[OS] SHARED SKY (SEULRENE)
แสงตะวันในยามเย็นสาดส่องกระทบเรือนร่างของหญิงสาวร่างสูงที่กำลังยืนทอดสายตามองปลาในบ่อน้ำแหวกว่ายไปมา ใบหน้าเรียบนิ่งไม่แม้แต่จะแสดงอาการหงุดหงิดที่สุมอยู่ในหัวของเธอ วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ ‘ซึลกิ’ ออกมาเดินเล่นที่สวนสาธารณะคนเดียวเพื่อผ่อนคลายจากการตึงเครียดในที่ทำงาน ดวงตาเล็กหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อยามแดดคล้อยแยงตาเธอ

ร่างสูงชอบมาเดินเล่นแถวนี้บ่อยๆเพื่อรอคอยเก็บภาพดวงอาทิตย์ตกดินด้วยดวงตาของเธอ ท้องฟ้าสีชมพูที่ผสมกับสีส้มอย่างลงตัวทำให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจ และทำให้นึกถึงใครคนหนึ่ง คนที่เธอ ‘เคย’ เรียกว่า ‘แฟน’ เธอลอบถอนหายใจออกมาทันทีที่นึกถึงใบหน้าสวยของ ‘แฟนเก่า’ ความรู้สึกที่มีต่อ ‘เธอ’ คนนั้นประดังเข้ามาในหัวใจแม้เพียงนึกถึง แต่เรื่องราวเหล่านั้นกลับจบลงไปเสียแล้ว จบไปพร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวดหัวใจจนเธอแทบอยากจะลงไปนอนทุรนทุราย การไม่มีเธออยู่ข้างกายทำให้รู้สึกว่าหัวใจว่างเปล่า ไม่มีความกระชุ่มกระชวยหัวใจหรือตื่นเต้นเหมือนกับวันที่ยังคงคบกัน แต่ความสัมพันธ์นั้นก็จบลงไปนานกว่า 3 เดือนเห็นจะได้

ซึลกิเปลี่ยนจากการยืนดูปลาที่แหวกว่ายในบ่อน้ำมานั่งดูเด็กน้อยที่วิ่งเล่นไปมาอย่างสนุกสนาน เด็กผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งไล่จับเด็กผู้หญิงอีกคน ช่างน่าหัวเราะเสียจริง เธอนึกถึงช่วงเวลาที่เคยอยู่ด้วยกันกับผู้หญิงคนนั้นขึ้นมาอีกแล้ว ใบหน้าสวยทำกับข้าวมื้อเย็นรอคอยเธอกลับมาทานในทุกๆวัน แม้บางวันเธอคนนั้นจะเหนื่อยล้าหลังจากกลับมาจากที่ทำงานเพียงใด แต่ก็ยังตั้งใจทำอาหารที่อร่อยที่สุดให้รับประทาน เธอคิดถึงอาหารฝีมือผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว...คนหน้ากลมรีบสลัดความคิดถึงที่คะนึงหาแต่เธอคนนั้น สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าจนเต็มปอดก่อนจะเอนหลังพิงพนัก

ไม่นานดวงอาทิตย์ก็ค่อยๆลับขอบฟ้า ผืนฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีชมพูอมส้ม บางทิศก็มีสีม่วงเข้ามาแซมทำให้ดูสวยขึ้นทันตา ซึลกิจ้องมองด้วยรอยยิ้มและไม่ลืมที่จะหยิบมือถือขึ้นมาเก็บภาพตรงนั้นเอาไว้

‘เห็นท้องฟ้าแบบนี้แล้วก็คิดถึงคุณจัง’ 

ไม่ทันที่ซึลกิจะแย้มปากชื่นชมความสวยงามของผืนฟ้าตรงหน้าได้นาน จู่ๆก็มีบุคคลที่สองเข้ามานั่งลงข้างๆเธอด้วยความเหนื่อยหอบ กลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคยลอยเตะจมูกชวนให้หัวใจของซึลกิเริ่มเต้นแรงผิดปกติ น้ำหอมกลิ่นพีชแบบนี้ทำให้คนร่างสูงรีบหันไปมองใบหน้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ จมูกทรงที่รับกับใบหน้า และกลีบปากสีพีชที่เจ้าตัวชอบทาให้เข้ากับกลิ่นน้ำหอมกำลังทำให้ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเบิกโพลง ก่อนจะเอ่ยออกมาเบาๆเพื่อทักทายคน ‘เคย’ คุ้นเคย

“จูฮยอน”

