Teenage Dream EP. 16 ในวันที่หลงทาง
ภายใต้เอกลักษณ์ของความเป็นบาร์เซโลน่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของศิลปะและสถาปัตยกรรม คงเป็นไปไม่ได้ ที่ผมจะไม่กล่าวถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังความงดงามของสิ่งต่าง ๆ ในเมืองนี้ของศิลปินและสถาปนิกที่ชื่อว่า “เกาดี”



หากคุณมีโอกาสที่จะมาเที่ยวบาร์เซโลน่า แล้วต้องหาหนังสือนำเที่ยวสักเล่ม ผมเชื่อว่า 99% ของหนังสือนำเที่ยวเมืองนี้ จะต้องมีภาพของมหาวิหารใหญ่เป็นภาพของหน้าปกหนังสืออย่างแน่นอน



La Sagrada Familia คือชื่อของโบสถ์ที่ยิ่งใหญ่และอลังการงานสร้างที่สุดในบาร์เซโลน่าและอาจจะเรียกได้ว่ายิ่งใหญ่และงดงามที่สุดแห่งหนึ่งในโลกนี้ก็คงจะไม่เวอร์จนเกินไป



ผลงานชิ้นเอกในการออกแบบของอภิมหานักออกแบบและศิลปินผู้เลื่องชื่อนามว่า เกาดี ก็คือโบสถ์ที่ปรากฏอยู่บนหน้าปกหนังสือนำเที่ยวแห่งนี้ ปัจจุบัน La Sagrada Familia ยังคงอยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้าง แม้ว่ามันจะถูกเติมแต่งมาแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ. 1882 แต่ความวิจิตรอลังการในการออกแบบของเกาดีนั้น ทำให้ต้องใช้เวลาเกินกว่าศตวรรษในการสร้างโบสถ์แห่งนี้ให้แล้วเสร็จตามภาพที่เขาร่างเอาไว้ โดยมีกำหนดสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 2026 และเกาดีเองแม้จะเป็นผู้ออกแบบก็ไม่มีโอกาสได้เห็นภาพโบสถ์แห่งนี้เมื่อมันเสร็จสมบูรณ์



จากความสูงของมัน ทำให้ผมเลือกที่จะเดินทางไปยังสถานที่หนึ่งซึ่งอยู่บนเขา จากจุดนั้น จะมีจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นปลายยอดโบสถ์ La Sagrada Familia รวมทั้งบรรยากาศของเมืองบาร์เซโลน่าได้ทั้งเมือง ตั้งแต่บ้านเรือนที่ตั้งอยู่บริเวณตีนเขาทอดยาวไปจนจรดชายหาดซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่ง นอกจากนี้ บนเขาแห่งนั้นยังมีสถาปัตยกรรมผลงานการออกแบบของเกาดีอีกชิ้นชื่อว่า Parc Guel ซึ่งเป็นบ้านและสวนที่มีรูปทรงแปลกตาและมีความหลากหลายของสีสันอีกด้วย



ดูจากเวลา ผมเลือกที่จะเดินไปยัง Parc Guel ก่อน แล้วจึงค่อยไปชมวิวต่อ จากสถานีเมโทร ผมต้องเดินขึ้นเขาต่อไปด้วยตัวเอง ทางบนเขานั้นมีความชันและคดเคี้ยวเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ลักษณะของอาคารบ้านเรือนบนนี้ก็ยังดูเหมือนกันไปหมด ดังนั้น เพื่อป้องกันการหลงทาง การเปิด GPS จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น



ระหว่างทางขึ้นเขา ผมไม่เห็นป้ายบอกทางไป Parc Guel เลยสักป้าย ไม่แน่ใจว่าเพราะผมเดินมาตาม Google Maps ที่พาหลบเลี่ยงทางหลักมาหรือเปล่า แต่กว่าจะได้พบกับสามแยกที่มีป้ายบอกทางนั้น ก็ใช้เวลาไปถึงครึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว จากป้ายนั้น ผมได้พบกับผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง ลักษณะดูไม่เหมือนนักท่องเที่ยวแต่อย่างใด เธอกำลังเดินตรงเข้ามาทางผม ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนในที่สุดเธอก็มาหยุดอยู่หน้าผม



“Parc Guel?”  


