรา แม่ไม่ว่าหรอก” 
“เห้ย! ไม่ได้เด็ดขาด เราสัญญากับแม่แล้ว ว่าจะกลับหอไม่เกิน 3 ทุ่ม” 
“รีบตลอด” เขาบ่นพึมพำ พร้อมลุกขึ้นแล้วเดินไปที่รถ อย่างไม่เต็มใจ 


บนรถ
“ขอโทษนะปอนด์ อย่างอนดิ” ฉันพยายามทำให้บรรยากาศมาคุหายไป 
“ก็อยากอยู่ด้วยกันนานๆ” เขาบอก 
“โห ทำยังกะจะตายจากกันไปไหน” สิ้นสุดคำพูดของฉัน ..เขาเงียบ เงียบจนฉันรู้สึกใจหาย 
เขาไม่เคยนิ่งนานๆแบบนี้มาก่อน หรือว่า เขาโกรธฉันจริงๆ ฉันพูดอะไรผิด 

บรรยากาศในรถก็มาคุตลอดทาง 

20.40 น.
ณ หอหญิง
“ขอบใจนะ เราไปก่อนนะ” ฉันรีบลงจากรถ แล้วบอกลาเขาแบบไม่ยืดเยื้อ 
“เดี๋ยวก่อนสิ...” เขาทำหน้าจริงจัง
จริงจังจนฉันรู้สึกว่า นี่ไม่เหมือนปอนด์คนที่ฉันคุ้นเคย
“มีไรหรอ เรารีบนะ พูดมาสิ” ฉันเร่งให้เขาพูดอะไรสักที จะได้ไปรับโทรศัพท์แม่
“ออม รู้สึกยังไงกับเรา” เขาถาม น้ำเสียงราบเรียบ ภายใต้สีหน้าที่ดูซีเรียส

ฉันได้แต่ก้มหน้า เหมือนเวลาวิ่งผ่าน ตัวฉันไป 
ในขณะที่ร่างกายฉันหยุดนิ่ง หัวใจเต้นแรง 

“เป็นแฟนกันนะ ขอคำตอบด้วย” 
พอจบประโยคของเขา ฉันก็รีบตอบ
“ขอคิดดู ก่อนนะ แล้วจะให้คำตอบ” พูดจบฉันก็วิ่งขึ้นหอไปเลย  ทิ้งเขาไว้กับคำถามที่คาใจ


21.00 น.
“สวัสดีค่ะแม่” ฉันทักทายหลังจากรับสายโทรศัพท์ที่คุ้นเคย 
“วันนี้เรียนเป็นไงบ้าง” เป็นคำถามที่แม่ถามเหมือนเดิมทุกวัน 
“วันนี้ออม รีบทำรายงาน ส่งเกือบไม่ทันอ่ะแม่” 
“แปลว่า ส่งมันใช่มั้ยจ้ะ”
“ใช่ค่ะ”
“เก่งมากลูก วันนี้มีเรื่องอะไรอยากเล่าให้แม่ฟัง” 
“แล้วที่นั่นเป็นไงคะแม่ หนาวมากมั้ย”
“ไม่ต้องเปลี่ยนเรื่องเลย ที่นี่ก็หนาวปกติ มีอะไรปิดบังแม่หรือป่าว” 
“ป่าวคะ เล่าก็ได้”
“มีผู้ชายมาจีบหรอ”
“แม่รู้ได้ไง” 
“แสดงว่าใช่”

“แม่รู้ได้ไง บอกออมก่อน”
“แม่อาบน้ำร้อนมาก่อนนะจ้ะ สมัยแม่เรียนปี 1 ก็มีหนุ่มๆมาจีบแม่เยอะ รวมพ่อของลูกด้วย”
“อะไรที่ทำให้แม่เลือกพ่อละคะ”
“ไม่ต้องเฉไฉ พูดเรื่องของเรามาเลย”
เหมือนแม่รู้ทันแทบทุกเรื่อง 
“ก็ มีเพื่อนผู้ชายมาสารภาพรัก” 
“แล้วออมว่าไง”
“ออมบอก ขอคิดดูก่อน” 
“แล้วเขาทำหน้ายังไง”
“ออมไม่ทันได้ดู ออมรีบวิ่งหนีมาก่อน”
“ทำไมต้องวิ่งหนี”
“ก็กลัวมารับโทรศัพท์แม่ไม่ทัน” 
“แปลว่า ออกไปข้างนอกกันมา”
“ใช่ค่ะแม่ เขาพาไปบ้านเขา เลี้ยงวันเกิดให้ออม”
“ตายแล้ว นี่วันเกิดออมแล้วหรอเนี่ย แม่ลืมซะสนิท” 
“ออมก็ลืมค่ะแม่”
“พอกัน” แล้วเราสองคนก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน

“แต่เขา จำวันเกิดออมได้ไง เพิ่งรู้จักกันแค่ 6 เดือนเอง” 
“แล้วชอบเขามั้ย”
“แม่ถามอะไรแบบนั้น”
“ให้ถามแบบไหน”
“ก็ไม่รู้สิคะ เขาตลก น่ารัก กวนๆ แล้วก็...”
“แล้วก็อะไร”
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ออมควรบอกเขาไปว่าไง”
“ถ้าออมชอบ ออมก็บอกชอบ ถ้าออมไม่ชอบ ก็บอกไม่ชอบ” 
“ก็ชอบ แต่ต้องเป็นแฟนกันด้วยหรอ”
“ก็บอกชอบ แล้วคบกันเป็นเพื่อน ดูใจกันไปก่อนก็ได้ ไม่ต้องรีบ”
“จริงหรอคะ งั้นออมจะบอกเขาแบบนั้นนะ”
“อย่ามาเชื่อแม่นะ เรื่องแบบนี้ เชื่อหัวใจตัวเอง”

“ใจออม ก็ไม่แน่ใจ บางทีออมก็กลัว”
“กลัวอะไร”
“ก็กลัว เลิก ไง”
เสียงที่ปลายสายเงียบไปนาน ก่อนแม่จะพูดขึ้นว่า
“เหมือนที่พ่อกับแม่เลิกกันน่ะหรอ”
“ป่าวคะ ออมไม่ได้หมายถึงแบบนั้น”