น้ำเสียงที่เอ่ยทักทำให้คนที่โดนถูกเรียกค่อยๆหันมามองด้วยรอยยิ้มที่ซึลกิหลงใหลกว่าสิ่งไหนๆ

“ไง” เจ้าของชื่อจูฮยอนตอบรับ

“เออ...ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” น้ำเสียงของซึลกิตะกุกตะกักเล็กน้อยเพราะไม่ได้เตรียมใจมาจากบ้านว่าจะมาเจอคนที่เธอเฝ้าคิดถึง

“3 เดือนเอง ไม่เห็นจะนาน” ใบหน้าสวยเอ่ยพลางหยิบผ้าขนหนูซับเหงื่อที่ใบหน้า

“งั้นหรอ” แต่สำหรับซึลกิแล้ว การที่ไม่ได้เห็นหน้าคนที่เคยอยู่ด้วยกันเลยตลอด 3 เดือนเป็นสิ่งที่ทำให้เธอทุรนทุราย “ถ้าคุณว่าไม่นาน เราก็ว่ามันไม่นาน”

“วันนี้เครียดหรอถึงมานั่งที่นี่” จูฮยอนถามอย่างคนรู้ทัน เพราะทั้งคู่คบกันมากว่า 2 ปี คงจะเป็นเรื่องที่จับสังเกตได้ไม่ยากสำหรับเธอ

“อือ ก็เครียดเรื่องที่ทำงาน”

“เจ้านายไม่ชอบไอเดีย?”

“ก็ไม่เชิง แค่รู้สึกว่าเราทำอะไรไป เขาก็ไม่ชอบใจอยู่ดี” ซึลกิตัดพ้อ

“ลาออกไหม” จูฮยอนแกล้งพูดหยอกเผื่อว่าคนข้างๆจะสบายใจขึ้น

“จะบ้าหรอคุณ แล้วเราจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อข้าวกินล่ะ” ซึลกิยิ้มให้คนข้างๆ เพราะรู้ว่าจูฮยอนไม่ได้พูดจริงจัง เธอละสายตาจากดวงตาคู่สวยหันไปมองเด็กผู้หญิงสองคนที่ยังคงวิ่งไล่จับกัน ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องชวนคนข้างๆคุย “มาวิ่งหรอ”

“อือ รู้สึกช่วงนี้ตัวเองไม่ค่อยฟิต”

“ขยันออกกำลังกายจัง กินเยอะๆบ้างนะ ผอมมากแล้ว”

“ผอมอะไรกัน พุงเราใหญ่มากเลย” จูฮยอนเอามือลูบพุงที่แทบจะไม่มีของตัวเองเบาๆ “ว่าแต่คุณเถอะ กินอะไรบ้างหรือเปล่า หน้าตอบขึ้นนะ”

“ก็กินอาหารปกตินั่นแหละ”

‘แต่ถ้าจะให้เรากินเยอะกว่านี้ คุณต้องมาทำอาหารให้เรากินเหมือนเดิม’ ซึลกิได้แต่พร่ำในใจ

“ยังกินขนมเค้กตอนดึกอยู่หรือเปล่า” จูฮยอนถามออกไปแบบนั้น เพราะเมื่อก่อนตอนที่อยู่ด้วยกัน ซึลกิชอบบ่นว่าหิวตอนดึก แล้วก็เปิดตู้เย็นหยิบเค้กที่เต็มไปด้วยครีมที่ซื้อทิ้งไว้ขึ้นมากิน หน้าถึงได้อวบเหมือนหมีอมข้าวแบบนี้ไง

“ไม่แล้วล่ะ เราเลิกกินเค้กแล้ว”

“ทำไมล่ะ”

“ก็มันอ้วน” ซึลกิพูดพลางก้มมองพุงที่แทบจะไม่มีของตัวเองด้วยเช่นเดียวกัน

“คุณเพิ่งรู้หรอว่ากินเค้กมันอ้วน ตอนนั้นเราบ่นคุณ แต่คุณก็ยังกิน”

“ก็เรากลัวเค้กหมดอายุนี่นา”

“จริงๆถ้าคนเรากลัวอ้วนและกลัวเค้กหมดอายุ ก็เริ่มต้นด้วยการไม่ซื้อนะ”

“ก็ตอนนี้ไม่กินเค้กแล้วไง”

“ก็ดี”

พอจบบทสนทนาเรื่องเค้ก ต่างคนต่างนิ่งเงียบแล้วเอาแต่จ้องมองผืนฟ้าสีชมพูผสมสีส้มตรงหน้า ซึลกิไม่อยากให้บทสนทนาของเธอทั้งสองจบลงไปดื้อๆ จึงเป็นฝ่ายชวนคุยอีกครั้ง

