บ้านริมน้ำหลังนั้น

กลางค่ำกลางคืนอย่าออกไปไหนส่งเด็ด แล้วจำไว้นะ ห้ามปิดไฟเด็ดขาด

  "เห้ย สรุปเราจะไปเก็บข้อมูลงานครูนวลที่อัมพวาใช่ปะ" นาย นักเรียนหัวหอกผู้ที่เรียนเก่งที่สุดในกลุ่มถามเพื่อน ๆ ที่ตอนนี้กำลังวุ่นวายกับเกมและโทรศัพท์ ต่างคนต่างก้มหน้าก้มตา ใจจดใจจ่อกับหน้าจอนั้นโดยที่ไม่สนใจเลยว่านายกำลังพูดอะไรอยู่ นายส่ายหัวด้วยความเบื่อหน่ายเมื่อเห็นพฤติกรรมของเพื่อนรักแต่ะคนของเขา นายจึงหันไปหยิบเลคเชอร์ที่เขาจดไว้เกี่ยวกับรายละเอียดงานกลุ่มที่ครูได้มอบหมายให้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพราะวิชาต่อไปที่เขาจะต้องเรียนก็คือวิชาของครูนวลที่ในวันนี้เขาคงต้องเป็นตัวแทนกลุ่ม (เพียงคนเดียว) ในการนำเสนอความคืบหน้าถึงแหล่งท่องเที่ยวที่กลุ่มเขาเลือกที่จะไปเก็บข้อมูลในสุดสัปดาห์นี้ งานที่ว่านี่ก็คือ การไปหาข้อมูลของแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญด้วยการสัมภาษณ์นักท่องเที่ยวที่มาจากทั่วทุกมุมโลก ลำพังพูดภาษาไทยยังจะไม่รอดเลย นี่ต้องไปสัมภาษณ์ภาษาฝรั่งอีก และดูจากสมาชิกของกลุ่มเขาแต่ละคนแล้ว ซึ่งเป็นศูนย์รวมตัวเก๋าของระดับชั้น เขาไม่อยากจะคิดถึงสภาพของงานกลุ่มที่จะออกมาเลย นายได้แต่ถอนหายใจและวางสมุดเลคเชอร์ลง ก่อนที่มีนา นักเรียนหญิงอีกคนที่เสมือนเป็นหัวหน้ากลุ่มจะบอกขึ้นมาว่า "ก็เออไง ไปที่อัมพวานี่แหละ บ้านเกิดครูนวลไม่ใช่หรอ สงสัยเค้าคงไม่รู้จักบ้านตัวเอง เราก็ไปหาข้อมูลที่บ้านเค้าเลย เผื่อเค้าจะได้เทคะแนนให้เยอะ ๆ" เมื่อนายได้ฟังเหตุผลของมีนาแล้ว ก็ถึงกับต้องส่ายหัวอีกครั้ง  ก่อนที่จะมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากข้างหลังเขา "เบื่อโว้ย สั่งงานอะไรเยอะแยะนักหนา วิชาสองหน่วย สั่งงานอย่างกับ สองหมื่น" เสียงบ่นโวยวายของโย หัวโจกจอมเก๋าของห้อง เก๋าในเรื่องไหนคงไม่ต้องพูดถึง นอกจากเรียนไม่เด่นเล่นไม่ดีแล้ว ยังมีคดีให้เข้าห้องกิจการนักเรียนไม่เว้นแต่ละวัน โยหารู้ไม่ว่ากำลังจะถูกจับเข้าห้องกิจอีกครั้งเพราะเสียงบ่นของตัวเองนั่นแหละ เมื่อครูนวลอนงค์ หรือเจ้าของงานวิชาที่เขาเอ่ยถึงเมื่อสักครู่ ได้มายืนอยู่ข้างหลังเขาได้สักพักทั้งที่เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
    ปัง ปัง ปัง ! เสียงไม้เรียวยาวฟาดลงกับโต๊ะซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของครูนวลอนงค์ หนึ่งในครูซึ่งเป็นผู้ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความดุที่สุดในโรงเรียน ไอ้โยที่ว่าปากดีแค่ไหนเมื่อเห็นครูนวลอนงค์ยืนถือไม้เรียวอยู่หน้าห้อง ต้องรีบลงจากโต๊ะนักเรียนที่ห้อมล้อมไปด้วยลูกสมุน ลงมานั่งบนเก้าอี้ทันทีโดยที่ไม่ต้องออกคำสั่งใด ๆ 
  ทั้งห้องเงียบกริบภายในเวลาไม่กี่วินาที เมื่อเห็นว่านักเรียนในห้องสงบลงแล้ว ครูนวลอนงค์จึงได้หันไปทางประตูทางเข้าห้อง แล้วพูดออกคำสั่งกับใครบางคนที่คงมายืนรออยู่ที่หน้าห้องได้สักพักแล้ว
   "นักเรียน เข้ามายืนตรงนี้" สิ้นเสียงครูนวลอนงค์ นักเรียนทั้งชั้นก็หันมองตามไปที่ประตูทางเข้าห้องเรียน เสียงเดินเท้าของนักเรียนหญิงคนหนึ่ง ซึ่งไม่เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตามาก่อน ใบหน้าสวยคม รูปร่างสูงโปร่ง ผมยาวสวยของเธอถูกรวบตึงไว้ด้านหลังพร้อมกับติดโบว์สีน้ำเงิน กระโปรงยาวคลุมเข่า ถือกระเป๋าที่มีตราสัญลักษณ์ของโรงเรียน ดูแล้วถูกระเบียบของโรงเรียนถูกประการ เธอคนนั้นเดินเข้ามาตามทางแล้วหยุดในตำแหน่งที่ครูนวลอนงค์ชี้นิ้วบอกให้เธอหยุดพอดีเป๊ะ เธอยืนนิ่ง หันหน้าไปทางเพื่อนร่วมชั้นนับสิบที่กำลังจดจ้องมาที่เธอ แต่เธอก็ไม่มีท่าทีว่าจะตื่นกลัวแต่อย่างใด ดูจากแววตาที่เรียบและสีหน้าที่นิ่งเฉย เธอน่าจะเคยชินกับการที่ต้องย้ายโรงเรียนมาหลายครั้งแล้ว
  "ขนาดเดินเข้าห้อง ยังหยุดตรงที่ครูสั่งเป้ะเลย อะไรจะเป้ะขนาดนั้นวะ" เจมส์หันไปกระซิบข้างหูโยที่กำลังจ้องไปที่ว่าที่เพื่อนร่วมชั้นคนใหม่อย่างไม่ละสายตา เขาสงสัยว่าทำไมเด็กใหม่คนนี้ถึงเลือกที่จะมาเรียนห้อง C แทนที่จะไปเรียนในห้อง A หรือห้อง B ที่มีแต่เด็กเทพ ๆ เรียนอยู่ อีกทั้งน่าแปลกที่จู่ ๆ เด็กใหม่คนนี้ย้ายเข้ามากลางเทอม 2 ทั้ง ๆ ที่โรงเรียนแห่งนี้ไม่มีนโยบายรับเด็กใหม่กลางเทอมแบบนี้
