ชามบิ่นใบใหญ่ กับผ้าคลุมเตียงสีซีด
...ข้าวของบางชิ้นก็อยู่กับเรามานานเสียจนเรานึกไม่ถึง...
-- มีชามใบใหญ่อยู่ใบหนึ่งที่คนในบ้านใช้มานานหลายปี ยังอยู่ในสภาพดีมาก จนวันหนึ่งมันบิ่น เพราะเราล้างไม่ระวังมันเลยกระแทกเข้ากับจานใบอื่น เราเลยเอากาวตราช้างมาติดชิ้นส่วนที่บิ่นออกมาเข้าไปที่เดิมอย่างทุลักทุเล และหลังจากที่แม่บ่นจนหายหงุดหงิดแล้ว ก็บอกว่า "ไม่เป็นไร มันเก่าแล้ว ค่อยซื้อใหม่" 
"ใบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่"
"ตั้งแต่บ้านเก่าโน่น" 
...อายุมันอย่างต่ำ 10 ปี แน่นอน...

-- มีผ้าคลุมเตียงอยู่ผืนหนึ่ง แม่เย็บเองกับมือ และเราใช้มาตั้งนานแล้ว จนตอนนี้สีมันซีดมาก เมื่อสุดสัปดาห์นี้เราเห็นมันวางอยู่บนโต๊ะเย็บผ้าของแม่ มีผ้าที่ตัดเป็นรูปดอกไม้สีสดสะดุดตาปะอยู่ ไม่ทันสังเกตว่าแม่ใช้วิธีไหนติดมันเข้ากับผ้าคลุมเตียงสีซีด 
"เอามาติดลายใหม่จะได้สดใสหรอคะ"
แม่ตอบว่า "ไม่ช่ายยย...มันขาด แม่เลยเอามาปะ"
"ขาดแล้ว!" ตกใจเพราะคิดว่ามันไม่ได้อยู่มานานจนจะเปื่อยได้
"นานแล้วนา ตั้งแต่หนูปี 2" 
เออว่ะ... ถ้ามันเป็นเด็กก็น่าจะอยู่ชั้นประถมแล้ว 

ข้าวของบางชิ้นก็อยู่กับเรามานานมาก จนเราไม่ทันได้ตระหนักว่าเวลาผ่านมานานแค่ไหนแล้วนับตั้งแต่วันที่ได้มันมา บางอย่างเราก็ยังใช้มันอยู่เพราะตัวมันเองตอบโจทย์การใช้งานอยู่เสมอ และเราชอบที่จะใช้มัน ...เราครุ่นคิดอยู่ 2 ประเด็น

ประเด็นแรก เวลาผ่านไปเร็วเสียจนเราไม่ทันได้ตั้งตัว เผลอแป๊บเดียวนะ ผ่านมา 10 ปี มันนาน...แต่ในความรู้สึกเราบางครั้งมันชั่วความคิดคำนึงเดียวเมื่อเรานึกย้อนกลับไป 
...เราประมาทกับชีวิตไปหรือเปล่า... เพราะเราคิดว่าอีกเดี๋ยวก็จะผ่านไปอีก 10 ปี เราเลยกำลังรีรอที่จะทำอะไรดีๆ สักอย่างเพราะคิดว่ายังมีเวลา -- เราลืมให้ความสำคัญกับปัจจุบันไปหรือเปล่า...เพราะเราคิดว่าเราฝากความหวังเอาไว้กับอนาคตได้ 
...ใครจะรู้ เราอาจจะบิ่นเหมือนชาม หรือขาดเหมือนผ้าคลุมเตียง แต่ก็ยังมีเรื่องราวแง่บวกให้ชื่นชมอยู่อย่างสำหรับของสองชิ้นนี้คือ มันทำหน้าที่ของมันได้เต็มที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา 

ประเด็นที่ 2 ของสองชิ้นนี้ถูกซ่อม เพื่อให้มันยังทำหน้าที่ของมันต่อได้ เพราะว่าเรายังชอบที่จะใช้และใช้มันอยู่เสมอ มันจึงมีโอกาสทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ ในอีกด้านหนึ่ง เราซื้อของเข้าบ้านมาใหม่อยู่เป็นประจำ ของบางชิ้นได้ใช้งานเพียงครั้งหรือสองครั้ง เวลาส่วนใหญ่มันมักจะถูกเก็บไว้ในกล่องหรือตู้...เรากำลังฟุ่มเฟือย และทำลายคุณค่าของของใช้อยู่หรือเปล่า... บางชิ้นมันก็ไม่ได้มีราคาแพง บางชิ้นถูกไปเสียด้วยซ้ำ เราถึงได้ตัดสินใจซื้อ ซื้อมาแล้วก็เห่ออยู่พักเดียว มันจึงไม่ได้มีโอกาสได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันก็สร้างภาระและกินพื้นที่ใช้สอยในบ้าน 
-- แม่บอกว่าแม่เริ่มหยุดซื้อของที่ไม่จำเป็น เพื่อจะได้ไม่ต้องเอามาเก็บเป็นสมบัติบ้า ตายไปก็เป็นมรดกให้ลูกไม่ได้ เพราะลูกคงไม่ได้ใช้ "ของบางอย่างที่แม่ชอบหนูอาจจะไม่ชอบ" ก็จริงของแม่ พอคิดอย่างงี้ขึ้นมาก็รู้สึกเสียดายเงินที่ใช้ซื้อของที่ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่อยู่ไม่น้อยเลย -- ที่น่าคิดอีกอย่างก็คือ เรากำลังทำตัวเป็นของใช้ในตู้ที่ถูกเก็บไว้ ไม่ได้ทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่หรือเปล่า...

บางครั้งบทเรียนเล็กๆ น้อยๆ ก็อยู่กับสิ่งของรอบตัวเรานี่เอง ใครจะไปรู้ว่าของใช้ที่เสื่อมสภาพไปตามเวลาจะสอนให้เราไม่ประมาทกับชีวิตและอยู่กับปัจจุบัน ในขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นว่าเราใช้ชีวิตอย่างประมาทและฟุ่มเฟือยเกินไป ของใช้ควรจะได้ทำหน้าที่ของมันเพื่อวันหนึ่งมันจะได้เสื่อมสภาพไปอย่างคุ้มค่า เช่นเดียวกัน เราก็ควรได้ทำหน้าที่ตามบทบาทของเราอย่างเต็มที่ก่อนที่ร่างกายจะเสื่อมสภาพและผุพังไป
...จริงมั้ย? :)


SHARE
Written in this book
ช้อนตะกอน

Comments