“คุณยังชอบถ่ายรูปท้องฟ้าตอนเย็นอยู่หรือเปล่า”

“ชอบนะ ก็ยังถ่ายเก็บไว้ในทุกๆวัน”

“ถ่ายเก็บไว้ดูคนเดียวหรอ” ซึลกิถามออกไปแบบนั้น เพราะในตอนที่ทั้งคู่ยังคบกัน จูฮยอนมักจะชอบส่งรูปท้องฟ้าตอนเย็นให้เธออยู่บ่อยๆ เธอจึงไม่แน่ใจว่าตอนนี้รูปท้องฟ้าในแต่ละวันจะถูกส่งไปให้ใคร

“เก็บไว้ดูคนเดียวสิ”

“อ่อๆ” ซึลกิพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม คำตอบของจูฮยอนกำลังบ่งบอกว่าตอนนี้เธอยังไม่มีใครเช่นเดียวกับซึลกิ

“แล้วคุณล่ะ ยังถ่ายรูปท้องฟ้าตอนพระอาทิตย์ขึ้นอยู่หรือเปล่า” จูฮยอนเป็นฝ่ายถามบ้าง

“อื้อ ก็ยังถ่ายอยู่นะ เราทำทุกอย่างเหมือนเดิมนั่นแหละ”

‘เว้นแต่ไม่มีคุณในทุกๆวันเหมือนเดิม’ เธอคิด

“นึกแล้วก็คิดถึงเมื่อก่อนเลยเนอะ เราตื่นไม่ทันดูพระอาทิตย์ขึ้นทุกที เพราะชอบเราตื่นสาย คุณเลยต้องส่งให้เราดูอยู่บ่อยๆ”

“ใช่ เราจำได้ คุณชอบตื่นสาย ตะวันแยงก้นอยู่แล้วยังไม่ตื่นอีก”

“ก็เราชอบนอนนี่” จูฮยอนหันไปค้อนคนข้างๆเล็กน้อย

“เรารู้ว่าคุณชอบนอน”

‘แล้วคุณก็ชอบนอนกอดเรา’ ซึลกิได้แต่คิดในใจ

“เราเคยตื่นขึ้นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นด้วยนะ เพราะเราอยากรู้ว่าของจริงมันจะสวยเหมือนอย่างที่คุณเคยชอบส่งให้เราทุกเช้าหรือเปล่า” จูฮยอนนึกถึงช่วงเวลานั้นก็อดยิ้มไม่ได้ “แต่ก็ตื่นขึ้นมาทำแบบนั้นได้แค่วันเดียว เพราะเราง่วง”

“ใช่ คุณน่ะขี้เซาเป็นที่หนึ่ง” ซึลกิส่งยิ้มเชิงหยอกล้อให้คนหน้าสวย

“ถึงแม้เราจะรู้ว่า ตื่นมาจะได้พบเจอสิ่งที่สวยงาม แต่ถ้ามันมาจากการฝืน เราก็คงไม่อยากทำ เราฝืนได้ไม่นานหรอก”

“ก็จริง”

“การฝืนมันเหนื่อย โดยเฉพาะความรู้สึก” 

ซึลกิไม่แน่ใจว่าสิ่งที่จูฮยอนพูดต้องการสื่อถึงอะไร แต่ไม่ทันที่จะได้ถามให้หายสงสัย จูฮยอนก็เป็นฝ่ายอธิบายต่อ

“เหมือนกับตอนนั้นที่เราคบกัน ทุกอย่างมันสวยงามนะ เราพยายามมองว่ามันสวยงาม...”

“คุณกำลังจะบอกว่าคุณ...ฝืน” ซึลกิพยายามจับต้นชนปลาย

“ก็ไม่เชิง มันไม่ได้ฝืน แต่ว่ามันเหนื่อยน่ะ เราก็เลยไม่อยากฝืนที่จะคบต่อ”

หัวใจที่ฟูกลับมาเจ็บปวดอีกครั้งทันทีที่รู้สาเหตุของการบอกเลิก ตอนนั้นซึลกิไม่ได้ถามเหตุผลว่าทำไมแฟนของเธอถึงทิ้งให้เธอนอนจมกองน้ำตาพร้อมกับข้อความในโพสอิทที่เขียนว่า ‘เราไม่ไหวแล้ว เราเลิกกันเถอะ’ วันนั้นช่างเป็นความทรงจำที่แสนจะเจ็บปวดราวกับร่างกายกำลังแหลกเป็นเม็ดทราย พอวันนี้ได้มารู้เหตุผลก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดอีกครั้ง

“เพราะคุณใส่ใจเราน้อยลง คุณไม่ค่อยกลับห้อง คุณไม่กินอาหารที่เราตั้งใจทำให้ คุณไม่เหมือนเดิม” จูฮยอนยังคงพูดความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ในใจมากว่าหลายเดือนให้คนที่กระทำกับเธอรู้ แต่กลับเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“...”