  "นับจากนี้ไป แพรวา จะเป็นเพื่อนเรียนร่วมชั้นกับเธอทุกคน แพรเค้าเพิ่งย้ายกลับมาจากต่างประเทศ ยังไงครูก็ฝากให้พวกเธอดูแลเพื่อนด้วยละกันนะ ทุกคนเคยต้องย้ายห้อง ย้ายโรงเรียนมาก่อน หวังว่าจะเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนดี เพราะฉะนั้น อย่าให้ครูได้ยินว่าใครกลั่นแกล้งเพื่อน ไม่เช่นนั้น เรื่องถึงห้องกิจแน่" ครูนวลอนงค์ปิดท้ายด้วยคำขู่ดุ ๆ โดยเน้นสายตามาทางโยและผองเพื่อน ก่อนที่จะกันมาบอกกับแพรวา นักเรียนใหม่ที่ตอนนี้ยังคนยืนนิ่งเงียบอยู่หน้าชั้น "แพรวา แนะนำตัวกับเพื่อนหน่อยสิ เพื่อนเค้าจะได้รู้จัก" แพรวาพยักหน้ารับ แล้วจึงเอ่ยปากพูดเป็นครั้งแรกตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้องเรียน "สวัสดี เราขื่อแพรวา อัศวกิจ ยินดีที่ได้รู้จัก" สิ้นเสียงของเธอ เธอก็กลับนิ่งเฉยเหมือนเดิม เริ่มมีเสียงซุบซิบของนักเรียนในห้องที่คิดว่าเธอน่าจะพูดอะไรยาวกว่านี้สักนิด เหมือนกับนักเรียนคนอื่น ๆ ที่เวลาเข้ามาใหม่จะต้องมีการฝากเนื้อฝากตัว แต่แพรวาคงจะตื่นเต้น เลยพูดไม่ออกก็ได้ นวลอนงค์เมื่อเห็นดังนั้นก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เลยให้แพรวาไปหาที่นั่งว่าง ก่อนที่เธอจะหันหลังไปเพื่อจัดเตรียมการเรียนการสอนที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ในระหว่างที่ครูนวลอนงค์กำลังง่วนกับการเตรียมการสอนอยู่นั้น โยและผองเพื่อนต่างจับจ้องมาที่แพรวา เพื่อนร่วมชั้นคนใหม่อย่างไม่ละสายตา เพื่อที่จะหาโอกาสในการทักทายเพื่อนใหม่เป็นการต้อนรับเล็กน้อย เจมส์ เพื่อนเกลอของโยพยายามยื่นขาออกมาสกัดแพรวาเพื่อให้เธอสะดุด แต่ทว่า แพรวาดันก้าวข้ามขาของเจมส์ไปอย่างง่ายดาย ทั้งที่เขาพยายามยื่นมาให้ใกล้เธอที่สุดแล้วในจังหวะที่คิดว่า ไม่ว่ายังไงเธอก็หลบไม่ทันแน่ ๆ  เรื่องการแกล้งเพื่อนนี่ถือว่าเป็นงานถนัดสำหรับเจมส์ ที่ผ่านมาเขาไม่เคยพลาด แต่เมื่อกี้แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังงเลยว่า แพรวาหลบขาเขาทันได้อย่างไร และในตอนนี้ แพรวาก็หยุดเดิน แล้วหันกลับมามองที่เขาและกลุ่มเพื่อน ราวกับจะรู้ว่า เขาคงเจอเพื่อนใหม่ทักทายกลับบ้างแล้ว  "เอ่อ สวัสดี เราชื่อเจมส์นะ นี่ ๆ โยเพื่อนเรา ส่วนคนนี้ก็ไอ้นาย จีน มีนา" เจมส์แก้เก้อด้วยการทำทีเป็นแนะนำเพื่อนใหม่ที่นั่งอยู่แถวเดียวกัน ทุกคนส่งยิ้มให้แพรวาอย่างเป็นมิตร ยกเว้นโยที่ยังคงวางสีหน้านิ่งเฉย ตามประสาจอมเก๋าเจ้าพ่อในโรงเรียนนี้
"อ้าว แพรวา ได้ที่นั่งรึยังล่ะ เร็ว ๆ เข้าสิจะได้เรียนกันเสียที สายแล้วนะ" เสียงครูนวลอนงค์ถามขึ้นหลังจากที่หันมาเห็นว่าแพรวานั้นยังยืนอยู่ แพรวาไม่ตอบอะไร ได้แต่เดินไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงโต๊ะของจิ๊บ ที่ข้าง ๆ เธอไม่มีใครนั่งมานานแล้วหลังจากที่แนนเพื่อนสนิทของเธอย้ายออกไป แพรวาหยุดอยู่ตรงโต๊ะของจิ๊บ พร้อมกับหันมาจ้องดูที่ใบหน้าสวยหวานแต่ดูเหมือนจะซ่อนความเศร้าอะไรบางอย่างเอาไว้
"เราขอนั่งตรงนี้นะ" แพรวายังยืนนิ่งรอคำตอบจากจิ๊บ
"อ่อ ได้สิ นั่งเลย" เมื่อจิ๊บอนุญาต แพรวาจึงวางกระเป๋า และนั่งลงตรงข้างจิ๊บนั่นเอง ทั้งห้องรู้สึกแปลกใจที่แพรวาเลือกที่จะนั่งกับจิ๊บ เพราะตั้งแต่แนนย้ายออกไป จิ๊บก็กลายเป็นเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูดจาสุงสิงกับใคร แต่ก็ดีแล้ว แพรวาอาจจะเป็นเพื่อนสนิทคนใหม่ ทำให้จิ๊บกลับมาเป็นคนเดิมก็ได้
  หลังจากที่เรียนไปจนจบวิชาของครูนวลอนงค์ ก่อนจะหมดคาบ ครูนวลก็ได้หันมาบอกกับกลุ่มของโยและเพื่อน "อ้อ งานกลุ่มในวิชาครู กลุ่มของโยธกานต์ยังขาดคนอีกหนึ่งคนไม่ใช่หรือ ช่วยรับแพรวาเข้ากลุ่มด้วยนะ จะได้ครบหกคนพอดี" ว่าแล้วครูนวลอนงค์ก็รีบเดินออกจากห้องไป เพราะเธอสอนเลยเวลามาเกือบห้านาทีแล้ว
"โห่ อะไรวะ ทำไมต้องมาอยู่กลุ่มกูด้วยเนี่ย แม่ง ภาระว่ะ" โยบ่นขึ้นเสียงดังจงใจจะให้แพรวาได้ยิน 
"นี่เธอ ชื่ออะไรนะ แพรอะไรน่ะ อยากจะย้ายไปอยู่กลุ่มอื่นก็ได้นะ จริง ๆ กลุ่มเรามีคนครบแล้ว ไม่อยากรับใครเพิ่ม เดี๋ยวจะเป็นภาระ" ไอ้โยหัวโจกยังคงโจมตีเพื่อนใหม่อย่างไม่หยุดหย่อน จนกระทั่งจีน นักเรียนหญิงอีกคนที่เป็นเพื่อนร่วมงานกลุ่มเดียวกันกับโยและแพรวา ต้องหันกลับมาโต้ตอบด้วยความรำคาญ "ใครกันแน่ที่เป็นภาระวะ พวกมึงแม่งไม่เห็นช่วยกูทำอะไรสักอย่าง ยังจะมาปากดีอีก ไม่ต้องสนใจหรอกแพรวา หมามันเห่า" จีนหันมาส่งยิ้มให้แพรวา แพรวาได้แต่ยิ้มตอบเป็นการแทนคำขอบคุณ
    หลังจากเรียนเสร็จแล้ว ทั้งหกคนจึงได้มานัดหมายกันเกี่ยวกับเรื่องการไปเก็บข้อมูลรายงานวิชาครูนวลอนงค์ที่อัมพวาในวันพรุ่งนี้เช้าซึ่งเป็นวันเสาร์ และต้องไปพักค้าง 1 คืน นาย ผู้นำของกลุ่มและเป็นผู้ที่เป็นตัวตั้งตัวตีให้ไปเก็บข้อมูลที่อัมพวา ได้บอกว่า เขานั้นได้จองบ้านพักไว้หลังหนึ่ง สวยมาก เป็นบ้านของเพื่อนแม่เขาอีกที อยู่ติดริมแม่น้ำแม่กลอง ทุกคนเมื่อได้ยินก็ตื่นเต้น อยากจะให้ถึงวันพรุ่งนี้เร็ว ๆ ส่วนใหญ่นักเรียนกลุ่มนี้สนิทกันเกือบทุกคนเพราะเป็นเพื่อนเรียนกันมาตั้งแต่สมัยม.ต้น จึงไม่แปลกที่เวลาอาจารย์สั่งงานอะไรก็แล้วแต่ทุกคนจึงเลือกไปทำงานที่ต่างจังหวัดและได้ถือว่าเป็นการพักผ่อนไปในตัวด้วย แต่ครั้งนี้ กลุ่มนี้มีสมาชิกใหม่เพิ่มอีกคนหนึ่งนั่นก็คือแพรวานั่นเอง ตลอดการประชุมนัดหมาย ทุกคนต่างเสนอความคิดเห็นหมด ยกเว้นแพรวาที่ได้แต่นิ่งเงียบ และเป็นผู้ฟังโดยที่ไม่เสนอความเห็นใด ๆ เลย
