What we have lost? : เราเสียอะไรไปถึงได้โตมาถึงป่านนี้
[บทนำ]
บทความนี้จะเป็นบทความชวนฉุกคิดถึงตัวเราในวันนี้ว่าเรานั้น
เราสูญเสียสิ่งใดไปในระหว่างทางที่เราเติบโต
เราสูญเสียอะไรจนทำให้ชีวิตของเรานั้นเปลี่ยนไป
เราสูญเสียสิ่งนั้นเพราะอะไร เเละเราได้อะไรไป
เเละผมขอเชิญชวนทุกคนที่ผ่านเข้ามาอ่านบทความนี้
ย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์ซักเหตุการณ์นึง ถึงบางอย่างที่หายไป
เเต่มันทำให้เรานั้นโตขึ้นจนถึงวันนี้...
 
ไม่เสียสละ ชัยชนะไม่บังเกิด
-Tranformers 2007
 
   เกริ่นมาซะขนาดนี้หลายๆคนที่เคยอ่านบทความของผมมาเเล้วบ้างอาจจะคิดว่าผมมีเรื่องความสูญเสียมาเล่าให้อ่านกันใช่มั้ยครับ? 
   เปล่าเลยครับ  ถึงผมจะสูญเสียเพื่อนผู้อันเป็นที่รัก เกือบเสียเเม่ไปให้กับก้อนเนื้อร้าย หรือเสียเพื่อนไปทั้งห้องเพราะเเฟนเก่าของผม หรืออื่นๆอะไรก็เเล้วเเต่
   เเต่สิ่งที่ผมเสียไปในครั้งนี้ก็คือสิ่งที่เรานั้นใช้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆหรือที่เราเรียกว่า...
"จินตนาการ" ครับ ซึ่งผมได้สูญเสียจินตนาการ หรือความคิดสร้างสรรค์ เหล่านั้นให้กับการศึกษาในโรงเรียน ครับ
   
โรงเรียนเป็นเเหล่งทำลายความคิดสร้างสรรค์
-Sir Ken Robinson 
นักการศึกษาด้านศิลปกรรมชาวอังกฤษ
   เราต้องยอมรับกันจริงๆเเล้วว่าเด็กทุกคนบนโลกมีความสามารถพิเศษเเละพวกเค้าใช้ความสามารถเหล่านั้นผ่านจินตนาการ เพราะจินตนาการบันดาลซึ่งความกล้าที่จะลองผิดลองถูก 
ทำให้เด็กๆเหล่านั้นมีโอกาสพบกับความสำเร็จ เเละได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาด เเล้วโรงเรียนพรากความคิดสร้างสรรค์ไปจากเด็กตอนไหนกันนะ?


[ปี 2548]
    ณ สมัยผมอยู่อนุบาลผมได้ลากเส้นเเละสร้างสรรค์ภาพร่างด้วยจินตนาการผ่านปลายดินสอสีบนพื้นกระดาษขาวอยู่เป็นประจำเเละนั้นก็เป็นเหมือนทุกวันที่ผมทำสิ่งนั้นจนกระทั่ง...
ครู :วาดอะไรอยู่จ๊ะ?
ผม :วาดผีครับ
ครู :ผีไม่มีจริงหรอกจ่ะ ไม่มีใครเห็นผีทั้งนั้นเเหละมีเเต่คิดไปเองนะคะหนู
ผม :ก็ผมกำลังจะวาดให้ครูได้เห็นยังไงล่ะคับ 
ครู :ก็ครูบอกหนูเเล้วยังไงล่ะว่าผีน่ะ มันไม่มีจริง!
ผม :ก็ผมก็บอกครูเหมือนกันว่าผมจะวาดออกมาให้ครูเห็นผีเองคับ! 
ผมในเวลานั้นยังจำคำพูดของครูได้เเม่น เเละมันยังดังในหัวเป็นภาพฝังใจในวัยเด็ก
ครู :อย่ามาเหลวไหลเลยเธอ ครูก็บอกเเล้วไม่มีผีบนโลกนี้หรอกนะ เเละที่เธอวาดมาน่ะมันไม่มีจริงหรอกนะ เลิกทำตัวเเบบนี้ได้เเล้ว!  
    ผมร้องไห้ ร้องจนเเม่ขับรถมารับกลับบ้าน เเละเมื่อผมกลับไปถึงบ้านผมได้ถามพ่อกับเเม่ว่าผีนั้นมีจริงมั้ย พวกท่านก็จะบอกกับผมว่าทุกคนมีผีไว้หลอกตัวเองอยู่เสมอหลอกให้เกิดความกลัวต่อสิ่งที่ทำ หลอกให้กลัวต่อสิ่งที่มองไม่เห็น เเละสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น เเละจำไว้นะครับคนเก่งผีมีจริงอยู่ได้ เพราะใจเรามีที่ว่างให้เค้าอยู่เองถ้าอยากกำจัดผีในใจ ให้ลูกเข้มเเข็งเข้าไว้นะครับ ฮึบบบ//
    เเละคุณครูคนนั้นก็ถูกสั่งย้ายหลังพ่อกับเเม่ของผมเเละผู้ปกครองคนอื่นลงมติให้โรงเรียนพิจารณาหาครูคนใหม่ที่จะไม่ตะคอกใส่เด็กๆเวลาสอนซึ่งนั้นเป็นครั้งเเรกที่จินตนาการของผมถูกตีกรอบ



