Money Mindset ของ Robert Kiyosaki ผู้แต่ง Rich Dad Poor Dad
 1

ตอนอายุ 9 ขวบ ครอบครัวของโรเบิร์ต คิโยซากิย้ายบ้านกะทันหันมายังเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในฮาวาย นั่นทำให้เขาต้องย้ายโรงเรียนเรียนตามไปด้วย ณ ห้องเรียนแห่งใหม่นั้น เขาพบความแตกต่างอยู่อย่างหนึ่ง เพื่อนร่วมชั้นของเขา แต่ละคนเป็นลูกหลานเจ้าของธนาคาร เจ้าของโรงงานน้ำตาล ดีลเลอร์รถยนต์ โรงงานรับบรรจุภัณฑ์อาหาร ที่นั่นเป็นโรงเรียนของลูกคนรวย

ครอบครัวของคิโยซากิไม่ได้ยากจนแร้นแค้น ความจริงก็เป็นครอบครัวชนชั้นกลาง พ่อของเขาทำงานเป็นผู้บริหารระดับสูงดูแลด้านการศึกษาของฮาวาย เป็นนักวิชาการที่เก่ง ดี มีความสามารถ เพียงแต่ความแตกต่างระหว่างเพื่อนนักเรียนที่เป็นคนอเมริกันผิวขาว กับเขาที่เป็นคนเอเชียชนกลุ่มน้อยมันออกจะเห็นชัดเจนอยู่ เขาจึงกลายเป็นคนจนไปโดยปริยาย



ในเมื่อเพื่อนร่วมห้องเป็นลูกเจ้าของกิจการทั้งนั้น วันหนึ่ง คิโยซากิจึงยกมือถามครูว่า “เมื่อไรเราจะได้เรียนเรื่องเงินครับ”
“เงินเป็นบ่อเกิดของความชั่วร้าย ไม่มีใครเขาสอนเรื่องเงินในโรงเรียนหรอก” ครูตอบ
“อ้าว ทำไมล่ะครับ” 
“ไปถามพ่อเธอสิ พ่อเธอเป็นเจ้านายของพวกครูนี่”

คิโยซากิกลับบ้าน เข้าไปถามพ่อว่า “ทำไมที่โรงเรียนถึงไม่สอนเรื่องเงินล่ะครับ”
“หน้าที่ของลูกคือไปเรียน จบแล้วก็หางานทำ” พ่อของเขาตอบ
“แต่ที่เราหางานทำ ก็เพื่อหาเงินไม่ใช่เหรอครับ? เราตัดตอน ข้ามไปเรียนเรื่องเงินเลยมันไม่ตรงจุดกว่าเหรอพ่อ”
“อืม... ที่พูดมามันก็... เอางี้ ทำไมลูกไม่ไปลองถามพ่อของไมค์ เพื่อนสนิทของลูกดูล่ะ”
“แล้วทำไมผมต้องไปถามพ่อไมค์ด้วยอ่ะ”
“ก็พ่อของไมค์เขาเป็นผู้ประกอบการ”
“อ้าว งั้น... พ่อเป็นอะไรล่ะ” 
“พ่อเป็นลูกจ้าง เป็นลูกจ้างของรัฐ”
“แล้วมันต่างกันด้วยเหรอ?” ในฐานะเด็กป.4 เจอคำว่า “ลูกจ้าง” กับ “ผู้ประกอบการ” เข้าไป คิโยซากิถึงกับฟังไม่เข้าใจเลยสักนิด
“เป็นผู้ประกอบการต้องรู้เรื่องเงิน เป็นลูกจ้างไม่ต้องรู้อะไรก็ได้ เดี๋ยวรัฐจะคอยดูแลเอง” พ่อของเขาตอบ


ถึงจะไม่เข้าใจเลยว่าทำไมตัวเองจะต้องไปขอร้องพ่อของไมค์ให้เป็นคนสอนเรื่องนี้ แต่คิโยซากิก็เชื่อคำแนะนำของพ่อ ลองเข้าไปคุยกับพ่อไมค์ดู

พ่อของไมค์ตอบตกลง

“มาสิ เข้ามาเรียนรู้งานที่บริษัทพ่อได้เลย” พ่อไมค์กล่าว “ แต่มีเงื่อนไข 1 ข้อ นั่นคือพ่อจะไม่จ่ายเงินค่าตอบแทนให้เรานะ เพราะเงินค่าจ้างเป็นกับดัก ทันทีที่ลูกเริ่มรับเงินเดือน ลูกจะเกิดความคิดแบบลูกจ้างขึ้นทันที ผู้ประกอบการเขาไม่รับเงินเดือนกัน”

เจอคำพูดของพ่อไมค์เข้าไป คิโยซากิน้อยมึนหนักกว่าเดิม... ทำไมผู้ประกอบการถึงทำงานฟรีล่ะ?

แต่ก็ได้ โอเค. ไม่มีเงินเดือนก็ไม่มีเงินเดือน.