"แล้วเธอน่ะ จะไหวร้อ ไปกับพวกฉันจะมาอิดออดเป็นคุณหนูไม่ได้นะ เปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันนะหนู" โยพูดแซวแพรวาเพราะไม่เห็นเธอพูดอะไรเลยตั้งแต่ที่เริ่มประชุมกัน แต่แพรวาก็ยังคงนิ่ง โยจึงพูดขึ้นมาอีก "บ้านที่จะไปพักเนี่ย ได้ข่าวมาว่าผีดุนะ" เมื่อโยพูดจบ ทั้งกลุ่มก็เงียบลงทันที ทุกสายตาจับจ้องไปที่นาย ผู้ที่เป็นคนเลือกบ้านพักในครั้งนี้ นายจึงรีบบ่ายเบี่ยง "ผีเผออะไร ไม่มีหรอก ไร้สาระมึงอะ ไปๆๆ แยกย้ายกันกลับได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องไปแต่เช้า อย่าไปเช่ือมันมากแพร ไอ้นี่มันบ้า" นายหันมาพูดปลอบแพรวาโดยที่ไม่ทันเห็นสีหน้าของไอ้โยที่ไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นักเมื่อไม่มีคนเข้าข้าง จากนั้นทุกคนจึงแยกย้ายกันกลับและนัดพบกันในวันพรุ่งนี้เช้า
    ระหว่างทางเดินออกจากโรงเรียน มีนาและจีนรีบวิ่งตามแพรวาออกมา เมื่อรู้ว่าแพรวาพักอยู่แถว ๆ ที่เดียวกับเธอ จึงอาสาเดินกลับไปส่งแพรวาที่พัก พร้อมกับเดินคุยไปเรื่อย ๆ ทั้งสามคนคุยเรื่องต่าง ๆ มากมาย ส่วนใหญ่แล้วเป็นเรื่องของแพรวา ทั้งจีนและมีนาอยากรู้ว่าเธอย้ายมาจากไหน แล้วทำไมถึงต้องย้านมากลางคันแบบนี้ แพรวาว่าเธอเพิ่งย้ายมาจากไต้หวัน ส่วนครอบครัวของเธอคนอื่นต่างก็แยกย้ายไปทำงานตามทวีปต่าง ๆ ซึ่งอยู่ไกลกันมาก ฟังดูแล้วมีนากับจีนก็แปลกใจเล็กน้อย ว่าทำไมครอบครัวของแพรวาถึงกล้าปล่อยให้เธอมาใช้ชีวิตที่กรุงเทพตัวคนเดียวแบบนี้  ส่วนเรื่องสาเหตุที่ต้องย้ายมากลางเทอม แพรวาไม่ขอตอบ บอกว่าไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ทั้งสองคนจึงไม่ได้ซักไซร้อะไร คิดว่าเธอน่าจะมีปัญหาอะไรสักอย่างที่ไม่อยากเล่าให้ใครฟังก็ได้ จนกระทั่งเมื่อเดินมาถึงที่พักของแพรวา ทั้งสามคนจึงกล่าวลากัน ก่อนจะแยกย้าย จีนได้เตือนแพรวาถึงการนัดหมายในการไปเก็บข้อมูลงานกลุ่มของครูนวลอนงค์ในวันพรุ่งนี้ แพรวาพยักหน้ารับแล้วเดินกลับขึ้นห้องไป
  เช้าวันต่อมา สมาชิกกลุ่มทั้ง 6 คนอยู่พร้อมหน้า ทั้งโย เจมส์ นาย จีน มีนา และแพรวา สมาชิกใหม่ที่มาถึงตามเวลานัดพอดิบพอดี ทั้ง 6 คนออกเดินทางไปยังอ.อัมพวา จ.สมุทรสงครามซึ่งเป็นที่ที่พวกเขาจะต้องไปเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ในรายงานของครูนวลอนงค์นั่นแหละ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึงที่หมาย เมื่อถึงที่พัก ทั้ง 6 คนได้แต่ยืนนิ่งอยู่หน้าบ้านพักของพวกเขา เมื่อได้เห็นบ้านพักของตัวเองที่จะต้องนอนพักในค่ำคืนนี้ มันเป็นบ้านไม้สองชั้นหลังหนึ่งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลองอย่างที่นายบอก แต่ทว่า สภาพของบ้านนั้นดูจะเก่ากว่าที่พวกเขาคิดเอาไว้ค่อนข้างมาก ดูจากประตูไม้ที่ถูกล้อคด้วยกุญแจที่สนิมกินไปเกือบครึ่งดอก บ่งบอกชัดเจนว่าบ้านนี้คงไม่ค่อยได้ต้อนรับแขกบ่อย ๆ แน่
"ไอ้นาย ไหนมึงว่าบ้านใหม่ไง ยังไงวะเนี่ย เก่าชิบหาย จะนอนกันยังไง" โยพูดขึ้นอย่างหัวเสียเมื่อได้เห็นสภาพบ้านพักที่พวกเขาต้องนอนพักกันในคืนนี้ เจมส์ที่อยู่ข้าง ๆ กันหันซ้ายหันขวาราวกับจะหาดูว่าแถวนี้มีบ้านพักหลังอื่นอีกไหม
"เหลือหลังเดียวแล้วหนู ที่อื่นเต็มหมด" เป็นเสียงของป้าผู้หญิงคนหนึ่งพูดขึ้นราวกับได้ยินเสียงความคิดในหัวของเจมส์ ป้ามาตั้งแต่ตอนไหนไม่มีใครรู้ เธอสวมเสื้อคอกระเช้าและนุ่งผ้าซิ่น ดูแล้วน่าจะเป็นคนท้องถิ่น เจมส์สะดุ้งเฮือกเมื่อมืออันเย็บเฉียบของป้าคนนั้นจับที่แขนของเขาเอาไว้
"อะ อีหนู นี่กุญแจ" ป้าคนนั้นพูดขึ้นพร้อมกับยื่นกุญแจบ้านพักให้ เจมส์รู้สึกขนลุกเมื่อป้าคนนั้นสัมผัสตัวเขา จึงรีบรับกุญแจมาไว้กับตัวเพื่อที่ป้าจะได้รีบปล่อยมือเขาเร็ว ๆ 
"ก่อนจะนอน ไหว้เจ้าที่เจ้าทางกันด้วยล่ะ แล้วอีกอย่าง กลางค่ำกลางคืนอย่าได้ออกไปไหนมาไหนส่งเด็ด ที่นี่งูเยอะ อันตราย" ป้ากำชับกับทุกคนแต่กลับยิ่งบีบแขนเจมส์หนักขึ้นไปเหมือนกับเป็นการเน้นว่าสิ่งที่ป้าพูดนั้นสำคัญขนาดไหน ทุกคนพยักหน้ารับก่อนที่ป้าจะปล่อยมือเจมส์ออก แล้วเดินจากไปในทันที ทุกคนได้แต่ยืนอ้ำอึ้งกันอยู่หน้าบ้านอยู่สักพัก ในหนึ่งก็อยากจะเปลี่ยนที่พัก แต่นี่มันก็ใกล้จะบ่ายแล้ว ถ้ามัวแต่ไปหาที่ใหม่ก็คงไม่ได้ทำงานกันพอดี เมื่อตกลงกันว่าจะพักที่นี่ เจมส์ผู้ถือกุญแจจึงเดินนำเข้าไปไขกุญแจหน้าบ้าน กว่าจะไขกุญแจได้ก็ต้องใช้แรงเยอะอยู่ หลังจากเปิดบ้านเสร็จเรียบร้อย ทั้ง 6 คน จึงทยอยเข้าไปในบ้านพัก แต่เมื่อเข้ามาภายในบ้าน ทั้งหมดก็พบว่าสภาพภายในบ้านไม่ได้ดูแย่อย่างที่คิดไว้ ภายในดูสะอาดสะอ้านมีการตกแต่งไว้อย่างสวยงาม ข้าวของทุกอย่างถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ทุกคนเดินสำรวจรอบตัวบ้าน เปิดหน้าต่างและประตูเพื่อระบายให้อากาศถ่ายเทและต้อนรับลมเย็น ๆ ที่พัดผ่านมาตามแม่น้ำ