หญิงคนนั้นพูดด้วยสำเนียงสแปนิชที่มีการขึ้นเสียงสูงในตอนท้าย ทำให้ผมเดาว่าเธอคงมาถามผมว่าจะไป Parc Guel ใช่หรือเปล่า



“Si” 


ผมตอบเธอด้วยน้ำเสียงที่ใสแจ๋วเป็นภาษาสเปน



หลังจากนั้น เธอก็ชี้นิ้วกลับไปยังทางที่เธอนั้นเดินลงมา เพื่อที่จะบอกผมว่าไปทางนั้นนะ ผมจึงทำการปิด Google Maps และเดินไปตามคำแนะนำของเธอ ซึ่งตอนนั้น ผมเองก็ยังไม่รู้ว่าเธอคือใคร



จากสามแยกเมื่อสักครู่ ผมเดินตามทางที่เธอบอกไปเรื่อย ๆ และมีนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งร่วมเดินเป็นเพื่อนร่วมทางไปกับผม แต่ยิ่งเดินไปไกลเท่าไหร่ ผมก็ยังไม่เห็นวี่แววของความเป็น Parc Guel เลย จากบริเวณชุมชนที่มีบ้านเรือนแน่นหนา ถนนลาดยางพื้นนุ่มก็กลายเป็นถนนคอนกรีต มองไปข้างหน้าก็เจอแต่ต้นไม้ ไร้ซึ่งเงาของบ้านเรือน



“หรือเราจะโดนหลอกวะ?” ผมถามตัวเองในใจ เมื่อสภาวะแวดล้อมมันเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด



“ไม่หรอกน่า คนเค้าก็เดินกันเยอะแยะ” ตัวผมอีกคนทัดทาน



ไหน ๆ ก็เดินมาขนาดนี้แล้ว ครั้นจะเดินกลับไปดูป้ายอีกครั้งมันก็ไกลเกินไป ผมจึงเลือกที่จะก้มหน้าก้มตาเดินต่อ และแล้วก็ได้พบกับลานว่างแห่งหนึ่งอยู่ไม่ไกล ที่นั่นมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก และตากล้องทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นอีกจำนวนหนึ่ง ผมเดินเข้าไปใกล้พวกเขาเรื่อย ๆ จนในที่สุด ผมก็ย่างเข้าไปในจุดที่ทุกคนยืนอยู่



“ว้าว ว้าว ว้าว”  


คำสามคำที่ดังขึ้นภายในใจของผม ภาพที่เห็นนั้นเกินกว่าจะสรรหาคำพูดใดมาบรรยายได้จริง ๆ ถึงตอนนี้ ผมเข้าใจแล้วว่า ทำไมซันถึงบอกว่าบาร์เซโลน่าคือเมืองในยุโรปที่เขาชอบที่สุดโดยไม่ลังเลเลยสักนิด เพราะภาพที่เห็นอยู่ข้างหน้าตอนนี้ มันคือคำตอบชัดเจนที่สุดนั่นเอง



ภาพของเมืองบาร์เซโลน่าทั้งเมือง เริ่มตั้งแต่ชุมชนที่อยู่ริมเขาด้านล่าง ทอดยาวไกลสุดลูกหูลูกตาไปยังชายหาดบาร์เซโลน่าที่อยู่อีกฟากหนึ่ง ตรงกลางภาพนั้น ปรากฏลักษณะเป็นโบสถ์ที่สูงตระหง่านโดดเด่นเหนือกว่าทุกสิ่ง ใช่ครับ นั่นคือภาพของ La Sagrada Familia นั่นเอง



หากจะถามว่าภาพของบาร์เซโลน่ามันสวยขนาดไหน ตอนนั้นสิ่งที่ผมคิดได้ คือ ผมต้องให้แม่ (ซึ่งนอนอยู่ไทย) ได้เห็นภาพนี้ไปพร้อมกัน สิ้นความคิดผมหยิบมือถือขึ้นมาแล้วกดวิดีโอคอลหาแม่ในทันที และเมื่อได้เห็นภาพบาร์เซโลน่าผ่านหน้าจอวิดีโอคอล แม่ก็ยังต้องร้องว้าวให้กับบรรยากาศที่ผมได้เจอนี้เช่นกัน



แต่นั่นยังไม่พอ ผมยังต้องวิดีโอคอลหาเพื่อนสนิทของผมอีกคนหนึ่งเพื่อแชร์ช่วงเวลาที่ประทับใจนี้ไปด้วยกัน เราทั้งคู่พูดคุยกันจนผมรู้สึกได้ถึงความร้อนของฝาหลังโทรศัพท์ แต่ด้วยภาพที่สวยราวกับอยู่บนสรวงสวรรค์ และบทสนทนาที่เพลิดเพลิน ผมปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินต่อไป จนในที่สุด สายวิดีโอคอลจึงตัดลง และมือถือก็ดับสนิทไป