คิโยซากิเข้าทำงานในโรงแรมและร้านอาหารของพ่อไมค์ เก็บเศษบุหรี่ ทำความสะอาด และทำงานสารพัดอย่างที่พ่อของไมค์ให้ทำ รวมถึงงานฝ่ายการตลาดและบัญชีด้วย เด็กน้อยเข้าเป็นเด็กฝึกงาน ทำงานเพื่อแลกกับการเรียนรู้เรื่องเงิน ซึ่งวิธีการสอนเรื่องเงินของพ่อไมค์คือ เล่นเกมเศรษฐี

จนวันหนึ่ง คิโยซากิฉุนขาด “ไหนบอกว่าจะสอนผมเรื่องเงินไง ไม่เห็นได้เรียนสักที!”
“แล้วคิดว่านี่เรากำลังทำอะไรกันอยู่ล่ะ” พ่อไมค์ทอยลูกเต๋าแล้วขยับตัวเดินของตนไปตามช่องบนกระดาน
“ก็เล่นเกมเศรษฐีไง” เด็กน้อยหัวเสีย 
“คิดว่าเรา “กำลัง” ทำอะไรอยู่” พ่อไมค์ถามย้ำ
เด็กน้อยมองไปที่กระดานเกมเศรษฐี ไม่รู้จะสรรหาคำตอบอะไรมาตอบ 
“พ่อจะว่าเราทำอะไรกันอยู่ก็ช่าง ผมไม่รู้แล้ว!”
“พ่อกำลังสอนเราเรื่องเงิน” พ่อของไมค์ตอบ “วิธีทำเงินในโลกนี้มีเป็นพันๆ วิธี แต่วิธีที่ดีมากๆ วิธีหนึ่งมีอยู่ในเกมเศรษฐี เอ้า นี่ไง... ซื้อบ้านสีฟ้า 4 หลัง แล้วขยับไปซื้อโรงแรมสีแดง 1 หลัง”

เด็กน้อยจ้องพ่อของไมค์ตาเขียว

“พ่อเล่นเกมเศรษฐีแบบนี้อยู่ในชีวิตจริง” พ่อของไมค์อธิบาย

“แค่เนียะเหรอ?” เด็กน้อยย้อนถาม
“อื้ม แล้วคิดว่าพ่อทำอะไรล่ะ” ว่าแล้วพ่อไมค์ก็ขับรถพาคิโยซากิน้อยไปตระเวนดูบ้านสีฟ้าหลายหลังในโลกแห่งความเป็นจริง

10 ปีต่อมา เมื่อคิโยซากิเติบใหญ่ อายุ 19 ปี เขาเข้าไปเรียนวิทยาลัยในนิวยอร์ค และขณะนั้นกลับมาเยี่ยมบ้านในฮาวาย ตอนนั้น พ่อของไมค์ซื้อที่ดินชิ้นงามใจกลางหาดไวกิกิได้แล้ว มันคือที่ตั้งของโรงแรม Hyatt Regency โรงแรมโดดเด่นเป็นสง่าตั้งอยู่กลางสุดยอดที่ดินผืนนั้น 
นั่นคือโรงแรมสีแดงของพ่อไมค์ เหมือนกับในเกมเศรษฐีเลย
 
ที่ดินผืนนั้นไม่ได้เป็นที่ดินผืนใหญ่เช่นนี้มาแต่แรก พ่อของไมค์ค่อยๆ รวบรวมซื้อที่ดินจากเจ้าของรายย่อยทีละราย ใช้เวลามากน่าดู แต่สุดท้ายก็รวมร่างที่ดินออกมาเป็นผืนเดียวขนาดใหญ่ได้ สุดท้ายก็วางโรงแรมขนาดใหญ่ลงไป ทุกวันนี้ พ่อของไมค์ขายโรงแรม Hyatt นี้ไปแล้วในราคา 800 ล้านเหรียญดอลล่าร์ และนี่คือวิธีเรียนรู้เรื่องเงินของคิโยซากิในวัยเด็ก





2

สมัยที่คิโยซากิเพิ่งเรียนจบจากวิทยาลัยและเริ่มต้นทำงาน พ่อของเขาทำเงินได้ปีละ 20,000 เหรียญ ส่วนเขารู้แต่แรกว่าจะทำงานเป็นคนขับเรือตระเวนไปทั่วโลก ในยุค '60 นั้น หากขับเรือเข้าไปในน่านน้ำสงครามอย่างเวียดนาม คนขับเรือจะได้เงินตอบแทน 2 เท่าของอัตราปกติและงดเว้นภาษี ปีแรกของการเริ่มต้นทำงาน คิโยซากิทำเงินได้ 120,000 เหรียญ มากกว่าพ่อของเขา 6 เท่า

“แกทำได้ยังไง” คิโยซากิผู้พ่อตะลึงงัน 
แค่เพียงเพราะลูกชายหาเงินได้มากกว่า พ่อก็บอกว่า “แกก็เหมือนไอ้พวกคนรวยพวกนั้น”

พ่อของเขาไม่เข้าใจ คิโยซากิบอกว่าพ่อแท้ๆ ของเขาเป็นคนยากจนหยั่งลึกเข้าไปถึงจิตใจและจิตวิญญาณ ในขณะที่พ่อใช้ชีวิตของพ่อไป ส่วนเขาเสี่ยงชีวิตเข้าไปในเขตสงคราม การทำเงินครั้งแรกของคิโยซากิในปีนั้นสั่นคลอนระบบความเชื่อของพ่อจนปั่นป่วน
 

 รวย-จน-ชนชั้นกลาง ความยากจนมีรากฐานมาจากทัศนคติ

ทันทีที่พูดว่า “ซื้อไม่ไหว” หรือ “ทำไม่ได้” มันก็จะเป็นไปตามอย่างที่นึกคิดเช่นนั้น ประโยคเหล่านี้เป็นประโยคที่พ่อนักวิชาการของคิโยซากิพูดเป็นประจำ
 
เมื่อพูดว่า “ซื้อไม่ไหว ทำไม่ได้ ไม่มีเวลา” ที่แท้มันเป็นข้ออ้างเพื่อหนีความจริงแบบเดียวกับที่คนบอกว่า “วันนี้เหนื่อยแล้ว ไม่ไปฟิตเนสดีกว่า” ความจริงก็คือขี้เกียจเท่านั้น