“ออมฟังแม่นะ พ่อกับแม่ รักกัน ถึงแม้จะเลิกกันก็ไม่ได้แปลว่า ต้องเลิกรัก และพ่อกับแม่ก็รักออมมากด้วย”
“ถ้ารักกัน แล้วเลิกกันเพราะอะไรคะ”
“เพราะว่า เราไปกันไม่ได้”“แม่ตอบเหมือนไม่ได้ตอบเลยค่ะ ออมไม่เข้าใจ”
“เพราะลูกยังเด็ก อาจยังไม่เข้าใจ”
“ออม 18 แล้วนะคะแม่”
“เพราะมีหลายเหตุผล ที่ทำให้เราไปกันไม่ได้”
“เหตุผลอะไรคะ” 
“เพราะก่อนเราคบกัน เราเรียนรู้กันไม่มากพอ อดทนไม่มากพอ เข้าใจกันน้อยเกินไป และรักกันไม่มากพอ” 
“แล้วต้องรักมากแต่ไหนถึงจะพอคะ”
“เท่าที่ความเสียใจ ไม่อาจทำลายความเชื่อมั่นในรัก ที่เรามีให้อีกฝ่าย” 
“แม่ไม่เชื่อมั่นในความรักของพ่อหรอคะ” 
“เชื่อจ้ะ แต่ไม่มากพอ เพราะแม่อยู่เยอรมัน และพ่อของลูกก็บินไปต่างประเทศบ่อย แม่ไม่อยากกังวล กับเรื่องเวลาที่ไม่ตรงกัน และเรื่องบางเรื่องที่ไม่เข้าใจกัน”
“เรื่องอะไรคะ” 
“ไลฟสไตล์การใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน และอื่นๆ” 
“หนูก็ไม่เข้าใจอยู่ดี” 
“พ่อกับแม่ เลิกกัน แต่ถึงยังไง พ่อก็รักออมมากนะจ้ะ แม่ก็ด้วย ออมรู้ใช่มั้ย” 
“คะแม่” 
“แล้ว พ่อหนุ่มน้อยคนนั้นเป็นใครกันนะ ใช่ปอนด์มั้ย”
“แม่รู้ได้ไงคะ”
“เดาไม่ยากเลยลูก จากที่ออมเคยเล่ามาแม่ก็พอเดาได้ ว่าเขาชอบหนูนะ แล้วออมล่ะ ..คิดยังไง”
“ออม กลัว..ถ้าความสัมพันธ์ดีๆต้องจบลง เราก็เป็นเพื่อนกันไม่ได้อ่ะสิ”
“แปลว่าออม ชอบเขา” 
“แม่ อ่ะ!!!!”
“อ้าว หรือแม่พูดผิดล่ะ”
“ก็ไม่ผิด หรอกค่ะ แต่...ก็ไม่ถูกนะ”
“แล้ว ..ออมคิดยังไง” 
“ออมว่ามันเร็วไป รู้จักกันแค่ 6 เดือนเอง แล้วเราก็เพิ่งเรียน ปี 1 กัน ออมอยากโฟกัสเรื่องเรียน”
“ตอบเอาใจแม่หรือป่าวจ้ะสาวน้อย”
“ป่าวเลย ออมพูดจริงๆนะคะ”
“งั้น ออมก็ไม่ต้องรีบร้อน บอกให้เขารอก่อน
หรือถ้าไม่แฟร์ ก็ให้เขาลองเปิดใจกับคนอื่นก่อนดีมั้ย” 
“แม่ ก็...แบบนั้นจะดีหรอคะ”
“ดีสิ เราจะทำตัว หวงก้างไม่ได้น้าาา”
“ออมไม่ใช่แมวนะ” 
“เอาน่าาา ถ้าออมยังไม่ตัดสินใจ ก็ไม่ต้องตัดสินใจ   ปล่อยให้เวลา ช่วยตัดสินใจ ไม่ต้องรีบร้อน”
“แล้วถ้าเขาไปชอบคนอื่นจริงๆล่ะคะ”
“ออมก็แค่ เสียคนที่ไม่ได้รักออมจริงๆไป ไม่มีอะไรน่าเสียดายเลย”
“ออมว่า..” แล้วฉันก็เงียบไปพักใหญ่. 
“แม่ฟังอยู่ ว่าไง” 
“ถ้าออมบอกชอบเขา แล้วลองคบเป็นแฟนกัน แล้วถ้าเลิกกัน ออมจะเสียใจไหม”
“เสียใจแน่นอนจ้ะ แต่จะเสียใจกว่ามั้ยถ้าไม่ได้ทำตามหัวใจตัวเอง ออมลองตัดสินใจเองนะ แม่ตอบแทนไม่ได้”
“ ออมได้คำตอบแล้วค่ะแม่”
“แม่รู้คำตอบ ตั้งแต่แรกแล้วล่ะ”
“แม่อ่ะ รู้ทันตลอด”
“แม่เชื่อใจออมนะ ออมดูแลตัวเองได้ แม่เชื่อว่าออมจะไม่ทำให้แม่ผิดหวัง” 
“ค่าาา หนูไม่ทำไรเสียหายหรอก อย่าคิดมาก”
“แม่ไม่ได้พูดซะหน่อย ทำเป็นมารู้ทัน นะวัยรุ่น”
“ก็หนูโตแล้วนี่นา”
“โตเป็นสาวสวยซะด้วย ลูกสาวแม่”
“สวยเหมือนแม่ไงคะ”
“จ้ะ คนสวย นอนได้แล้ว นะคะ แม่ไปทำงานก่อนนะ “
“ค่ะแม่ goodluck ค่ะ”
“good night จ้ะเด็กดีของแม่ รักนะ” 
“รักแม่ค่ะ” 


ฉันตั้งใจว่า ...จะตอบคำถามของเขา 
ในวันพรุ่งนี้ 


แปดโมงเช้า วันอังคาร 
นึกถึงเพลงพี่ปาล์มมี่ขึ้นมาเลยทีเดียว 
ฉันโทรหาเขา 5 สาย แต่ไม่มี คนรับสาย 
และโทรอีก ช่วงเที่ยง แต่ไม่มีคนรับสาย
ปกติเขาจะโทรมา และถามว่า 
อยากกินอะไร 
หรือว่า เขาอาจจะโกรธ กับเรื่องเมื่อวาน 
เขาไม่ใช่คนแบบนั้นแน่ ....