“ไม่มีท้องฟ้าตอนเช้าเหมือนเดิม”

“คุณ...”

“เราไม่เห็นภาพดวงอาทิตย์ขึ้นมาหลายต่อหลายวัน บางสัปดาห์เราก็ไม่เห็นมันเลย ในขณะที่เรายังคงส่งท้องฟ้าสีชมพูให้คุณดูเกือบทุกวันอยู่เหมือนเดิม ความใส่ใจของเรามีไม่เท่ากัน”

“วันนั้นเราขอโทษนะ” ซึลกิพยายามสกัดกั้นน้ำตาที่กำลังจะพังทลายออกมา

“มันผ่านมานานแล้ว ตอนนี้เราไม่ได้ติดใจอะไร เราก็ต้องขอโทษที่ตอนนั้นเราไม่ได้บอกเลิกคุณต่อหน้า ไม่ได้บอกเหตุผลกับคุณ ไม่รับสายโทรศัพท์หรือตอบแชทคุณ วันนั้นเราก็ต้องขอโทษนะที่อาจจะทำให้คุณอึดอัดหรือเสียใจ”

“แล้วถ้าเราจะบอกว่าเราคิดถึ...”

ไม่ทันที่ซึลกิจะบอกความรู้สึกที่มีอยู่ในใจออกมาจบประโยค ก็โดนจูฮยอนชิงพูดตัดบท

“เรากำลังจะไปเรียนต่อต่างประเทศนะ”

“ฮะ? คุณ...กำลังจะไปเรียนต่องั้นหรอ” ซึลกิกำมือแน่นแต่ก็ต้องรีบฝืนยิ้มเพื่อให้อีกฝ่ายจับสังเกตไม่ได้ “ไหนตอนนั้นคุณบอกว่าคุณจะไม่ไป”

“ตอนนั้นก็คือตอนนั้น ตอนนี้ก็คือตอนนี้ เวลาเปลี่ยนอะไรๆก็เปลี่ยนไปได้ทั้งนั้น” ตอนนั้นจูฮยอนเคยบอกกับคนรักเก่าว่า เธอจะไม่ไปเรียนต่อต่างประเทศ เพราะไม่อยากจากซึลกิไปในที่ที่ไกลแสนไกล แต่หลังจากที่ตัดสินใจบอกเลิก เธอก็รีบขอพ่อแม่ไปเรียนต่างประเทศตามที่ใจต้องการ ตามจริงเธอเพียงแค่อยากหนีจากโลกความจริงสักพัก

“แล้วคุณไปเรียนที่ประเทศอะไร”

“ฝรั่งเศส พ่ออยากให้ไปเรียนที่นั่น”

“ไกลจากประเทศเราจังเลยเนอะ คุณจะไปอยู่ที่นั่นกี่ปีล่ะ”

“ก็ประมาณสองปี”

“อ่อ คุณเรียนเก่ง คุณทำได้อยู่แล้ว” คนหน้ากลมส่งยิ้มตาหยีให้แม้ว่าในใจกำลังร้องไห้อยู่ก็ตาม

“ท้องฟ้าที่นู่นคงเหมือนท้องฟ้าที่นี่ล่ะมั้ง” จูฮยอนรีบเปลี่ยนเรื่อง เพราะเธอไม่ชอบให้ใครมาชมเธอว่าเก่งเสียเท่าไหร่ มันยิ่งทำให้ตัวเองเหลิงได้ง่าย

“ก็คงจะเป็นยังงั้น เราอยากเห็นท้องฟ้าตอนพระอาทิตย์ใกล้ตกดินของซีกโลกนั้นบ้างจัง”

“ถ้าคุณอยากเห็น เราจะถ่ายส่งมาให้ดูนะ”

“ถ้าเป็นสีชมพูก็คงจะดี” ซึลกิค่อยๆหันไปจ้องมองจูฮยอนที่กำลังทำหน้าสงสัย “เพราะเรารู้ว่าคุณชอบ แล้วท้องฟ้าสีชมพูมักจะช่วยเยียวยาจิตใจคุณได้ดี

“ถ้าเราเหนื่อย เราก็คงนั่งมองดวงอาทิตย์ตกดินแบบนี้แหละ มันอาจจะทำให้เราหายคิดถึงได้บ้าง”

“...”