พ่อของไมค์จะไม่พูดประโยคเหล่านี้ แต่จะตั้งคำถามขึ้นมาว่า “ต้องทำอย่างไรจึงจะซื้อของชิ้นนี้ได้ จะหาทางทำเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร”

ตั้งคำถาม แล้วกระบวนการคิดจะเริ่มต้นเพื่อแสวงหาคำตอบ
เพราะทันทีที่พูดว่าซื้อไม่ไหว สมองจะหยุดคิด และความจนก็จะดำรงอยู่ต่อไป
มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่ทำตามนิสัยความเคยชินของตัวเอง หากยังออกจากนิสัยเดิมเหล่านั้นไปไม่ได้ ความเปลี่ยนแปลงก็จะไม่มาถึง
 
คนพูดกันว่า “เงินไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับผม” เช่นนั้น เงินก็จะไม่สำคัญสำหรับคุณ
พูดว่า “ฉันไม่สนใจเรื่องเงินหรอก” เงินก็จะไม่สนใจคุณเหมือนกัน
พูดคำไหนก็จะได้ตามนั้น

หรือประโยคคลาสสิค “คนรวยเป็นพวกโลภมาก”
คนที่พูดประโยคนี้แสดงความไร้เดียงสาออกมาอย่างน่าสงสาร แล้วก็จะเจ็บปวดกับความยากจนต่อไป 
ไม่ได้เข้าใจเลยว่าการที่ใครคนหนึ่งจะรวยได้ แปลว่าเขาต้องส่งมอบคุณค่าบางอย่างออกไป คิโยซากิเป็นคนชอบอสังหาริมทรัพย์ จึงทำอสังหา ทำธุรกิจขึ้นมา ก่อให้เกิดการจ้างงานในชุมชน เขาถึงร่ำรวย

หากวันนี้คุณรู้วิธีรักษาโรคมะเร็ง คุณจะกลายเป็นมหาเศรษฐี เพราะมีคนรอให้ปัญหานี้ถูกแก้ไขอยู่ทั่วโลก คนจะรวยขึ้นมาได้ต้องแก้ปัญหาของคนอื่น มันคือการส่งมอบคุณค่าให้กับคนที่ต้องการ

ในขณะที่คนโลภตัวจริงไม่เคยสร้างอะไร


ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ความจนสามารถส่งต่อถึงกันได้ ถ่ายทอดภายในครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่นได้ ตัวคิโยซากิเองได้เรียนรู้เรื่องเงินกับคนมีความรู้ที่คลุกคลีกับเงินจริงๆ เขาถึงออกจากวงจรนี้มาได้ และเขาก็เห็นผู้คนเศร้าสร้อยกับการเผชิญปัญหาทางการเงิน กังวลเรื่องเงิน หรือชีวิตไม่มีความสุขเพราะเงิน อาจเป็นเพราะซูเปอร์อีโก้คอยย้ำเตือนคนเหล่านั้นว่า “หางานทำสิ” “ขยันให้มากกว่านี้สิ” “นายไม่มีวันรวยหรอก” หรือ เสียงกระซิบที่บอกว่า “คนรวยเป็นคนชั่วร้าย”

ถ้าไม่เปลี่ยน Money Mindset ของตัวเอง ก็ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือคุณได้ทั้งนั้น

นักกีฬาอาชีพก็ดี คนถูกล็อตเตอรีก็ดี พวกเขาสามารถทำเงินได้หลายล้าน แต่ 65% หมดตัวภายใน 5 ปี เพราะพื้นฐานของพวกเขามาจากครอบครัวยากจน ซึ่งหากเราอธิบายกับพวกเขาแบบนั้นพวกเขาจะโกรธมาก

“ไม่ใช่ความผิดของฉัน” “คนอื่นมันปอกลอกฉัน” “รัฐบาลขูดรีดจากประชาชน”

นอกจากเงินที่ได้มาและสูญไป สิ่งที่เหลือตกค้างในตัวพวกเขาเหล่านี้คือ Mindset ที่เป็นอันตราย ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไข มันจะถูกส่งต่อไปยังลูกหลาน น่ากลัวราวกับสืบทอดต่อกันมาตามสายพันธุกรรม

แต่เราหยุดได้ เริ่มต้นที่ตัวเอง เริ่มต้นจากการเปลี่ยนวิธีให้ความรู้เรื่องการเงินกับเด็กๆ เพื่อหยุดการสืบทอด Mindset เช่นนั้น



ไอสไตน์อาจกล่าวว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ 
ใช่. แต่เราต้องเริ่มจากการมีความรู้พื้นฐานก่อน เพราะความรู้พื้นฐานจะคอยช่วยสนับสนุนให้เกิดจินตนาการ 
ความเป็นจริงก็คือ คนในสังคมไม่เคยได้รับการศึกษาเรื่องเงินจากโรงเรียน 
เรื่องเบื้องต้นอย่างภาษี หนี้ หรืองบการเงิน เป็นความรู้พื้นฐาน ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ ก็ต้องเข้าใจมันให้ได้ เพราะมันสำคัญและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต


คิโยซากิในปัจจุบันเป็นเจ้าของหนังสือการเงินส่วนบุคคลที่ขายดีที่สุดตลอดกาล Rich Dad Poor Dad (พ่อรวยสอนลูก) และเกมกระดาน CashFlow (เกมกระแสเงินสด) จุดมุ่งหมายของหนังสือและเกมกระดานนี้คือเพื่อสอนเรื่องเงินในรูปแบบที่คนทั่วไปเข้าใจง่าย และสอนเรื่องเงินที่โรงเรียนไม่ยอมสอน