ช่วงเที่ยง ฉันจึงไปหาเขาที่คณะ 
บังเอิญเจอเพื่อนสนิทของเขา พอดี
“เอ็ม ปอนด์อยู่ไหนอ่ะ เราโทรหาก็ไม่รับ”
ฉันวิ่งเข้าไปหาเอ็ม และยิงคำถามทันที

เอ็มผู้ชายเฮฮา วันนี้กลับหน้านิ่ง และเงียบ ไม่ตอบคำถามของฉัน 
“เอ็ม เห็นปอนด์มั้ยอ่ะ ได้มาเรียนหรือป่าว”
ฉันถามอีกครั้ง และรอคำตอบ
“มันไม่ได้มาเรียน” 
“ทำไมทำตัวงี้อ่ะ เดี๋ยวเราจะไปหาที่หอ ลากตัวมาเรียน” พูดจบฉันก็รีบเดินกึ่งวิ่งออกมา ด้วยความร้อนใจ 
“ออม เดี๋ยว หยุดก่อน” เอ็มรีบวิ่งมาคว้ามือ ฉันไว้
“มีไรอ่ะ ไปด้วยกันมะ จะได้ช่วยลากตัวปอนด์มาเรียน” ฉันชวนเอ็ม 
“คือปอนด์มันมาเรียนไม่ได้แล้วละ” เอ็มพูด
“หมายความว่าไง ปอนด์ป่วยหรอ เมื่อวานตอนเย็น กินข้าวด้วยกัน ยังดีๆอยู่เลย”
พอฉันพูดจบเอ็มทำหน้าตกใจ
“ออมว่าไงนะ” เอ็มถามย้ำ
“ก็ เราบอกว่า ปอนด์ยังดีๆอยู่ ตอนกินข้าวเย็นด้วยกันอ่ะ แล้วก็ยังขับรถมาส่งเราที่หอตอน 2 ทุ่มครึ่งอ่ะ ตอนนั้นก็ไม่ได้ป่วยนะ หรือว่า ..”
“หรือว่า..อะไร” เอ็มรีบถาม
“ก็...ปอนด์คงไม่สบายใจเรื่องเราอ่ะ”
“ทะเลาะกันหรอ” เอ็มถาม 
“ป่าว ไม่มีไร ป่ะ ไปหาปอนด์กัน” พูดจบ ฉันก็รีบเดินไป 
“ออมเดี๋ยวก่อน” เอ็มวิ่งมาจับแขนฉันไว้ ดูท่าทางอึดอัด ลำบากใจ 
“มีไรปิดบังเราหรือป่าว เอ็ม บอกมาเถอะ”
“คือ ออม เราไม่รู้จะบอกออมยังไง” 
“เรื่องปอนด์อ่ะหรอ ไม่มีไรหรอก ขอเจอตัวก่อน ค่อยคุย ป่ะไปหาปอนด์กัน”
“ออม!!!” เอ็มเหมือนมีบางอย่างจะพูด แต่พูดไม่ออก
“...เรารีบ” ฉันบอกเอ็ม แล้วรีบเดินไป 
“ปอนด์เสียแล้ว” เอ็มตะโกนตามหลังฉัน
เป็นเสียงที่ดังพอที่จะได้ยิน แต่ฉันไม่อยากได้ยิน
“เอ็ม ว่ายังไงนะ” ฉันเดินกลับไปถามเอ็มใกล้ๆ
“ปอนด์เสียแล้ว ตั้งแต่เมื่อวาน”
“ตอนไหน” ฉันถามเสียงสั่น
“ตอนบ่าย เมื่อวาน ที่โรงพยาบาล มันขับรถแหกโค้ง ชนกับเสาไฟข้างทาง” 
“...............” ฉันนิ่งเงียบอยู่นาน และนึกขึ้นได้ นี่ต้องเป็นมุขตลกแน่ เพราะเอ็มเป็นคนตลก และชอบแกล้งอำ

“เอ็ม เราไม่ตลกนะ เลิกล้อเล่นเถอะ ป่ะไปหาปอนด์กัน” เราหัวเราะ ในตลกร้ายที่เอ็มแกล้งอำ
“ปอนด์ตายแล้ว ออม เรื่องจริง เราไม่เอาเรื่องแบบนี้มาล้อเล่นหรอก” เอ็มพูดเสียงหนักแน่น และท่าทางจะเป็นเรื่องจริง. แต่ฉันไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง 

อยู่ๆน้ำตา ก็ไหลออกมา 
“รีบหรอ” เสียงของเขาลอยมาจากที่ไหนสักแห่ง
อือ เรารีบทุกเรื่องแหละ 
มีเรื่องหนึ่ง ที่เรา ไม่รีบนะ 
เรายังไม่ได้บอก “ชอบ” เธอเลยอะ 

ตกลงเป็นแฟนกันนะ
เราอยากรีบบอกรักเธอ
 
แต่ คงสายไปแล้ว 





SHARE

Comments