ดวงจันทร์ที่ไม่มีวันไปถึง
‘แกอยู่ที่ไหน?’ มือถือของผมแจ้งเตือนข้อความใหม่ แสงสีฟ้าจากหน้าจอกลายเป็นแหล่งกำเนิดแสงจุดเดียวในห้องแคบ ๆ นี้

‘ฟลอริดา’ ผมที่อยู่บนเก้าอี้กึ่งนั่งกึ่งนอนพิมพ์ตอบ

‘ไม่ ที่ที่แกอยู่จริง ๆ สิ’ อีกฝ่ายสวนทันควัน

ผมลังเลไปชั่วครู่ ก่อนจะตอบกลับไปว่า ‘ดวงจันทร์’

‘แล้วแกล่ะ อยู่ไหน?’ ผมถามต่อ แม้ว่าจะรู้คำตอบที่จะได้กลับมา

‘กรุงเทพ’

‘ที่ที่แกอยู่จริง ๆ สิ’

...

‘ฟลอริดา’

‘แกรู้ใช่ไหมว่าถึงแกมาที่ฟลอริดา เราก็ไม่ได้อยู่ฟลอริดากับแก’ ผมตอบและนั่นเป็นข้อความสุดท้ายที่เราคุยกันก่อนที่ผมจะกดปิดโทรศัพท์ คืนความมืดสู่ห้องแคบนี้อีกครั้ง ดวงจันทร์... ผมเห็นภาพดาวบริวารสีเหลืองอ่อนลอยอยู่ตรงหน้า ภาพเดียวกับตอนที่ผมอยู่ที่กรุงเทพ บนเครื่องบินเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก หรือบนลานกว้างสักที่ในออร์แลนโด ดวงจันทร์ส่องแสงเหลืองทองอบอุ่น โอบกอดผมไว้ให้รู้สึกปลอดภัย ผมจ้องมองมัน เห็นหลุมใหญ่ลึกจากอุกกาบาต เห็นสถานีอวกาศเต็มไปด้วยผู้คนขวักไขว่ ไกลออกไปผมเห็นธงชาติอเมริกาปักอยู่และคนคนหนึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ มัน

“สิบ” – ประกาศเสียงดังลั่นทำให้ผมหลุดจากภวังค์ ห้องแคบกลับมาสว่างอีกครั้ง แผงควบคุมนับร้อยและหน้าจอนับสิบรอบตัวส่องแสงวูบวาบ แสดงการทำงานที่ผมไม่มีวันเข้าใจ

“เก้า” – เสียงประกาศนับ ผมเริ่มรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากรอบทิศทาง ผมหลับตาฟังเสียงเลขถูกนับถอยหลัง “แปด...เจ็ด...หก...ห้า...” ผมหายใจเข้าออกช้า ๆ ผ่อนคลายร่างกายตัวเองให้มากที่สุด “สี่...สาม...” หัวใจผมเต้นแรงจนทำให้ชุดสีขาวราคาหลายร้อยล้านชุ่มไปด้วยเหงื่อ “สอง...” ผมลืมตา เหลือบมองฟลอริดาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ก้อนเหล็กขนาดยักษ์จะพาผมสวนแรงโน้มถ่วงออกจากดาวเคราะห์ดวงนี้

หนึ่ง... คือสิ่งสุดท้ายที่ผมได้ยิน ไม่สิ ที่ผมคิดว่าตัวเองได้ยิน ก่อนที่ทุกอย่างรอบตัวจะดับวูบกลายเป็นสีดำสนิท

ในความมืดเสียงนับหนึ่งกังวานวนไปวนมา เสียงนั้นช่างเลือนราง ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองได้ยินมันจริงหรือเปล่า บางทีมันอาจเป็นแค่เสียงในความคิดที่ดังขึ้นเพราะผมอยากได้ยินมัน บางทีเสียงที่ผมได้ยินอาจไม่เหมือนกับเสียงในความเป็นจริงก็ได้ หรือบางทีเรื่องทั้งหมดอาจไม่ได้เกิดขึ้นจริง เหมือนกับดวงจันทร์สีเหลืองนวลที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าผมอีกครั้ง ผมเห็นคุณยืนอยู่ตรงนั้นบนดวงจันทร์ จุดเล็ก ๆ จุดเดิมที่ผมเห็นอย่างชัดเจนจากบนโลก ผมรู้ว่าผมกำลังสลบอยู่ อาจด้วยความร้อน แรงกระแทก หรืออะไรก็แล้วแต่ ในความมืดยิ่งกว่าพื้นหลังอวกาศภาพดวงจันทร์ลอยห่างออกไปช้า ๆ ผมเอื้อมมือออกไปเพื่อที่จะสัมผัสมัน ปัง! – มือผมชนเข้ากับกระจกเต็มแรง แสงสว่างวาบจากรอบทิศวิ่งเข้าตา สีดำรอบตัวกลับกลายเป็นสีขาวสว่างจนรูม่านตาผมหดลงเท่าหยดน้ำ เล็กเกินกว่าจะเล็กได้อีก