คิโยซากิเล่าว่า ก่อนที่เขาจะมาเริ่มเขียนหนังสือและทำเกมกระดานออกวางจำหน่าย ตอนนั้นเขาเกษียณแล้วและร่ำรวยมากพอจะหยุดทำทุกอย่าง แต่ทั้งหนังสือ Rich Dad Poor Dad และเกมกระดาน CashFlow เป็นเหมือนสิ่งที่เขาอยากทำตอบแทนให้สังคม

เขาเริ่มต้นจากการทำเกมกระดานออกมาก่อนในปี 1996 และเขียนหนังสือ Rich Dad Poor Dad ตามออกมาในปี 1997 เพราะคนไม่เข้าใจว่าเกมกระดานนี้จะเล่นไปเพื่ออะไร ตัวเขาต้องตีพิมพ์หนังสือขายเองอยู่นาน เพราะสำนักพิมพ์ไม่สามารถยอมรับเนื้อหาในเล่มได้ สำนักพิมพ์ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ควรฝากเงินกินดอกเบี้ยกับธนาคาร ไม่เข้าใจว่าทำไมบ้านถึงไม่ใช่สินทรัพย์ ถึงสำนักพิมพ์จะไม่เข้าใจ แต่คิโยซากิมองว่าจะรอช้ากว่านี้ไม่ได้แล้ว เพราะเขาเห็นแล้วว่าวิกฤตเศรษฐกิจกำลังจะมา (หมายถึง วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 1997)

ผ่านมา 20 ปีหลังจากหนังสือและเกมกระดานออกวางจำหน่าย ผู้คนตื่นตัวให้ความสนใจเรื่องการเงินมากขึ้น แต่แม้ว่าเราจะมีเทคโนโลยีดีขึ้น มี youtube และ platform ออนไลน์ไว้สำหรับค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมมากมายสักเท่าไร แต่ความรู้เรื่องการเงินของประชาชนกลับไม่ดีขึ้นเลย

ในหนังสือ Coddling of the American Mind ได้อธิบายวิธีคิดของระบบการศึกษาเอาไว้ ระบบดังกล่าวจะคอยผลิตประชากรที่อ่อนแอกว่าเดิมออกมาด้วยการใช้ Trigger Effects มันคือแนวปฏิบัติที่อ้างว่ามีไว้เพื่อปกป้องนักเรียนจากการถูกคุกคามทางวาจา เพื่อลดความรุนแรงหรือความเครียดที่อาจเกิดขึ้นในหมู่นักเรียนได้

แปลว่า คนเป็นครูห้ามพูดอะไรกระทบกระเทือนใจนักเรียน คนเป็นเพื่อนนักเรียนกันห้ามพูดเล่นแหย่กัน เยาวชนทุกคนต้องถูกดูแลให้อยู่แต่ในกรอบของความปลอดภัยเสมอ
 
สมัยเรียนหนังสือที่นิวยอร์ค ชีวิตในรั้ววิทยาลัยไม่ง่ายเลยสำหรับคิโยซากิ ที่นั่นมีคนนิสัยน่ารังเกียจปะปนอยู่มาก แต่มันก็ทำให้เขาแกร่งขึ้น เขาโตมาแบบต้องแข็งแกร่งจึงจะอยู่รอด ดังนั้น หากวันนี้ใครจะมาข่มขู่ คุกคาม ไม่ทำให้เขากลัวเลยสักนิด ในขณะที่ Trigger Effects แบบที่โรงเรียนใช้อยู่ มีแต่จะทำให้เยาวชนอ่อนแอลงไปทุกที และระบบนี้ก็ลุกลามไปทุกที่ จนทุกวันนี้ในอเมริกา เวลาพูดคุยกัน คนก็จ้องแต่จะฟ้องร้อง หรือหากเป็นผู้ชายอยู่กันสองต่อสองกับผู้หญิงก็สุ่มเสี่ยงจะถูกฟ้องได้ง่ายๆ

โรงเรียนเคยเป็นสถานที่สำหรับการเปิดตาเปิดใจเพื่อเรียนรู้และโอบรับสิ่งใหม่ เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนทัศนคติ แต่ไม่ใช่โรงเรียนในปัจจุบันอีกแล้ว รัฐยังคงเป็นคนกำหนดว่าวิชาอะไรควรมีสอนในสถานศึกษา และควรสอนสิ่งเหล่านั้นให้เยาวชนของเราอย่างไร



3

แม้จะเป็นคนยุคมิลเลเนียล อายุน้อย มีความคิดว่า “ไม่เห็นจะต้องกังวลเรื่องเงินเลย ก็ฉันยังเด็กอยู่” แต่หากวันใดที่เราแก่ไป เราจะไม่สามารถกลับมาเป็นหนุ่มสาวได้อีก

คิโยซากิเล่าว่าตอนนี้เขาอายุ 70 ปี และมีเพื่อนที่ไม่มีอะไรเลย เพื่อนเคยมีเงินเดือนสูง ทำเงินได้มาก แต่เพื่อนไม่มีสินทรัพย์หรือหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้อยู่เลย เพื่อนมีบ้านสวย รถสวย ภรรยาสวยและลูกๆ หลายคน มันก็ดี แต่สิ่งเหล่านี้เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ทั้งนั้น

อยากสนุกและเต็มที่กับชีวิตก็ดีอยู่ แต่สิ่งมีค่าที่สุดในโลกที่ทุกคนมีเท่ากันคือเวลา ความรู้พื้นฐานว่าอะไรคือสินทรัพย์ อะไรคือหนี้สิน เป็นเรื่องเบื้องต้นมากที่ควรต้องทำความรู้จักไว้