"อ้าว เปิดไม่ติด" เจมส์พูดขึ้นพร้อมกับกดเปิดไฟในห้องน้ำ แต่กดเท่าไหร่ก็ไม่มีทีท่าว่าไฟจะติดขึ้นมา จีนเดินมาดูช่วยกดอีกแรง แต่ก็เหมือนเดิม "ไม่เป็นไรหรอกมึง คืนเดียว เดี๋ยวตอนออกไปกินข้าวแวะซื้อเทียน ไฟฉายติดมาหน่อยแล้วกัน" จีนพูดจบแล้วเดินเอากระเป็าไปเก็บไว้บนห้องชั้นสอง  แต่เมื่อทุกคนขึ้นมาถึงชั้นสองของตัวบ้านก็ต้องตะลึงกันทั้งกลุ่ม เมื่อเห็นเสาตกน้ำมันต้นหนึ่งตั้งอยู่กลางบ้าน รอบ ๆ เสามีพวงมาลัยและร่องรอยของการบูชาด้วยขวดน้ำ รวมถึงหุ่นนางรำต่าง ๆ วางไว้โดยรอบ เมื่อนายเห็นดังนั้นจึงรีบกระซิบบอกกับเจมส์ ที่ยังยืนอึ้งอยู่เช่นกัน
"กูว่าเพราะเหตุนี้แหละ ถึงไม่ค่อยมีใครมาพักบ้านหลังนี้" นายบอกกับเจมส์แล้วก็มองไปรอบ ๆ บ้านอย่างหวั่นใจ เพราะเขาเองเป็นตัวตั้งตัวตีที่จะมาพักบ้านหลังนี้ 
"เป็นไงล่ะมึง ทำไมไม่ดูให้ดีก่อนวะ นี่ถ้ากูถูกผีในเสานี่หลอกตายห่าไปทำไงเนี่ย" โยหัวโจกเจ้าเดิมพูดขึ้นอย่างหัวเสีย ก่อนที่นายจะพูดแย้งขึ้นมา "ก็เค้าไม่ได้บอกกูหนิว่ามีเสาตกน้ำมันในบ้าน ถ้ากููรู้ก่อน กูจะมาที่นี่หรอ" นายเองก็รู้สึกโมโหอยู่เหมือนกัน แทนที่จะช่วยกันกลับมาทำให้กลัวมากขึ้นไปอีก จีนซึ่งเห็นท่าไม่ค่อยดีกลัวว่าทั้งสองคนจะทะเลาะกัน จึงเข้ามาไกล่เกลี่ยพร้อมกับไล่ให้โยลงไปข้างล่าง ก่อนที่จะหันมาพูดกับทุกคนที่เหลือ "กูว่าเดี๋ยวเราไหว้เจ้าที่ตามที่ป้าคนนั้นเค้าบอกก่อนละกัน แล้วก็หลังจากกลับมาจากเก็บข้อมูล ค่อยซื้อพวงมาลัยมาไหว้อีกที ตอนนี้บอกปากเปล่าไปก่อน" พูดจบจีนก็นั่งชันเข่าลงที่บริเวณหน้าเสาต้นนั้น พนมมือสวดมนต์พึมพำ ทุกคนที่เหลือจึงทำตาม ยกเว้นแพรวาที่ยังคงยืนจ้องเสาต้นนั้นอย่างไม่ละสายตา
"แพร ทำไมไม่นั่งลง" มีนาถามขึ้นเมื่อเห็นแพรวายืนจ้องเสาอยู่ แพรวาหันมาตามเสียงของมีนา มองทุกคนที่กำลังยกมือไหว้เสาตกน้ำมันอย่างฉงน ก่อนที่จะนั่งคุกเข่าลงและยกมือไหว้ตามด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ เมื่อมีนาเห็นดังนั้นจึงกระซิบบอกกับแพรวา "บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง ว่าขออนุญาตมาพักที่นี่สักคืน เป็นความเชืื่อของคนไทยน่ะ" เมื่อแพรวาได้ยินดังนั้นก็ถึงกับบางอ้อ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมานอกจากยกมือไหว้และจ้องไปที่เสาต้นนั้น มีนาจึงคิดว่าเธอคงอธิษฐานในใจมั้งจึงไม่ได้ว่าอะไร หลังจากที่ทุกคนไหว้เจ้าที่เจ้าทางเสร็จแล้ว จึงพากันลงมาชั้นล่าง ซึ่งก็พบกับโยที่นั่งอยู่ตรงระเบียงริมนำ้ด้วยสีหน้าบึ้งตึง "โย กูว่า มึงขึ้นไปไหว้เจ้าที่หน่อยก็ดีนะ พวกกูไหว้กันหมดแล้วเหลือมึงคนเดียวเนี่ย" จีนเดินเข้ามาบอกกับโย แต่ไม่ทันที่จีนจะพูดจบ โยก็ลุกขึ้นและเดินออกไปจากบริเวณนั้นทันที "ไร้สาระ" โยทิ้งท้ายไว้ก่อนที่จะเดินออกจากบ้านไป
 เมื่อจัดของเข้าที่เรียบร้อยแล้ว ทั้ง 6 คนก็เตรียมออกไปเก็บข้อมูลที่บริเวณตลาดน้ำอัมพวา รวมถึงสถานที่สำคัญต่าง ๆ กว่าจะได้ข้อมูลครบก็ใช้เวลาไปเกือบหมดวัน เมื่อถึงเวลาเย็น ทุกคนจึงชวนกันมาทานอาหารที่ร้านแห่งหนึ่งบริเวณใกล้ ๆ บ้านพัก เมื่ออาหารมาถึงโต๊ะทุกคนก็รีบกินอย่างหิวกระหาย เมื่ออิ่มหนำสำราญเป็นที่เรียบร้อย ทุกคนก็ช่วยกันสรุปข้อมูลที่ได้มาในวันนี้ และก่อนที่จะวางแผนการทำงานต่อในวันพรุ่งนี้ เจมส์ก็ได้ถามขึ้นมา "เออ แพรวา เธอนี่พูดได้หลายภาษาเนอะ ตอนที่สัมภาษณ์นักท่องเที่ยวเราเห็นเธอพูดได้หมดเลยทั้งไทย จีน ญี่ปุ่น อังกฤษ นี่เธอพูดภาษาอะไรได้อีกมั้ยเนี่ย" 
"เราก็พูดได้ทุกภาษานั่นแหละ" แพรวาหันมาตอบเจมส์ เมื่อได้ยินดังนั้นทั้งกลุ่มถึงกับร้องว้าว เมื่อรู้ว่าแพรวาพูดได้หลายภาษา ก็ตอนไปสัมภาษณ์นักท่องเที่ยวก็ได้แพรวาเนี่ยแหละในการพูดคุยกับนักท่องเที่ยวได้หลายเชื้อชาติ ทำให้ได้ข้อมูลที่หลากหลายมากขึ้นและเป็นประโยชน์ในการทำรายงานอย่างมาก แพรวาใช้ภาษาต่าง ๆ ได้ดีมากไม่ว่าเธอจะสื่อสารด้วยภาษาไหน ทำให้ทุกคนตะลึงมากไม่คิดว่าอยู่ดี ๆ ครูนวลอนงค์จะประทานนางฟ้ามาให้กลุ่มพวกเขาที่เป็นกลุ่มเกือบจะล่อแล่ที่สุดในห้อง
"สงสัยพูดได้หมด ยกเว้นภาษาคนล่ะมั้ง" โยเจ้าเดิมพูดขึ้นมาทำให้บรรยากาศบนโต๊ะเปลี่ยนไปในทันที มีนาหันมาค้อนใส่โยโดยที่ไม่ได้ทันสังเกตสีหน้าของแพรวาที่ไม่ค่อยสู้ดีนักเมื่อได้ยินโยพูดดังนั้น "ก็เราไม่เห็นเธอพูดหรือเคยบอกเล่าอะไรเกี่ยวกับตัวเธอเลย ถ้าเราไม่ถาม เธอก็ไม่พูด เธอนี่ ไม่รู้สึกว่าตัวเองแปลกบ้างหรอ" โยถามขึ้นด้วยสีหน้ายั่วโมโห ก่อนที่จะพูดขึ้นอีกว่า "เอ้ะ หรือว่า เธอไม่ใช่คน ฮ่าๆ" โยพูดขึ้นพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง พร้อมกับเจมส์คู่หูที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กันก็หัวเราะขึ้นมาด้วย แพรวาไม่ตอบอะไรแต่ลุกขึ้นออกจากโต๊ะไปทันที มีนาและนายรีบลุกตามแพรวาไปก่อนที่จีนจะหันมาพูดใส่กับโยและเจมส์ "ต่อให้แพรวาไม่ใช่คน เขาก็ยังมีประโยชน์กว่ามึงก็แล้วกัน" จีนพูดขึ้นพร้อมกับลุกตามไป ทำให้โยและเจมส์ต้องหยุดหัวเราะด้วยสีหน้าเจื่อน ๆ ลงในทันที