ผมลืมตา พบว่าตัวเองกลับมาอยู่ในห้องแคบอีกครั้ง แผงควบคุมรอบตัวยังคงทำงานวุ่นวายอย่างปกติ นิ้วทั้งห้าแนบชิดกับกระจกยาน หลังกระจกนั่น ผมเห็นดวงจันทร์อยู่ในอุ้งมือ ดวงจันทร์ของจริง มันเหมือนกับภาพในหัวไม่มีผิด ผมรู้ว่าผมยังห่างจากดวงจันทร์อีกกว่าแสนไมล์ แต่ผมก็รู้ว่าผมไม่เคยอยู่บนโลกเลย ผมอยู่บนดวงจันทร์มาตลอด ตั้งแต่ที่ผมเงยหน้าขึ้นไปและคุณมองลงมา แค่ชั่วจังหวะเดียวแต่ผมก็ขึ้นไปอยู่บนดวงจันทร์เรียบร้อยแล้ว เรื่องหลังจากนั้นสำหรับผมก็เป็นเรื่องง่าย ก็แค่เก็บกระเป๋าขึ้นเครื่องบินข้ามมหาสมุทรไปสู่อีกฟากหนึ่งของโลก ซื้อตั๋วยานอวกาศที่ผมไม่มีวันจ่ายไหว โยนตัวเองเข้าไปในเครื่องจักรที่อาจจะพาผมไปตาย และสุดท้ายคือให้ก้อนเหล็กนี่พาผมไปหาคุณ

ตั้งแต่วินาทีที่ผมเห็นดวงจันทร์ในดวงตาของคุณ ผมก็รู้ว่าโลกไม่ใช่สถานที่สำหรับผมอีกต่อไปและตอนนี้ทุกอย่างกำลังเป็นไปตามแผน ผมปฏิเสธเสียงแจ้งเตือนจากมือถือที่เต็มไปด้วยข้อความนับร้อยส่งตรงจากกรุงเทพโดยใครบางคนซึ่งอยู่ที่ฟลอริดา ผมรอเวลาให้ยานอวกาศทำหน้าที่ของมัน ผมหลับตาลง ปล่อยให้ความมืดมิดและภาพดวงจันทร์ถูกฉายขึ้นมาอีกครั้ง



แรงกระแทกทำให้ผมตื่น ยานสั่นกุกกักสักพักก่อนจะกลับมานิ่งเหมือนเดิม ผมมองออกไปนอกหน้าต่างรู้ตัวว่ามาถึงแล้ว ผมแกะเข็มขัดรุงรังนับสิบอัน เปลี่ยนชุดอวกาศให้ตัวเอง สวมหมวกทรงกลมรูปร่างตลก เช็คสภาพการใช้งาน ปืนไปเปิดประตูยาน

ฟู่ว – น่าตลกที่ผมได้ยินเสียงไฮโดรลิกของประตูดังขึ้นในหัวทั้ง ๆ ที่มันไม่มีอยู่จริง ผมรีบก้าวออกจากยาน ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้นผิวสีฝุ่นของดวงจันทร์ ผมรู้ว่าผมต้องไปที่ไหน ผมอยู่ที่นี่มาตลอดอยู่แล้ว ผมออกวิ่งไปทางทิศตะวันตก อ้อมหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ ลงเนินไปสองชั้น วิ่งต่ออีกร้อยเมตร หยุดที่หินก้อนที่สาม มองไปทางซ้าย

และที่นั่นผมเห็นคุณ คุณนั่งโดดเดี่ยวบนดาวที่เงียบเหงาแห่งนี้ จ้องมองอะไรบางอย่างบนเส้นขอบฟ้า หันหลังให้โลกที่เราจากมา

“เราอยู่นี่แล้ว” ผมพูด ผ่านระบบสื่อสารของชุดอวกาศ ส่งเสียงตรงเข้าไปในหมวกของคุณ

คุณเงยหน้ามามองผม ผมพยายามมองทะลุกระจกทรงกลมนั่นให้เห็นดวงตาของคุณ

“ขอโทษ” คุณกล่าว ก่อนจะหันกลับไปมองอวกาศสีดำสนิท ตาคุณเหม่อลอยออกไปที่ไหนสักที่ ที่ดวงดาวสักดวงข้างนอกนั่น วินาทีนั้นผมเข้าใจทุกอย่าง คำขอโทษของคุณมันทำให้ผมทั้งโกรธและเศร้า ทำให้ระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์ของผมกลายเป็นสิ่งไร้ค่า