[ฤดูร้อนปี 2553]
ผมในวัย 11 ปี กำลังใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนประถมเเละกำลังรวมการบ้านของทั้งห้องไปส่งครูที่ห้องพักครู 
ครู :นี้เธอ ทำไมเธอถึงทำวิธีีทำผิดมาหมดเลยเเบบนี้ล่ะคะ? นี้ไม่ได้ตั้งใจเรียนในคาบที่ครูสอนเลยเหรอคะ?
ผม :เออครูครับผมว่าสูตรนี้ก็ใช้ได้นะครับ คำตอบมันก็เหมือนกับที่เพื่อนๆผมที่ทำถูกทั้งหมดเลยนะครับ
ครู :ก็ครูสอนเเบบนี้ทำไมถึงไม่เชื่อฟังครู? เเล้วทีนี้ถ้าเธอไม่เชื่อครูเเล้วจะมีครูไว้ทำไม? เเล้วเธอจะมาเรียนทำไมกันหื้อ? 
ผม :เออครูคระ..
ครู :ไม่ต้องมาเถียงเลย! เธอน่ะชอบออกนอกลู่นอกทาง ทำไมไม่ทำตามคำสั่งเเบบนี้นะ ในสังคมที่ใหญ่กว่านี้เธอจะไปอยู่ได้มั้ย?เเค่โรงเรียนประถม ขัดคำสั่งเค้าทีนึงเธอก็โดนเค้าลงโทษเเล้ว! นี่ดีนะที่ยังไม่ได้ออกไปเรียนมัธยมน่ะ ไม่งั้นนะเด็กอย่างเธอน่ะ โดนรุ่นพี่ซ้อมตายไปเเล้ว เเถมปากที่ชอบเถียงนั้นนะระวังเถอะครูคนไหนก็จะไม่ชอบเธอทั้งนั้นเเหละ!
ผม :ผะ...ผม
ครู :ไม่ต้องมาผงมาผมอะไรทั้งนั้นเเหละ อ่ะเอาการบ้านของเธอไป เเล้วไปคัดเเบบที่ถูกมาส่งครูอีกร้อยจบเธอจะได้จำวิธีทำที่ถูกต้อง ไม่ต้องมาตงมาเเต่ ไปทำไม่งั้นครูจะให้เธอ 0 วิชาครู!
หัวใจของผมในขณะนั้นเเตกสลายไปพร้อมกับคำพูดของครูที่ถาโถมเข้ามา ในระหว่างที่ผมคัดเเบบฝึกหัดนั้น ผมก็คิดเพียงเเค่ว่า "ถ้าเราไม่คิดนอกกรอบก็ไม่ต้องมาทำไรลำบากเเบบนี้.."
เเละใช่มันเป็นครั้งที่ 2 ที่ผมถูกโรงเรียนฆ่าความคิดสร้างสรรค์ไป

 
   เหตุการณ์ทั้งหมดนั่นทำให้ผมนั้น เกลียดวิชาคณิตศาสตร์เป็นอย่างมาก เเละไม่คิดที่จะอยากเรียนวิชานี้อีก ผมทรมานที่ต้องเรียนในสิ่งที่เกลียดมาทุกๆปีในชีวิตการศึกษาในระดับมัธยม หนำซ้ำผมยังต้องอดทนเรียนในสายการเรียนวิทย์-คณิต เพียงเพราะมีค่านิยมที่ว่า 
 เรียนสายวิทย์-คณิตเเล้วโอกาสเข้ามหาลัยมากกว่า
เด็กเก่งอยู่วิทย์-คณิต
เด็กไม่เก่งอยู่สายศิลป์