ไม่ว่าเป้าหมายของเราคือ “ฉันอยากได้งานมั่นคง” หรือ “ฉันจะเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง” ก่อนอื่นควรต้องมาทำความรู้จักกับ "เงิน 4 ด้าน" กันก่อน คือ

ด้าน E – Employee พนักงาน ลูกจ้าง
ด้าน S – Small Business & Specialist เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก อาชีพเฉพาะทาง เช่น แพทย์ วิศวกร ทนาย เว็บดีไซเนอร์
ด้าน B – Big Business เจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีพนักงานมากกว่า 500 คนขึ้นไป
ด้าน I – Professional Investor นักลงทุนมืออาชีพ

ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น คิโยซากิก็รู้ตัวแล้วว่าตนเองอยากไปอยู่ด้าน B กับด้าน I แต่การจะไปให้ถึง 2 ด้านนั้นได้ต้องใช้เวลา และด้าน B คือด้านที่ยากที่สุด เงินก้อนใหญ่อยู่ตรงนั้น เม็ดเงินมหาศาลอยู่ตรงนั้น แต่มันต้องใช้ระยะเวลาถึงจะไปอยู่ตรงนั้นได้

ประโยคติดปากของหนุ่มสาวยุคมิลเลเนียลคือ “ฉันจะทำในสิ่งที่ฉันรัก” และมันก็ส่งให้เขาตกอยู่ในด้าน E และด้าน S

ในความเป็นจริงของชีวิตคือ บางครั้งคนเราก็ต้องทำในสิ่งที่เกลียด คิโยซากิสารภาพตามตรงเลยว่าคนชอบเข้าใจผิดไปเองว่าเขาชอบเขียนหนังสือ นั่นไม่จริงเลย เขาเกลียดการเขียนหนังสือ แต่การเขียนหนังสือตอบโจทย์ที่เขาต้องการ การเขียนไม่ใช่ passion สำหรับเขา แต่มันตอบเป้าหมายในชีวิต เพราะเขาต้องการส่งมอบการศึกษาเรื่องเงินที่ไม่มีอยู่ในระบบการศึกษา และต้องการไปอยู่ด้าน B แม้จะไม่ชอบการเขียนสักแค่ไหน แต่ถ้ามันตอบโจทย์สิ่งที่เขาต้องการได้ เขาก็จะทำ

คนยุคมิลเลเนียลอยากทำในสิ่งที่ตนรัก และรอรับเงินเดือน (อยู่ด้าน E หรือด้าน S)
ในขณะที่คิโยซากิไม่ได้สนใจว่าเขาต้องรักในสิ่งที่ทำหรือไม่ แต่ถ้ามันตอบโจทย์ได้ก็ลงมือ เขาสร้างสินทรัพย์ขึ้นมา และให้สินทรัยพ์นั้นเป็นตัวสร้างรายได้ (อยู่ด้าน B)

หากมองกันเรื่องการเสียภาษีน่าจะเห็นชัดกว่า คนด้าน E และด้าน S เสียภาษีในอัตราสูงที่สุด (อัตราอเมริกัน) คือ
ภาษี 40% จากคนในด้าน E – Employee พนักงาน ลูกจ้าง
ภาษี 60% จากคนในด้าน S – Small Business & Specialist เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก อาชีพเฉพาะทาง เช่น แพทย์ วิศวกร ทนาย เว็บดีไซเนอร์
ภาษี 20% จากคนในด้าน B – Big Business เจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีพนักงานมากกว่า 500 คนขึ้นไป
ภาษี 0% จากคนในด้าน I – Professional Investor นักลงทุนมืออาชีพ

ที่การเสียภาษีเป็นแบบนี้ เพราะคนฝั่ง B กับ I ไม่ได้รับเงินจาก “เงินเดือน” ในขณะที่คนฝั่ง E และ S รับ “เงินเดือน” และเสียภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ในทางกลับกัน หากอยู่ด้าน E และ S คนจะไม่ฟ้องร้องคุณมากนัก แต่หากลองข้ามฝั่งไปอยู่ด้าน B และ I ขึ้นมาเมื่อไร โอกาสถูกฟ้องร้องจะเพิ่มขึ้นทันที ดังนั้น ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม คนในฝั่ง B และ I ต้องรู้เรื่องกฎหมาย ต้องเรียนรู้เรื่องการดำเนินคดีเอาไว้ 

"จะทำในสิ่งที่ฉันรัก” ก็ดี แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่คนเราต้องการไม่ใช่อิสรภาพหรอกหรือ?
 

เนื่องจากคิโยซากิรู้ตัวตั้งแต่ก่อนจะอายุครบ 20 ปีว่าอยากไปอยู่ด้าน B ไม่ใช่ทำในสิ่งที่รัก เขาจึงศึกษาทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นความรู้ในสาขาที่ตัวเองไม่ได้ชอบเท่าไร เช่น เรื่องประกัน เรื่องน่าเบื่ออย่างการทำบัญชี หรือเรื่องที่เขาเกลียดมากแต่สำคัญมากๆ อย่างเรื่องภาษี

การจะก้าวไปอยู่ฝั่ง B ได้ ต้องยอมเรียนรู้เรื่องที่ไม่ชอบมากมาย คนที่อยู่ฝั่ง E กับ S จะไม่เรียนเรื่องที่พวกเขาไม่ชอบหรอก ด้วยเหตุผลว่า... “ก็มันไม่ใช่ passion ของฉัน”

คำสอนของคิโยซากิคือ
Passion เป็นของคนทำเพื่อตัวเอง 
Purpose (เป้าหมาย) เป็นเรื่องของคนที่ทำเพื่อผู้อื่น