“เอ้าเห้ย แบตหมด” ผมอุทานออกมาเบา ๆ



นั่นแหละครับ ความสวยของทิวทัศน์เมืองบาร์เซโลน่านั้น ถึงขนาดที่มีพลังอานุภาพทำให้แบตเตอร์รี่ในโทรศัพท์ผมหมดสนิท เพราะนอกจากจะวิดีโอคอลแล้ว ผมก็เก็บฟุตเทจวิดีโอต่าง ๆ ไว้อีกเพียบ ประหนึ่งว่าผมจะไม่มีโอกาสได้เห็นภาพที่สวยขนาดนี้ที่ไหนอีกแล้ว



“ไม่เป็นไร ยังมีพาวเวอร์แบงค์” ผมบอกกับตัวเองด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มเล็ก ๆ



ผมหยิบอุปกรณ์กู้ชีพมือถือของผมขึ้นมาจากกระเป๋าคาดอกใบเล็ก รวมทั้งสายชาร์จที่ผมพกติดตัวเอาไว้ใช้ในยามจำเป็นฉุกเฉิน และเมื่อทุกอย่างพร้อม ผมกดปุ่มเปิดโทรศัพท์ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ทุกอย่างดูเหมือนจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยรวดเร็ว จนกระทั่งผมปัดหน้าจอเพื่อทำการใส่รหัสผ่านเข้าใช้งานเครื่อง ...



“Please enter your SIM PIN” 
หน้าจอมือถือโชว์ข้อความที่ผมไม่คุ้นชิน



“อะไรวะ”
 
ผมถามตัวเองในใจ เพราะปกติเวลาเปิดเครื่องขึ้นมาก็ให้ใส่รหัสผ่านเป็นอย่างแรก ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนเลย ...



นึกไปนึกมา ก็คิดขึ้นได้ว่า Sim Pin คือรหัสซิมที่ผมเห็นอยู่ในแผ่นซิมใบใหญ่ ๆ ที่ซื้อมาเมื่อคืนนั้นนั่นเอง มันคือรหัสปลดล็อคการใช้งานซิม ซึ่งในประเทศสเปนนั้นจะไม่เหมือนไทยหรืออังกฤษที่แค่เอาซิมใส่เข้าไปในตัวเครื่องแล้วจะสามารถใช้งานได้เลย ที่นี่ต้องมีการกรอกรหัส Sim Pin ก่อนเมื่อเปิดใช้งานซิมครั้งแรก หรือเมื่อเปิดเครื่องใหม่ (อันนี้รู้ทีหลัง)



“เวรละ ทิ้งไว้โฮสเทลนี่หว่า” ผมอุทานในใจ



ตอนนี้เหลือทางเลือกให้ผมสองทาง คือ รีบกลับไปโฮสเทลซะ หรือ จะอยู่ที่นี่ต่อแบบไม่มีอินเตอร์เน็ต ซึ่งทั้งสองสิ่งสร้างความลำบากใจให้ผมทั้งคู่ เพราะอินเตอร์เน็ตก็ขาดไม่ได้ แต่ถ้าจะให้ทิ้งภาพอันแสนสวยข้างหน้า ผมก็ไม่อยากทำ



“อยู่ต่อเถอะ อีกเดี๋ยวตะวันก็ตกดินแล้ว” หัวใจผมเรียกร้อง



ท้ายที่สุด ผมก็เลือกทำตามสิ่งที่หัวใจสั่ง หากชีวิตจะขาดการติดต่อไปสักพักคงมันคงไม่เป็นไร เพราะบางทีนี่อาจเป็นของรางวัลจากพระเจ้า ของสิ่งนั้นไม่ใช่ภาพที่อยู่ตรงหน้า แต่เป็นการได้อยู่กับตัวเอง อยู่รับฟังเสียงหัวใจของตัวเอง



ตอนนั้น แม้จะมีผู้คนมากมายอยู่รายล้อม แต่ผมกลับไม่ได้ยินเสียงใคร เป็นช่วงเวลาที่ผมมีสมาธิมากมาย ให้ใจได้คิดถึงตัวเอง



...เรามาที่นี่เพราะใคร?



...เราจำเป็นต้องมีเขาหรือเปล่า?



...เรามีความสุขเพียงใด?



...เราเสียใจไปทำไม?



ขอบคุณทุก ๆ สถานการณ์ที่ผ่านมา ขอบคุณทุกสิ่งที่นำพาให้ผมมาอยู่ตรงนี้



แม้วันนี้ ผมอาจจะเดินหลงทาง แต่ในทางที่หลงมานั้น ทำให้ผมได้ยินและรับฟัง “เสียงหัวใจ” ของตัวเอง

SHARE
Written in this book
Teenage Dream
Life and love experience as a post grad student in the U.K.

Comments