   ซึ่งนั้นเป็นเเนวคิดที่บ้าบอเเละผิดเอามากๆเพราะมันทำให้สายอื่นๆกลายเป็นเเหล่งรวมตัวของเด็กไม่เก่ง เเละด้วยค่านิยมนี้ทำให้โรงเรียนบางเเห่งมีการเเบ่งชนชั้นในโรงเรียนซึ่งนั้นผมรู้สึกไม่โอเคมากๆ เเละมันได้เกิดขึ้นเเล้ว ที่นี้ ในประเทศนี้ ในการศึกษาของเรา
   การที่เราถูกตีกรอบมาด้วยค่านิยมเเบบนี้สำหรับผมมันเป็นครั้งที่ 3 เเล้วที่ผมไม่มีอิสระทางความคิดเพราะเเม้เเต่พ่อกับเเม่ของผมท่านจะเป็นคนน่ารักเพียงใดก็ตามเเต่เรื่องการเลือกสายที่เรียนนี้ ผมยอมรับว่าพวกท่านตูดหมึกมากครับที่บังคับให้ผมเรียนในสายนี้ เเละมันก็เป็นนรก 3 ปีกับวิชาที่ผมไม่ได้ชอบเป็นพิเศษเลย...ซักนิดเดียว...

   เเละการตีกรอบครั้งล่าสุดในชีวิตภายใต้การศึกษาคือการเลือกคณะครับ ซึ่งนั้นไว้ผมจะเก็บไว้ไปเล่าเเบบเต็มๆในอีกบทความนึงนะครับ เอาเป็นว่าเเม่ผมผู้ซึ่งเป็นพยาบาล เเละคุณยาย เเม่ของเเม่ก็เป็นเช่นกันเเละท่านก็เคยตีกรอบลูกสาวท่านให้เรียนพยาบาลสำเร็จมาเเล้ว คราวนี้พวกท่านทั้งสองเเพคทีมรุมหลานชายคนเล็ก เเละลูกชายคนเล็ก ซึ่งนั้นก็คือผมให้ไปเรียนพยาบาล
เเต่ผมก็หาวิธีการต่างๆ ทั้งต่อรอง เจรจา ไปจนถึงติดสนบนเลยว่า ผมจะเลือกเรียนครู เพราะผมอยากจะเป็นครูที่ดีกว่าที่ผมเคยเจอ เเละเป็นครูที่ไม่ตีกรอบให้กับนักเรียนของผมหรือไม่ว่าใครก็ตาม สอนด้วยหลักเเห่งความเห็นใจหรือ Empathy คอยเเนะเเละไม่ตัดสินเด็กๆทั้งนั้น


[ฤดูร้อนปี 2562]
ผมซึ่งได้ออกมารับสอนพิเศษตามโรงเรียนประถมใกล้บ้านฆ่าเวลาก่อนมหาลัยเปิดในเดือนสิงหาผมได้เจอกับเด็กคนนึง เค้าชื่อหมอกครับ น้องเค้าเป็นเเรงบันดาลใจให้ผมเขียนเรื่องนี้
หมอก : ครูคับๆดูนั้นสิๆ //ชี้ไปยังท้องฟ้านอกหน้าต่างสี่เหลี่ยม
ผม :มีอะไรเหรอครับน้องหมอก นกเหรอครับ?
หมอก :ไม่ใช่คับ ดูเมฆนั้นสิ ครูคิดว่ามันเหมือนอะไรคับ ?
ผม :อืม//เอามือกุมคาง// ครูคิดไม่ออกเลยครับ เหมือนเออ...เหมือนจะเป็นคิวมูโลนิมบัสมั้งครับ555 (หัวเราะกลบเกลื่อน)
หมอก :คิวมูโลอะไรไม่รู้นั้นเป็นพันธุ์กบรึป่าวค้าบ?
ผม :เปล่าหรอกเป็นชื่อเมฆน่ะครับ
หมอก :หว่าวเมฆรูปกบนั้นมีชื่องั้นด้วยเหรอคับ?
ผม :กะ..กบงั้นเหรอครับ? น้องหมายถึงเมฆที่ชี้ให้พี่ดูใช่มั้ยครับ?
หมอก :ใช่คับคุณครูดูนั้นสินั้นก็ขา นั้นก็หัว นั้นก็ลิ้นมัน เห็นเมฆกลุ่มข้างๆนั้นมั้ยครับ? ผมว่ามันจะต้องเป็นเเมงวัน เเน่ๆเลยครับครู!
ผม :ใจเย็นๆนะเออเรามีเเต่เเมลงวันนะ ยกเว้นว่าคุณเเมลงวันจะงอกขาเพิ่มนะครับน้องหมอก 5555 
หมอก :เเล้วสรุปครูมองเห็นว่ามันเป็นรูปอะไรเหรอครับ?
ผม :เอาจริงๆพี่คิดไม่ออกเลยครับ ขอโทษด้วยนะ
หมอก :เเย่จังเลยนะครับครูนี้ ไม่มีจินตนาการเอาซะเล่ย... ไม่มีจินตนาการเอาซะเลยงั้นเหรอ?
งั้นสินะนี้เราเป็นเเบบนี้ตั้งเเต่เมื่อไหร่กันนะ 
จินตนาการสร้างกบด้วยก้อนเมฆหลังบานหน้าต่างสี่เหลี่ยมงั้นเหรอ?
ได้การล่ะ! 
 