คนที่จะก้าวไปอยู่ด้าน B ได้ต้องมีเป้าหมายเรื่องการรับใช้ผู้คน ยิ่งรับใช้ผู้คนได้มากขึ้นเท่าไร ก็ก่อให้เกิดการจ้างงานมากขึ้นเท่านั้น คิโยซากิไม่นิยมซื้อหุ้น หุ้นกู้ หรือ กองทุน เพราะในฐานะนักลงทุนมืออาชีพ เขาสร้างสินทรัพย์ขึ้นมาเองได้


ข้อผิดพลาดหนักที่สุดของหนุ่มสาวคือ ไม่เข้าใจความหมายของสินทรัพย์ (*หมายเหตุ: ห้ามเอาคำอธิบายของคิโยซากิไปปะปนกับหลักการทำบัญชีเด็ดขาด สิ่งที่คิโยซากิสอนคือ Mindset แบบนักลงทุน ไม่ใช่อาจารย์สอนวิชาบัญชีนะคะ)

สินทรัพย์คือสิ่งที่ก่อให้เกิดรายได้ มีอยู่ 4 หมวด คือ (1) ธุรกิจ (2) อสังหาริมทรัพย์ (3) paper (4) commodities

(1) ธุรกิจ ตั้งแต่เด็ก คิโยซากิก็รู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่คนรวยครอบครองคือธุรกิจ ซึ่งมันแตกต่างจากด้าน S หรือด้าน E ที่คนหยุดทำงานไม่ได้ ส่วนเขาหยุดทำงานมาหลายปีแล้ว เพราะเขามีธุรกิจ จ้างคนมาเป็น CEO จ้างคนมาเป็นประธานบริษัท จ้างนักบัญชี จ้างนักกฎหมาย การมีธุรกิจของตัวเองทำให้คิโยซากิมีไลฟ์สไตล์ในแบบที่ตัวเองต้องการได้ และเขาก็นำเงินที่ได้จากธุรกิจมาลงทุนกับอสังหาต่อ

คำแนะนำจากคิโยซากิคือ 
ไม่ใช่ “ทำในสิ่งที่รัก” 
แต่ต้อง “ลงทุนกับสิ่งที่รัก” ต่างหาก
  
(2) อสังหาริมทรัพย์ คิโยซากิชอบอสังหามาก แต่คนส่วนใหญ่เข้ามาเล่นในเกมอสังหาแบบเขาไม่ได้เพราะคนเหล่านั้นไม่มีธุรกิจมาก่อน พวกเขาไม่มีเงินเพียงพอจะนำมาลงทุนกับอสังหา เว้นแต่บางคนที่ใช้วิธีผันเงินคนอื่นมาลงทุนแทน เหตุผลที่คิโยซากิไม่ “ทำในสิ่งที่รัก” ก็เพื่อจะได้ “ครอบครองในสิ่งที่รัก” ที่ดินแต่ละผืนหรืออสังหาแต่ละทรัพย์ที่ซื้อมา ยังไม่เคยมีชิ้นไหนที่เขาไม่ชอบเลย

(3) paper หมายถึง ตราสาร หุ้น หุ้นกู้ กองทุน พันธบัตร ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่คิโยซากิชอบสักเท่าไร แต่คนด้าน E กับด้าน S จะชอบมาก เพราะคนในสองฝั่งนี้อยากโฟกัสกับการทำงาน เติบโตในสายงาน ไต่เต้าตำแหน่งในที่ทำงาน และเอาเงินมาฝากคนอื่นช่วยทำให้งอกเงยแทนที สินทรัพย์ชนิดนี้ก็ทำเงินได้ดีและก็เหมาะกับไลฟ์สไตล์แบบชนชั้นกลาง แต่นั่นไม่ใช่รสนิยมของคิโยซากิ สินทรัพย์แนวนี้มันไม่สนุกเท่าไร

(4) commodities เช่น อาหาร/ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร พวกผลไม้ ข้าวสาร น้ำตาล กาแฟ ข้าวโพด ฝ้าย ดังนั้น เกษตรกรที่มีฐานะดี ก็เพราะพวกเขาฉลาดรู้จักเลือกลงทุน ส่วนตัวคิโยซากิชอบอะโวคาโดมาก เขาจึงลงทุนกับฟาร์มอโวคาโด 
นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร Commodities ยังหมายถึงสินค้าในกลุ่มทอง เงิน ทองแดง แพลตินัม น้ำมัน ซึ่งเขาชอบลงทุนในกลุ่มนี้มาก


คนเราชอบของที่มันล่อตาล่อใจ การลงทุนง่ายๆ ผลตอบแทนดีและเร็ว ความรู้สึกแบบนั้นก็เหมือนการโยนอาหารลงไปในบ่อปลาแล้วปลากรูกันเข้ามาแย่งกิน การลงทุนประเภทที่ล่อตาล่อใจแบบนั้นบางคนก็อาจทำเงินจากมันได้มากมายเพราะพวกเขาอยากได้เงินเยอะๆ เร็วๆ แต่นั่นไม่ใช่การสร้างสินทรัพย์

เหตุที่คนไม่สร้างสินทรัพย์ ก็เพราะมันเสี่ยงที่สุด
และยิ่งเสี่ยงมากเท่าไร ก็ต้องอาศัยความรู้มากที่สุดเท่านั้น

เช่น ถ้าเราอยากขับเครื่องบิน ก็แค่หาเครื่องบินมาแล้วขับไปตามวิธีที่เขาสอนกัน แบบนี้ไม่เสี่ยงเท่าไร
แต่ถ้ามีสงคราม แล้วต้องบินไปในเขตแดนนั้น ความเสี่ยงจะสูงขึ้นมาทันที คนที่จะขับเครื่องบินในสถานการณ์นั้นต้องศึกษามากขึ้น ขับให้เก่งขึ้น ทุ่มเทให้หนักขึ้น