    เมื่อได้เวลา ทุกคนจึงเดินทางกลับเข้าที่พัก ระหว่างทางกลับที่พักนั้นมีเสียงหมาหอนมาเป็นระยะ ทุกคนรู้สึกขนลุกจึงรีบเดินให้เร็วขึ้นเพื่อที่จะได้ถึงบ้านพักเร็ว ๆ  เมื่อถึงบ้านพักแล้ว เจมส์ก็เดินไปลองเปิดไฟในห้องน้ำอีกครั้งเพราะเข้าต้องการจะเข้าห้องน้ำ แต่เมื่อลองกดเปิดไฟ เขาก็ต้องประหลาดใจ  "อ้าว ติดแล้วหรอวะ" เจมส์พูดขึ้นด้วยความงุนงง เพราะตอนก่อนออกจากบ้านเขาก็พยายามเปิดไฟอยู่หลายครั้ง แต่ทำอย่างไรก็ไม่ติด แต่คราวนี้แค่กดสวิทครั้งเดียวไฟก็ติดอย่างง่ายดาย "สงสัยเค้าคงส่งคนมาซ่อมให้แล้วแหละ ดีนะที่ไฟติด เพราะเราก็ลืมซื้อเทียนไฟฉายมาด้วย" มีนาพูดขึ้น ก่อนที่จีนจะหน้าซีดเผือดเมื่อได้ยินคำพูดมีนาเมื่อสักครู่ "ว่าแล้วไง ลืม ลืมจนได้" จีนบ่นพึมพำ มีนาจึงหันไปถามเพื่อนรักว่าลืมอะไร ก่อนที่จีนจะตอบออกมาด้วยเสียงแผ่วเบาเพราะกลัวว่าคนอื่นได้ยิน "ก็ลืมซื้อพวงมาลัยมาไหว้เสาตกน้ำมันน่ะสิ" เมื่อได้ยินมีนารู้สึกใจหล่นวูบไปที่ตาตุ่ม กำลังคิดว่าจะกลับออกไปที่หน้าซอยเพื่อซื้อพวงมาลัยดีไหม แต่เมื่อหันไปเห็นเพื่อนคนอื่น ๆ ยังคงสนุกสนานและปกติดีอยู่ เธอจึงหันมาปลอบใจจีน "ไม่เป็นไรหรอกมั้งแก เมื่อเย็นเราก็ได้บอกกล่าวท่านไปแล้ว อีกอย่าง ตอนนี้เพื่อน ๆ ก็ลืมเรื่องนั้นหมดแล้วมั้ง ถ้ายิ่งไปซื้อมาจะทำให้เพื่อนยิ่งกลัวกันไปสะเปล่า ๆ " จีนเห็นด้วยกับมีนาจึงตกลงกันว่าจะไม่พูดเรื่องพวงมาลัยนี้อีก แต่จีนก็ต้องชะงักเมื่อนึกบางอย่างขึ้นได้ "แต่เหลือไอ้โยอะ มันไม่ยอมไหว้ จะเป็นไรป่าววะ" จีนพูดขึ้นด้วยความกังวลเพราะเธอเองก็เป็นคนไล่ให้โยลงมาก่อนที่จะไหว้เจ้าที่ ทำให้เหลือโยคนเดียวที่ยังไม่ได้ไหว้ ทั้งสองคนหันไปมองโยที่ในตอนนี้กำลังนั่งคุยกับเจมส์และเพื่อน ๆ อย่างสนุกสนาน ไม่ได้มีท่าทีว่าจะหวาดกลัวหรือผิดปกติแต่อย่างใด ทั้งสองคนจึงคิดว่า คืนนี้คงไม่มีอะไรผิดปกติ และตอนนี้ทุกคนก็เหนื่อยกันมากแล้วหลังจากที่ไปตะลอนเก็บข้อมูลกันทั้งวัน ถ้าไปพูดเรื่องนี้เดี๋ยวทุกคนจะกลัวและจะนอนกันไม่ได้ จึงได้แต่เก็บเรื่องนี้ไว้ และแยกย้ายไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า
  ปาร์ตี้เริ่มขึ้นหลังจากที่ทุกคนเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว ทุกคนคุยกันอย่างสนุกสนานพร้อมกับร้องเพลงอย่างมีความสุข ลมเย็น ๆ ในหน้าหนาวที่พัดมากับบรรยากาศริมแม่นำแม่กลองยามค่ำคืนช่างเหมาะแก่การพักผ่อนยิ่งนัก ในขณะที่ทุกคนกำลังร้องเพลงอย่างสนุกสนาน จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากชั้นสองของบ้าน มันเป็นเสียงคล้าย ๆ กับกระจกแตกดังเพล้ง เสียงดังมากจนทุกคนที่นั่งอยู่หน้าระเบียงริมน้ำได้ยิน และหยุดร้องเพลงเกือบจะพร้อมกันทั้งวง
"เสียงไรวะ" เจมส์ถามขึ้นเพื่อทำลายความเงียบนั้น ก่อนที่จีนจะพูดขึ้นมา "สงสัยแมวมันมาปีนมั้ง ไม่มีไรหรอก" จีนพยายามหาคำตอบเพื่อไม่ให้เพื่อนกลัว ทั้งที่เธอเองก็รู้ดีกแก่ใจว่า มันไม่ใช่อย่างที่เธอคิดแน่นอน 
"พวกมึง กูว่าเรารีบเข้านอนเหอะ มันชักจะแปลก ๆ แล้วว่ะ" นายพูดขึ้นด้วยทีท่าหวาดกลัว “กูรู้สึกแปลกตั้งแต่เข้ามาที่บ้านนี้แล้ว เหมือนมีใครมองพวกเราตลอดเวลาอะ” โยที่นั่งอยู่ข้างนายเมื่อได้ยินเพื่อนพูดดังนั้นก็รีบสวนขึ้นมาทันที "เห้ย อะไรวะ ยังไม่ทันเที่ยงคืนเลยจะเลิกแล้วเหรอ แค่เสียงแค่นี้พวกมึงป้อดกันหรอวะ เอางี้ เดี๋ยวกูไปดูเอง ว่าแมวที่ไหนแม่งมาปั่น" โยพูดขึ้นก่อนที่จะเดินนำขึ้นไปบนชั้นสองของบ้าน ทุกคนที่เหลือได้แต่นั่งนิ่ง ไม่มีใครกล้าขึ้นไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งได้ยินเสียงโยเดินขึ้นบันไดทีละขั้นเพื่อขึ้นไปบนชั้นสอง แต่จู่ ๆ เสียงเดินของโยหยุดชะงักลงเหมือนกับเจออะไรบางอย่างทำให้ต้องหยุดเดินกระทันหัน ทุกคนที่เหลืออยู่จึงรีบเดินตามขึ้นไปทันที เมื่อเดินตามโยขึ้นมาจนถึงบันไดขั้นที่โยยืนอยู่ ก็พบว่าโยนั้นยืนตัวแข็งอยู่ที่บันไดขั้นสุดท้ายก่อนที่จะถึงชั้นสอง ตาของเขามองจ้องกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าด้วยความตกตะลึง
 ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทุกคนคือ ขวดนำ้และของเซ่นไหว้ต่าง ๆ ที่เมื่อตอนเย็นได้ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ในตอนนี้มันได้กระจัดกระจายไปทั่วชั้นสองของบ้าน ขวดน้ำแดงและน้ำสีต่าง ๆ แตกและหกกระจายเต็มพื้น พวงมาลัยแห้งที่ถูกแขวนไว้รอบเสาในตอนนี้มันหลุดรุ่ยออกราวกับว่ามีคนมาดึงและฉีกออกเป็นเสี่ยง แต่ที่น่าแปลกคือ ตุ๊กตานางรำทุกตัวยังคงเป็นปกติดี ทุกคนขนลุกซู่ ดูจากสภาพแล้วคงไม่ใช่แมวอย่างแน่นอน ทั้งหกคนได้แต่ยืนจังงัน ก่อนที่จะได้ข้อสรุปว่า ทุกคนควรเข้าไปขอขมาที่เสาตกน้ำมันนั่นอีกครั้ง อาจจะเป็นเพราะว่าพวกเขากินเหล้า หรือพูดคุยเสียงดังเกินไปทำให้เจ้าที่ไม่พอใจ คราวนี้ สมาชิกทั้งหกอยู่กันพร้อมหน้า ไม่เว้นแม้กระทั่งโยก็มาขอขมาด้วยเช่นกัน จีนเป็นผู้นำในการกล่าวขอขมา ทุกคนนั่งคุกเข่าตรงหน้าเสาต้นนั้น แล้วพูดตามจีน ยกเว้นแพรวา ที่ตอนนี้นั่งพนมมือนิ่ง ไม่ได้พูดขอขมาเหมือนคนอื่นแต่อย่างใด
"แพร พูดตามจีนนะ อย่างน้อยก็ขอขมาก่อน จะได้สบายใจ" มีนาหันมาบอกแพรว่าเมื่อเห็นว่าแพรวาไม่ได้พูดขอขมา "ฉันคิดเอาน่ะ ไม่ต้องพูดหรอก" แพรว่าตอบกลับมาพร้อมกับลุกขึ้นยืนและจ้องไปที่เสาต้นนั้นอีกครั้ง ก่อนที่จะเดินลงไปด้านล่างเป็นคนแรก ทุกคนหันมามองแพรวาเป็นตาเดียว แต่ในตอนนี้ความกลัวได้เข้าครอบงำทุกคนจนไม่มีเวลามาสงสัยในตัวแพรวาอีกแล้ว หลังจากที่ลงมาด้านล่าง ทุกคนจึงตกลงกันว่าจะเข้านอนกันทันที และก็จะนอนรวมกันที่ห้องรับแขกชั้นล่างเนี่ยแหละ ไว้ตอนเช้าค่อยขึ้นไปเก็บกระเป๋าข้างบน หลังจากที่จัดที่ทางเรียบร้อย ทั้งหกคนก็เข้านอนโดยที่เปิดไฟในห้องน้ำทิ้งไว้ 
  หลังจากนอนไปได้สักพัก มีนาก็รู้สึึกปวดฉี่ เธอพยายามอั้นไว้เพราะไม่อยากไปเข้าห้องน้ำคนเดียว แต่สุดท้ายก็ไม่ไหวเธอจึงจำใจลุกไปที่ห้องน้ำ หลังจากทำธุระเสร็จแล้วจึงรีบวิ่งกลับเข้ามาที่นอนตัวเอง แต่ก่อนที่จะถึงตรงที่นอน มีนารู้สึกสะดุดตาเมื่อเห็นอะไรบางอย่างบนบันไดขั้นบนสุด เธอไม่กล้าหันไปมองจึงพยายามฝืนบังคับขาของเธอซึ่งในตอนนี้มันแข็งจนจะก้าวไม่ออก แต่ทำยังไงหางตาของเธอก็ยังคงเห็นสิ่งนั้นอยู่บริเวณหางตา มันเป็นเหมือนข้อเท้าผู้หญิงที่มีกำไลสวมอยู่ทั้งสองข้าง มีนาเริ่มตัวสั่น พยายามยกขาที่แข็งจนกระทั่งเธอยกขาขึ้นและก้าวไปข้างหน้า เมื่อเธอเดินไปข้างหน้าแต่ละก้าว เท้าคู่นั้นก็ขยับตามเธอลงบันไดมาด้วยทีละขั้น ๆ จนกระทั่งมันลงมาหยุดอยู่ที่บันไดขั้นสุดท้าย และกำลังจะถึงตัวเธอในไม่ช้า มีนาได้แต่ยืนนิ่ง น้ำตาไหลด้วยความกลัว และคิดว่าเธอคงเจอดีเข้าเสียแล้ว และก่อนที่เธอจะก้าวขาเดินต่อไป มีมือปริศนาที่พุ่งยาวมาจากบันไดเอื้อมมาจับที่ไหล่ของเธอ เธอรู้สึกได้ถึงความเย็นเฉียบของมือคู่นั้น มันทั้งบีบและจับไหล่ไว้เธออย่างแน่นจนเธอรู้สึกเจ็บ มีนาร้องกรี๊ดออกมาทันที แล้ววิ่งตรงไปยังกลุ่มเพื่อนที่ตอนนี้ตกใจตื่นขึ้นมาเพราะเสียงหวีดร้องของมีนา 
   จีนรีบเปิดไฟในห้องโถงใหญ่ ทำให้เห็นมีนาในตอนนี้ที่อยู่ในสภาพตัวสั่นเทิ้ม ร้องไห้อย่างหนักและพูดจาไม่เป็นภาษาบ่งบอกความกลัวถึงขีดสุด เธอได้แต่ชี้ไปที่บันไดและไม่กล้าจะหันไปมอง ทุกคนมองตามไปที่บันได้นั่น แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า
"ฉันเห็น ฉันเห็นจริง ๆ มันอยู่ตรงนั้น เป็นผู้หญิง ใส่กำไลที่ข้อเท้า มันยื่นมือมาจับไหล่ฉัน" พูดจบมีนาก็เปิดเสื้อบริเวณหัวไหล่ของเธอออก เมื่อทุกคนได้เห็นถึงกับคนลุกซู่ ที่หัวไหล่ของมีนาในตอนนี้มันเป็นรอยแดงที่ดูคล้ายกับรอยนิ้วที่เรียวยาวทั้งห้านิ้วที่ได้ฝากร่องรอยไว้บนตัวมีนา ทุกคนถึงกับพูดไม่ออก แม้กระทั่งโยที่ว่าแน่ยังหน้าซีด ทุกคนตกใจกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น จนกระทั่งมีเสียงเหมือนคนเดินอยู่บริเวณบนชั้นสองของบ้าน  เสียงนั้นเดินเป็นจังหวะ บางครั้งก็ช้า บางครั้งก็เร็ว เสียงไม้กระดานลั่นเอี๊ยด ๆ ตามจังหวะน้ำหนักของเท้าปริศนาเป็นเครื่องยืนยันว่าทุกคนไม่ได้หูฝาด จนถึงตอนนี้ทุกคนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว ทั้งจีนและมีนากอดกันแน่นด้วยความกลัว คนอื่น ๆ ได้แต่ยืนรวมกันและมองขึ้นไปด้านบนตามเสียงนั่น
"กูว่า เราออกไปจากที่นี่กันเถอะ กูไม่ไหวแล้ว" ที่สุดนายก็ทนไม่ไหว เขาพูดจบแล้วทำท่าจะวิ่งไปที่ประตู แต่แพรวาก็ได้จับแขนของนายไว้  "ใจเย็นก่อนนะนาย จำที่ป้าบอกไม่ได้หรอ เขาไม่ให้ออกไปไหนกลางคืน มันอันตราย" เป็นครั้งแรกที่แพรวาเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนโดยที่ไม่ต้องมีใครถาม คราวนี้ทุกคนจึงนึกขึ้นได้ เมื่อเย็นป้าที่เอากุญแจมาให้ได้เตือนพวกเขาว่าห้ามออกไปไหนในตอนกลางคืนเด็ดขาด นายสะบัดข้อมืออกกจากแพรวา แล้วหันมาบอกว่า "แต่ในตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว จะอยู่ให้ผีหลอกตายก็ไม่ใช่ป่าววะ ใครจะอยู่ก็อยู่ กูไปล่ะ" นายยังคงดื้อดึงที่จะออกไปจากบ้านให้ได้ แต่แพรวาก็ไม่ยอมเช่นกัน เธอออกแรงจับแขนนายไว้ให้แน่นกว่าเดิมด้วยความเป็นห่วงเพื่อน ก่อนที่จะดึงนายเข้ามาใกล้ แล้วพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "ถ้าเธอกลัว เราจะขึ้นไปดูข้างบนให้เอง ว่ามันมีอะไรกันแน่" สิ้นเสียงแพรวา ทุกคนอ้าปากค้างในทันที แม้กระทั่งนายที่ในตอนนี้ก็ยังตกใจในคำพูดแพรวาเช่นกัน แพรวาปล่อยมือของนายออก มองขึ้นไปด้านบนพร้อมกับค่อย ๆ เดินขึ้นบันไดไปทีละขั้น  ทุกคนได้แต่รออยู่ข้างล่าง ไม่มีใครกล้าขึ้นไปกับเธอด้วย โยที่ยืนนิ่งอยู่ได้แต่มองตามแพรวาด้วยความเป็นห่วง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาแสดงถึงความเป็นห่วงแพรวาอย่างชัดเจน โยทำท่าจะเดินตามแพรวาไป แต่แพรวาก็ได้หันมาบอกว่าให้โยรออยู่ข้างล่าง คอยดูแลมีนาและคนอื่นๆ  ซึ่งตอนนี้สติกระเจิงกันหมดแล้ว โยจึงพยักหน้ารับ และปล่อยแพรวาให้เดินขึ้นไปชั้นสองเพียงลำพัง