    จนถึงตอนนี้ ผมซึ่งถูกตีกรอบมาตลอดทั้งชีวิตก็ได้มีโอกาสเลือกทางเดินเองเเบบเต็มๆกับเค้าบ้างเเล้ว จนถึงตอนนี้ที่ผมได้เสียจินตนาการไปมากกับการถูกตีกรอบนั้น เเต่ผมก็ได้เห็นความหวังเล็กๆจากคุณครูรุ่นใหม่ที่ผมได้สัมผัสมาบ้าง เเละผมจะนำพวกเค้าเหล่านั้นเป็นเเรงบันดาลใจอย่างเเน่นอนครับ!
เเล้วคุณล่ะสูญเสียอะไรไปบ้างกว่าจะมาถึงจุดนี้? 

 [ทิ้งท้าย]
ในบทความนี้ผมอยากจะลองสร้าง Story community
ผ่านเรื่องราวที่เราสูญเสียบางสิ่งเพื่อให้เรานั้นเติบโตขึ้นมาเป็นเราในวันนี้
ซึ่งผมเป็นเเค่มือใหม่หัดเขียนเหมือนกันที่อยากลองทำอะไรใหม่ๆดูบ้างครับ
โดยที่ผมอยากเชิญชวนทุกๆที่มีเรื่องราวการสูญเสียที่ทำให้เราโตขึ้น
มาเเชร์กันผ่าน Tag WWHL (What we have lost) 
เพราะผมเชื่อว่าทุกเรื่องราวมีข้อคิดเเละมีจุดเปลี่ยนของชีวิตอยู่ในความสูญเสียในบางสิ่งไป
ทั้งคนรัก สิ่งของ ความคิด นิสัย ไปจนถึงความฝัน เเละเรื่องราวนั้นจะสร้างข้อคิดเเก้ผู้อ่านท่านอื่นได้เเน่นอนครับ
โดยเเคมเปญนี้ผมจะเริ่มกับเพื่อนๆที่เขียน Story Log ด้วยกันเเละหวังว่าจะมีเรื่องราวดีๆมาเเบ่งปันกันนะครับ
สุดท้ายนี้ ไม่ว่าเราจะเสียอะไรไปถ้านั้นไม่ทำให้เราตาย มันจะทำให้เราโตขึ้นครับ
ขอให้ชีวิตของทุกท่านเป็นสิ่งที่สวยงามนะครับ 
สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ  -/\-
 

Reading Is Sexy
SHARE
Writer
OugArJ
นักอ่านขาจร จรจัด..
มีมส์ จิตวิทยา Hip-Hop เเละบาสเกตบอล จะพยายามเขียนเรื่องราวออกมาให้สื่อถึงชีวิตของเรามันไม่ได้เเย่ไปทั้งหมด มันดีในตัวของมันเอง ถึงผมจะไม่มีพลังบวกอะไรมาก เเต่ผมเชื่อว่าการเขียนเรื่องราวเล็กๆนี้ จะช่วยโยนกำลังใจให้กับผู้อ่านได้บ้าง อย่างน้อยๆ

Comments