“หายคิดถึงคุ...เออ...ครอบครัวที่เกาหลีใต้ลงได้บ้าง” จูฮยอนเกือบพลั้งปากออกไป แม้ว่าเธอจะคิดถึงเจ้าของใบหน้าหมีจนแทบขาดใจ แต่การที่กลับไปคบกันเหมือนเดิม เธอกลัวว่าเธอจะกลับไปทนอยู่กับความเจ็บปวดเหมือนเดิม มันคงไม่คุ้มเสี่ยงกัน เป็นเพื่อน เป็นพี่น้องเหมือนอย่างตอนนี้น่ะดีที่สุดแล้ว

“คุณอยากให้เราส่งท้องฟ้าตอนดวงอาทิตย์ขึ้นให้คุณเหมือนเดิมไหม”

“หืม??”

“คุณจะได้คลายความคิดถึงครอบครัวลงได้บ้าง เพราะครอบครัวของคุณต้องเงยหน้ามองท้องฟ้าของที่นี่ คุณก็จะได้เห็นท้องฟ้าผืนเดียวกันกับพวกเขา ราวกับว่าคุณอยู่ใกล้ๆ”

‘ราวกับว่าคุณอยู่ใกล้ๆ...เรา’

“ถ้าคุณทำให้ได้ มันก็คงดี” จูฮยอนตอบรับด้วยรอยยิ้ม

“เราทำให้คุณได้ ก็เหมือนกับเราแลกท้องฟ้ากันไง คุณถ่ายส่งจากที่นู่นให้เรา เราก็ส่งท้องฟ้าจากที่นี่ให้คุณ จะได้รู้สึกเหมือนอยู่ใกล้กัน”

“...”

“เราหมายถึง คุณจะได้รู้สึกเหมือนอยู่ใกล้ครอบครัวน่ะ” ซึลกิรีบโบกไม้โบกมือหาเหตุผลมาเชื่อมโยง

“อื้ม ขอบใจนะ”

แล้วทั้งสองคนก็นั่งคุยกันจนท้องฟ้ามืดสนิท มีเพียงแสงจากหลอดไฟสีนวลสาดพอให้เห็นแววตาของกันและกัน จูฮยอนรู้สึกว่าซึลกิยังเหมือนเดิม ใจดี มีน้ำใจ พูดเก่ง สามารถชวนเธอคุยได้อยู่เรื่อยๆ แต่สถานะปัจจุบันระหว่างเธอทั้งคู่ตอนนี้คงจะดีที่สุดแล้ว บางทีการกลับไปคบกันอีกครั้ง อาจจะไม่ได้ดีเหมือนอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ได้


‘ดวงอาทิตย์มีขึ้นและมีตกฉันใด ความสัมพันธ์ก็ย่อมมีขึ้นและมีลงฉันนั้น ถึงแม้ตอนนี้ความรักของคุณจะอยู่ในสถานะที่เหมือนดวงตะวันลาลับขอบฟ้า แต่เราเชื่อว่า สักวันจะต้องมีคนเข้ามาให้ความสุข ความรักและสว่างกับคุณเฉกเช่นเดียวกับยามที่แสงอรุณเบิกฟ้า’

นี่เป็นคำบรรยายใต้รูปในอินสตาแกรมส่วนตัวของจูฮยอนล่าสุดเมื่อได้โพสท์ภาพท้องฟ้าสีชมพูยามเย็นที่แซมด้วยสีส้มอ่อนๆที่ถ่ายนอกระเบียงของหอพัก ปารีส

‘ตึ๊ง’

เสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชั่นดังขึ้นพร้อมกับการกดถูกใจของเจ้าของใบหน้ากลมและการแสดงความคิดเห็นใต้ภาพล่าสุดของจูฮยอน

‘เราก็เชื่อแบบนั้น :-)’

“ขอให้คุณเจอกับคนที่พร้อมจะรักคุณและคนที่คุณก็พร้อมจะรักนะ คัง ซึลกิ...คุณท้องฟ้าในยามเช้าของเรา”



The END.

TALK.
บางทีการอยู่ในสถานะพี่น้องหรือเพื่อนอาจจะดีกว่าการกลับไปคบกันนะคะ 
ขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะ :-)

written by dextiny
SHARE
Written in this book
[OS/SF]SEULRENE🐻🐰
ความนุ่มนิ่มของซึลกิและไอรีน
Writer
Dextiny
dreamer,sleeper
believe in doing more than waiting for miracle

Comments