“พี่ยังเดินทางน้อยกว่าผมอีก” คุณพูด ผมนั่งลงข้าง ๆ คุณ คุณที่มองออกไปในความมืด

“ตอนนี้แกอยู่ที่ไหน” ผมถาม

“ดวงจันทร์”

“ที่ที่แกอยู่จริง ๆ สิ”

“เนปจูน” คุณตอบ ชี้ออกไปที่จุดสีขาวเล็ก ๆ ที่สุดขอบฟ้า ผมนั่งมองมันกับคุณ

“แกรู้ใช่ไหม ว่าถึงแกไปเนปจูนเขาก็ไม่ได้อยู่เนปจูนกับแก”

“พี่รู้ใช่ไหม ว่าถึงพี่มาดวงจันทร์แต่ผมก็ไม่ได้อยู่ที่นี่กับพี่” คุณตอบ มองทะลุกระจกเข้ามาในตาผม ทะลุตาเข้าไปในสมอง อ่านทุกความคิดของผมอย่างที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถทำได้

“ผมต้องไปแล้ว” คุณยืนขึ้น ชูบัตรโดยสารที่เขียนว่า ดวงจันทร์ – เนปจูน ให้ผมดู

“พี่อย่ากลับไปร้องไห้ใต้ฝักบัวนะ อย่าฟังเพลงแซมสมิธด้วย” คุณพูดยิ้ม ๆ ก่อนจะเดินหายไปในขอบฟ้า ผมได้แต่นั่งอยู่ตรงนั้น มองดวงจันทร์ที่ผมคุ้นเคย ผมมองเงาสะท้อนของใบหน้าตัวเองในชุดนักบินอวกาศ ผมรู้อนาคตที่จะเกิดขึ้น ผมรู้ว่าผมจะกลับไปอาบน้ำหนึ่งชั่วโมงกับอีกหนึ่งวัน ผมรู้ว่าผมจะร้องไห้ใต้ฝักบัวพร้อมกับเปิดเพลงของแซมสมิธ ผมรู้ว่าผมจะตั้งคำถามในหัวมากมายเกี่ยวกับคุณที่ไม่มีวันตอบได้และปล่อยให้มันหายไปเองสักวันหนึ่ง ผมรู้ว่าผมจะเศร้าอยู่สองสามสัปดาห์ก่อนจะลุกขึ้นมามีความสุขอีกครั้งและกลับไปเศร้าในสัปดาห์ถัดไป ผมรู้ว่าผมจะสามารถลืมคุณได้ภายในเดือนธันวาคมของปีนี้ ผมรู้ว่าผมจะนอนกลางวันและเผลอฝันถึงคุณในมกราคมปีหน้าและพาตัวเองกลับมาอยู่บนดวงจันทร์อีกครั้ง ผมรู้ว่าผมอยากกลับไปที่โลกแต่ดวงจันทร์คงรั้งผมไว้อีกสองปี

ผมรู้ว่าผมจะคิดถึงคุณ

ผมเห็นยานอวกาศลำหนึ่งบินผ่านหัวไป นั่นคงเป็นยานของคุณมันถึงปล่อยอารมณ์อึมครึมออกมาได้มากขนาดนี้ มือถือของผมสั่นแจ้งเตือนอีกครั้ง ขึ้นข้อความจากใครบางคนว่า ‘เราอยู่ฟลอริดาแล้วนะ’ ผมระเบิดเสียงหัวเราะออกมา เอกภพใจร้ายเต็มไปด้วยเรื่องตลกปนเศร้าที่เราคาดเดาไม่ได้ แต่วันนี้มันได้บอกสิ่งหนึ่งให้ผมได้รู้

เขาจะไม่มีวันไปถึงฟลอริดา

ผมจะไม่มีวันไปถึงดวงจันทร์

และคุณจะไม่มีวันไปถึงเนปจูน

SHARE
Written in this book
บทกวีของอินเทอร์เน็ต
บนอินเทอร์เน็ต ฉันหวังว่าเรื่องของฉันจะเป็นบทกวี
Writer
Tarr
นักเขียนคนโปรดของคุณ
เหมือนกับคุณ, เกิดและเติบโตบนอินเทอร์เน็ต - และพยายามจะเป็นศิลปะ * Pls leave any kind of comment

Comments

U-chom
9 months ago
ฮืออออ เศร้า
Reply
JollyGoodnight
9 months ago
ขนลุกเลยไม่ว่าจะไปที่ไหนสุดท้ายก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน
Reply
Sandgirl
9 months ago
เศร้า บาดลึก ... ชอบสำนวนภาษามากค่ะ
Reply
Tarr
9 months ago
ขอบคุณครับ :)