คนจึงเลือกลงทุนในกองทุนผลตอบแทนไม่ต่างจากฝากเงินในธนาคารต่อไป เพราะหากจะเดินเข้าสู่เกมที่ความเสี่ยงสูง มันต้องศึกษามากขึ้น และนั่นคือจุดที่คนรวยเขาไปรวมตัวกัน พวกเขาเรียนรู้ในสิ่งที่จำเป็นต้องรู้



มีอยู่ครั้งหนึ่ง คิโยซากิอยากเรียนรู้เรื่อง IPO มันคือการนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ พูดในภาษาคิโยซากิก็คือการเปลี่ยนชนิดสินทรัพย์จาก (1) ธุรกิจ ให้กลายเป็น (3) paper เพื่อนของเขาแนะนำยอดฝีมือด้าน I มาให้คนหนึ่ง ชายผู้นี้มีชื่อว่าแฟรงค์

ตอนที่คิโยซากิไปพบแฟรงค์บอกว่าอยากเรียนเรื่อง IPO แฟรงค์ดูไม่ยินดีต้อนรับเขาสักเท่าไร คิโยซากิเดาว่าเพื่อนคงไม่ได้แนะนำตัวเขาให้แฟรงค์รู้จักก่อนล่วงหน้า คิโยซากิก็บอกไปว่าอยากมาเรียนเรื่อง IPO ด้วย

“มีแต่คนพูดแบบนี้ แต่ที่มาก็มีแต่พวกไม่มีสมอง ไม่แน่จริงทั้งนั้น” แฟรงค์ต้อนรับกันแบบนี้
“ผมอยากเรียนจริงๆ” คิโยซากิยืนยันคำเดิมกลับไป
“งั้นขอดูความมุ่งมั่นของนายหน่อย" แฟรงค์ว่า "เสาร์นี้ บินไปเจอประธานบริษัทของฉันในเมืองลิมาที่เปรู”

วันที่เขาเจอแฟรงค์เป็นวันพุธ และตอนนั้นตารางชีวิตของคิโยซากิแน่นมาก แล้วจู่ๆ ก็มาบอกว่าให้บินไปเมืองลิมาที่เปรู...

คิโยซากิออกเดินทางคืนวันนั้นเลย จ่ายค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ 20,000 เหรียญ พนักงานของเขาไม่มีใครเห็นด้วยกับการตัดสินใจครั้งนี้เลยสักคน แต่คิโยซากิก็ออกเดินทางคืนนั้นจากอาริโซน่าเลย ไม่เช่นนั้นจะเดินทางไปไม่ทันวันเสาร์

คิโยซากิไปเจอประธานบริษัทของแฟรงค์ที่เมืองลิม่า ประธานบริษัทพาเขาไปชมเหมือง 3 แห่ง ซึ่งไม่มีอะไรเลย

วันจันทร์ คิโยซากิกลับมาหาแฟรงค์ บอกว่า “คุณให้ผมไปเปรูทำไม ไม่เห็นมีอะไรเลย”
“ก็ว่าจะบอกนายอยู่ ว่าไม่มีอะไรที่นั่นหรอก”
“อ้าว แล้วคุณให้ผมไปทำไม”
แฟรงค์ตอบว่า “ก็บอกแล้วว่าอยากดูความตั้งใจ ว่าอยากเรียนสักแค่ไหนกันเชียว”


การจะก้าวเข้ามาสู่ด้าน B ด้าน I มันก้าวเข้ามาไม่ได้ง่ายๆ ก็เพราะแบบนี้ คนในด้าน E กับ S จะไม่ยอมจ่ายเงิน 20,000 เหรียญนั้นเด็ดขาด พวกเขาอยากได้งาน อยากมีงานมั่นคง อยากได้เงินเดือน อยากมีกองทุนเพื่อการเกษียณ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาจึงไม่ได้ลงทุนในสินทรัพย์ 4 หมวดนี้ และเลือกจะลงทุนกับสิ่งล่อตาล่อใจต่อไป

โดยเฉพาะการลงทุน 3 หมวดที่คิโยซากิโปรดปราน (ธุรกิจ, อสังหา, commodities) มันต้องอาศัยการศึกษา มีเรื่องต้องรู้มากมายจึงจะถือครองสินทรัพย์เหล่านั้นได้ แต่กับการลงทุนล่อตาล่อใจทั้งหลาย มันไม่ได้ต้องอาศัยความรู้มากมายอะไรก็เข้าไปเล่นหรือถือครองได้แล้ว แต่กว่าจะเข้าไปถือครองธุรกิจหรืออสังหาริมทรัพย์สักชิ้นได้ มันยากกว่ามาก



ศัพท์อีกคำหนึ่งที่เราควรทำความรู้จักคือ Liquidity (ความสามารถในการเปลี่ยนสินทรัพย์ให้กลายเป็นเงินสด)

เหตุผลที่สินทรัพย์ชนิดที่ 3 paper เป็นสิ่งที่คนนิยมถือครองกันก็เพราะมันมีสภาพคล่องสูง

หากซื้อหุ้นตัวนี้แล้วพลาด ก็แค่ขาย แล้วเดินจากไป
หากซื้อกองทุนนี้แล้วพลาด ก็แค่ขาย แล้วเดินจากไป