   แพรวาเดินขึ้นมาบนชั้นสองอย่างช้า ๆ จนกระทั่งขึ้นมาถึงด้านบน สภาพของบนบ้านในตอนนี้ยังเป็นเหมือนเมื่อตอนหัวค่ำ ข้าวของทุกอย่างยังคงกระจัดกระจาย ที่เสาตกน้ำมันในตอนนี้มีน้ำมันไหลออกมามากผิดปกติ มันไหลเยอะจนกระทั่งลงมาถึงพื้นบ้าน แพรวาค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้แล้วใช้ปลายนิ้วสัมผัสน้ำมันนั่นด้วยความสงสัย ก่อนที่จะเดินไปช้า ๆ เพื่อค้นหาต้นตอของเสียงที่เธอได้ยิน เธอหันซ้ายหันขวาและรู้สึกว่ามีพลังงานบางอย่างจับจ้องเธออยู่ แต่ด้วยความอยากรู้เธอจึงพยายามทำใจกล้าและเดินต่อไปเรื่อย ๆ แสงไฟที่ติด ๆ ดับ ๆ ทำให้เธอมองอะไรไม่ค่อยถนัดนัก จนกระทั่งเธอมาหยุดอยู่ตรงหน้ากระจกใหญ่บานหนึ่ง เป็นกระจกเก่าที่ในตอนนี้มันขึ้นฝ้าไปเกือบครึ่งบาน ภายในกระจกบานใหญ่สะท้อนเงาของเธอเพียงแค่ส่วนใบหน้าเท่านั้น เธอหยุดยืนจ้องกระจกราวกับตกอยู่ในภวังค์ ในกระจกนั้นนอกจากจะสะท้อนใบหน้าของเธอแล้ว ยังสะท้อนสิ่งที่อยู่ด้านหลังของเธอด้วย นั่นก็คือเสาตกน้ำมันต้นนั้นนั่นเอง ทันใดนั้นแพรวาก็ได้สังเกตุเห็นบางอย่างที่ผิดปกติที่อยู่หลังเสาต้นนั้น เธอพยายามเพ่งมองมันผ่านกระจก ก็พบว่า มีมือสองข้างค่อย ๆ โผล่ออกมาจากเสาราวกับกำลังปีนป่ายขึ้นมาจากหลุม จากมือค่อย ๆ เป็นลำตัวออกมาทีละน้อย แพรวาได้แต่ยืนนิ่ง จ้องมองภาพนั้นผ่านกระจก จนกระทั่งร่างนั้นได้มาปรากฏอยู่ด้านหลังเธอ ร่างนั้นเป็นผู้หญิง ร่างกายของมันเปลือยเปล่า เหี่ยวย่นและดูน่าขยะแขยง แพรวาถึงแม้จะกลัวแต่ก็พยายามจ้องใบหน้าของหญิงสาวผู้นั้นที่ซ่อนอยู่ในความมืด แต่ทำยังไงก็มองไม่เห็น สิ่งที่เธอเห็นคือผมอันยาวดำที่ตอนนี้มันกระเซิงจนไม่เป็นทรง ทันใดนั้นร่างนั้นก็ขยับมาอย่างรวดเร็วจนตอนนี้ได้มาอยู่ชิดที่ด้านหลังของเธอแล้ว ระหว่างเธอกับมันห่างกันเพียงปลายผมกั้น เธอพยายามตั้งสติ เพ่งมองร่างนั้นผ่านกระจก ทำให้แพรวามองเห็นใบหน้าของหญิงคนนั้นได้ชัดเจน ใบหน้าสีขาว นัยต์ตาเบิกกว้างที่ไม่มีตาดำ มันกำลังแสยะยิ้มออกจนถึงใบหู เมื่อเห็นดังนั้นเธอจึงหันลำตัวออกด้านข้างเพื่อที่จะไปบอกกับเพื่อนของเธอว่าเจอต้นตอของเสียงที่ทุกคนได้ยินแล้ว แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้เดินออกไปจากหน้ากระจก มือทั้งสองข้างของปิศาจคนนั้นก็ได้จับที่ศรีษะของแพรวาไว้แน่น ก่อนที่จะหักคอเธออย่างแรงจนเสียงดังกร้อป ทั้งที่ยังไม่ทันจะได้หันลำตัวกลับด้วยซ้ำ
    แพรวาทรุดเข่าลง ร่างกายสั่นเทิ้มจากแรงหักคอเมื่อสักครู่ ปิศาจตนนั้นได้ขยับเข้ามาใกล้ แล้วกระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น ฟังดูแล้วน่าขนลุกเป็นที่สุด "จง มา เป็น ทาส กู ฮิ ฮิ ฮิ" พูดจบปิศาจตนนั้นก็หัวเราะดังลั่น เสียงหัวเราะของมันดังสะท้านเข้าไปในความรู้สึกของแพรวาที่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นความรู้สึกสุดท้ายของเธอแล้ว เจ้าปิศาจนั่นยังคงหัวเราะไม่หยุดหย่อนที่กำลังจะได้ทาสสาวคนใหม่มาเป็นบริวาร แต่ทันใดนั้นเอง แขนของแพรวาที่ตอนนี้มันน่าจะไร้สิ้นเรี่ยวแรงไปแล้ว กลับลุกขึ้นมาจับแขนของปิศาจตนนั้นไว้ด้วยแรงมหาศาลกว่าหลายเท่า คอที่หักบิดเบี้ยวในตอนนี้มันได้หมุนกลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิม ลำตัวของเธอที่ยังไม่ได้หันเข้าที่ก็กลับมาตั้งตรง แขนของเธออีกข้างที่ว่างอยู่ถูกยกขึ้นพร้อมกับปล่อยพลังงานบางอย่างออกมาใส่ที่ตัวปิศาจตนนั้นจนมันเจ็บปวดจนทานทนแทบไม่ได้จนต้องหวีดเสียงร้องออกมาอย่างโหยหวน จนกระทั่งมันไร้สิ่งเรี่ยวแรงจะต่อสู้ แพรวาจึงยอมลดแขนข้างที่กำลังปล่อยรังสีแกรมม่าลง ก่อนที่ปิศาจตนนั้นจะลงไปนอนชักดิ้นชักงออยู่ที่พื้น