แต่กับธุรกิจ ถ้าเจ๊ง หรือมีปัญหา ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของธุรกิจอยู่แล้ว จะมาบอกว่าเลิกแล้วออกไม่ได้ง่ายๆ ผู้บริหารเป็นลูกจ้าง ก็แค่ลาออกไปสมัครงานที่ใหม่ แต่คนที่ถือครองธุรกิจอยู่ ไปไหนไม่ได้
หรือกับอสังหา ถ้าซื้ออสังหาไม่ได้เรื่องมาหนึ่งทรัพย์ เราต้องถือมันตลอดไป
ทองคำมีสภาพคล่องสูง แต่บางจังหวะก็ออกยาก 
ในขณะที่น้ำมันยากมาก ถ้าเข้าไปลงทุนกับบ่อน้ำมันแล้ว แทบจะเดินออกมาไม่ได้

ดังนั้น มันคือเหตุผลว่าทำไมต้องมีความรู้เรื่องการเงินก่อนจะเดินเข้ามาในเกมนี้ เพราะหากคุณพลาดขึ้นมา คุณเดินออกไปไม่ได้

ยิ่งสินทรัพย์มีสภาพคล่องต่ำมากเท่าไร 
ก็ต้องอาศัยความรู้ด้านการเงินมากขึ้นเท่านั้น




มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดหรือไม่ผิดอะไรหรอก
เพียงแต่คิโยซากิรู้ตัวตั้งแต่อายุยังน้อย ว่าเขาไม่อยากอยู่ด้าน E หรือด้าน S

โรงเรียนสอนคนให้จบมาอยู่ด้าน E และด้าน S นั่นคือเหตุผลว่าทำไมพ่อนักวิชาการของคิโยซากิจึงยากจน เพราะเขารับไม่ได้กับความเสี่ยง พ่อไม่ชอบความผิดพลาด

คนพูดกันว่า ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนก็งาม
แต่มันไม่ใช่แค่นั้น ยิ่งความเสี่ยงสูงมากเท่าไร ก็ต้องอาศัยความทุ่มเท การเรียนรู้และการศึกษามากขึ้นตามไปด้วย
 
ในบางคราว คิโยซากิก็พลาด แต่ถามว่าคุ้มไหมที่จะไปต่อ สำหรับเขา มันก็ยังคุ้มที่จะทำต่อไป


nananatte
29.05.2019

ป.ล. โพสต์นี้ทำเป็น podcast แล้ว ใครสนใจตามไปฟัง sit down and write podcast ได้ที่ apple podcasts, google podcasts, spotify, podbean และ CastBox ค่ะ (^___^)v


  
Source:
London Real - ROBERT KIYOSAKI - How To Invest In Yourself 
http://bit.ly/2QALyyj

The Rich Dad Channel - THE BIGGEST MISTAKE YOUNG PEOPLE MAKE
http://bit.ly/2I5KgaH
SHARE
Written in this book
sit down and write
บันทึกสิ่งที่ค่อยๆ เรียนรู้ไปบนเส้นทางนักเขียน 
Writer
nananatte
storyteller
nananatte (นานานัตเต) ...ทำอาหารไม่เก่ง ...ชอบแมว โดยเฉพาะแมวดำ ...เป็นนักเขียนนิยายแนว slice of life กึ่งโรแมนติก กึ่งชิลล์ เพราะชอบเรื่องราวของคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ นิยายที่เขียนก็เลยมีแต่เรื่องราวของผู้คนเหล่านี้ ...ชอบเครื่องเขียน ชอบกาแฟดำ ชอบอ่านหนังสือ ชอบสวน ชอบเดินเล่นในวันอากาศดีๆ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ ผลงานนิยายของเราตอนนี้มี 2 เรื่อง คือ Say You Love Me และ ร้านหนังสือเที่ยงคืน ติดตามอ่านกันได้ที่ fictionlog นะคะ :-)

Comments

nananatte
3 months ago
ตกใจ 2 อย่างกับคุณคิโยซากิ เพราะเคยอ่านแต่หนังสือ ไม่เคยดูคลิปวิดิโอมาก่อนค่ะ พอเห็นตัวจริงในคลิปก็ตกใจมากเพราะเขาเป็นคนแก่ที่ดูไม่แก่(อย่างบนปกหนังสือ) เลย

และอีกเรื่องคือ เป็นคนพูดตรงมากกกก.... ขวานผ่าซากมากกก... นั่งเตรียมโพสต์วันนี้นี่รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นฟิลเตอร์ทำให้ทุกอย่างดูซอฟท์ลง (- . - ''')

ใครเป็นสายแข็ง สัมภาษณ์ของ London Real มันดิบมากเลยค่ะ เรื่องระบบการศึกษาของอเมริกาน่ากลัวจริงๆ ส่วนเราที่อยู่ ณ ประเทศไทยแลนด์ก็ต้องดูแลตัวเองกันดีๆ ต่อไปนะคะ :-) 
Reply
1Plus1result10
3 months ago
ตอนนี้อ่านพ่อรวยสอนลูกอยู่ค่ะคือมันดีมาก มันอินมาก ขอบคุณสำหรับบทความนะคะ
nananatte
3 months ago
ยินดีค่ะ เราก็ค่อยๆ ศึกษาไปเหมือนกันค่ะ :D
Yoksin
3 months ago
เคยอ่านหนังสือพ่อรวยสอนลูก อ่านบทความนี้ได้อีกมุมมองจากที่อ่านในหนังสือเลยค่ะ หลายๆ ประโยคทำเอาเราจุกมาก 555
Reply
nananatte
3 months ago
ถ้าฟังตัวจริงให้สัมภาษณ์ยิ่งจุกค่ะ แร๊งงงงส์ ตรงมากกกก น้ำตาจิไหล นี่เขียนซอฟท์สุดๆ ล่ะค่ะ 555 ค่อยๆ ศึกษากันไปค่ะ :-)​