   แพรวาลุกขึ้นยืน จ้องมองไปที่ปิศาจตนนั้น ภายในสมองของเธอกำลังประมวลคำสั่งต่าง ๆ ซึ่งคำสั่งนั้นได้ให้เธอตรวจสอบชนิดของพลังงานที่อยู่ตรงหน้า ว่าสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาอาวุธด้านใดได้บ้าง เมื่อแพรวารับคำสั่งแล้ว เธอจึงค่อย ๆ นั่งลงพร้อมกับใช้ปลายนิ้วชี้ซึ่งในตอนนี้มันได้กลายเป็นเข็มเล็กเรียวแหลม จิ้มลงบริเวณท้ายทอยของปิศาจตนนั้น ซึ่งในตอนนี้ไม่มีแรงแม้แต่จะร้องด้วยความเจ็บปวดจากความรุนแรงของรังสีเมื่อสักครู่ แพรวาทิ้งเข็มนั้นไว้ รอกระทั่งการประมวลผลคำสั่งเสร็จสิ้น เธอพบว่า พลังงานที่อยู่ตรงหน้า เป็นพลังงานจิตที่เต็มไปด้วยแรงพยาบาทอันแรงกล้าที่สะสมมานาน ทำให้พลังนี้มีความแข็งแกร่งจนสามารถแสดงอิทฤทธิ์ถึงขั้นทำร้ายมนุษย์ได้ พลังจิตชนิดนี้แหละที่เหมาะสมกับงานของเธอ มันสามารถใช้ฆ่าคนได้ดีกว่าอาวุธของเธอเสียอีก แพรวาลุกขึ้นยืน แผ่ฝ่ามือทั้งสองข้างออกเพื่อปล่อยพลังแม่เหล็กในการดูดซับพลังงานตรงหน้าเข้าสู่หน่วยความจำของเธอ
   "การเก็บตัวอย่างเสร็จสมบูรณ์" คำสั่งสุดท้ายเสร็จสิ้น แพรวาจึงได้รู้ว่า ภารกิจในการตามหาต้นตอของเสียงปริศนานั้นได้จบลงแล้ว แพรวาลุกขึ้นเดินไปยังกระจกบานนั้นอีกครั้ง เธอส่องกระจกพร้อมกับยกมือจับบริเวณต้นคอที่ถูกหักเมื่อสักครู่ให้เข้าที่ ก่อนที่จะยกแขนทั้งสองข้างเพื่อตรวจสอบดูว่า อาวุธที่ถูกติดตั้งมานั้นยังสามารถใช้งานได้ตามปกติหรือไม่ เพราะว่าภารกิจของเธอนั้นยังไม่สำเร็จลุล่วง ซึ่งภารกิจที่เธอได้รับมอบหมายนั่นก็คือ การสังหารโยธกานต์ บรูซเตอร์ หนึ่งในแกนนำมนุษย์ที่ต่อต้านหุ่นยนตร์และเครื่องจักรในการจะยึดครองโลกในอนาคต แพรวาถูกออกแบบมาให้มีความใกล้เคียงเป็นมนุษย์มากที่สุดในบรรดาเครื่องจักรสังหารรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ ที่ตอนนี้ถูกส่งไปยังทวีปต่าง ๆ ทั่วโลกในการทำภารกิจเดียวกัน นั่นก็คือการตามล่าสังหารกลุ่มแกนนำมนุษย์ในอีก 20 ปีข้างหน้า แพรวาถูกพัฒนาขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยขั้นสูงสุดและถูกส่งมาจากอนาคต นอกจากจะสามารถเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์ได้อย่างแนบเนียนแล้ว เธอยังสามารถจับคลื่นพลังงานทุกสิ่งได้บนโลกใบนี้ นั่นจึงเป็นสาเหตุว่า ทำไมเธอจึงไม่ยอมคุกเข่าขอขมา เป็นเพราะว่าเธอเห็นตั้งแต่แรกแล้วว่าในบ้านหลังนี้มีพลังงานอยู่ และไม่ใช่แค่พลังงานที่เธอเพิ่งกำจัดไปเท่านั้น ยังมีคลื่นความถี่อีกมากมายที่อยู่บริเวณนี้ เพียงแต่ว่าพลังงานเหล่านั้นไม่ได้เป็นอันตรายกับเธอ 
    ทั้ง 5 คนที่รอคอยอย่างใจจดใจจ่ออยู่ด้านล่าง เมื่อเห็นแพรวากลับลงมาในสภาพปกติ ต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก จีนรีบวิ่งเข้าไปหาแพรวาพร้อมกับดูรอบ ๆ ตัวแพรวาด้วยความเป็นห่วง เมื่อดูแล้วว่าแพรวาเป็นปกติดี ทุกคนจึงโล่งใจ
"แพร ตกลงบนนั้นมีอะไรอะ" เจมส์ถามขึ้นทั้งที่ยังกลัวอยู่ แต่อีกใจก็อยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบนนั้นกันแน่
"ข้างบนหรอ ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่ แค่แมวน่ะ" แพรวาตอบสั้น ๆ ก่อนที่จะเดินกลับไปยังที่นอนของตัวเอง และหันมาบอกกับทุกคน "พวกเธอเข้านอนกันได้แล้ว เราขึ้นไปดูมาแล้ว ไม่มีอะไรจริง ๆ พรุ่งนี้ต้องเดินทางกันแต่เช้านะ" ถึงแพรวาจะบอกแบบนั้น แต่ก็ยังไม่มีใครวางใจอยู่ดี มีนาขยับเข้ามาใกล้แพรวา พร้อมกับถามขึ้น "ถ้าเป็นแค่แมว ทำไมเราถึงไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยล่ะ แล้วสิ่งที่เราเห็น เราตาฝาดหรอ" แพรวาหันมายิ้มให้มีนา แล้วพยักหน้าเป็นการตอบคำถามนั่น ก่อนที่จะล้มตัวลงนอนราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
   เมื่อทุกคนเห็นว่าทุกอย่างเป็นปกติ จึงกลับเข้านอนอย่างเดิม ท่ามกลางความมืดมิดและความสับสนกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น โยธกานต์ยังคงนอนลืมตาในความมืดนั้น น้ำตาที่ไหลออกมาทั้งสองข้างยิ่งตอกย้ำความรู้สึกของเขาได้ชัดเจนมากขึ้นไปอีก
    เขาหลงรักแพรวา รักตั้งแต่วันแรกที่เห็น แต่เขาเป็นคนที่แสดงออกในด้านความรักไม่เก่ง จึงได้แต่พูดหยอกล้อเธอ ทำเป็นไม่ชอบเธอ แต่ที่เขาทำไปเป็นเพียงเพราะเขาอยากจะหาเรื่องคุยกับเธอเท่านั้น โดยที่ไม่คิดว่า คำหยอกล้อของเขาจะเป็นเรื่องจริง!!
    เมื่อตอนที่แพรวาบอกว่าจะเป็นคนเดินขึ้นไปดูที่ชั้นบนให้ ในใจเขารู้สึกเป็นห่วงเธอ ในตอนแรกเขาจะขอตามขึ้นไปกับเธอด้วย แต่ในเมื่อแพรวาไม่ยอม เขาจึงทำทีไปเข้าห้องน้ำ และแอบไปปีนดูเธอจากนอกหน้าต่าง ทำให้โยเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เขาทั้งอึ้ง ตกใจ และเสียใจในเวลาเดียวกัน โยทำอะไรไม่ได้นอกจากทรุดตัวลงที่ริมหน้าต่างนั่น เขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใคร มันเสียใจยิ่งกว่าตอนที่เขาต้องอกหักเสียอีก เมื่อเขาได้รู้ว่า คนที่เขาแอบรัก ไม่ใช่มนุษย์!!!

แล้วโยจะเสียใจมากกว่านี้ไหม ถ้าได้รู้ว่า คนที่เขาหลงรัก คือคนที่จะปลิดชีพเขาในอนาคต !!














SHARE
Writer
Pimmimi
Dreamer
Teacher and Dreamer imagination is traveling around the world

Comments