ในความมืด
1

ตกใจหมดเลยตอนเลื่อนฟีดเฟสบุ๊คแล้วพบว่าหนังสือเล่มที่เรากำลังอ่านอยู่ คุณพัณณิดา ภูมิวัฒน์ – ลวิตร์ แปะหน้าปกหนังสือเล่มนี้ บอกว่า “อยากให้คนเขียนหนังสือทุกคนที่เป็นคาแรคเตอร์เบสได้ลองอ่าน มันโคตร freedom มาก มันเข้าใจดีมากว่าเราทำงานยังไง แล้วทำไมทุกครั้งที่มี outline, treatment ฯลฯ มันถึงใช้ไม่ได้ ทำไมมันพัง”

หนังสือเล่มนี้คือ Writing into the Dark โดยนักเขียน Dean Wesley Smith เจ้าของผลงานนิยายทั้ง Star Trek, Men in Black, Spider Man, X-Men คุณดีนเขียนนิยายมาเกิน 100 เรื่องในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เขียนเรื่องสั้นหลายร้อยเรื่องหลากแนว รวมทั้งเป็นนักเขียนขายดีของ USA Today


2

ถ้าไม่เคยลองเขียนนิยายมาก่อน อาจไม่เข้าใจว่าหนังสือ Writing into the Dark พิเศษอย่างไร

อธิบายง่ายๆ คือ นักเขียนสามารถแบ่งได้ 2 วิธี

วิธีที่ 1 คือแบ่งตามการเตรียมตัวก่อนเขียน

ขั้วหนึ่งคือ Plotter จะเป็นนักวางแผน วางโครงเรื่องมาได้เป็นลำดับละเอียดลออ ตอนเขียนก็เขียนไปตามที่ขึ้นโครงมา นักเขียนที่เป็น plotter จะบอกได้แต่แรกว่าเรื่องที่เขียนเป็นแนวไหน ยาวกี่หน้า จบอย่างไร ถ้ามีวินัยในตนเองดี นักเขียนแนวนี้จะควบคุมเวลาในการผลิตผลงานเขียนของตัวเองได้ด้วยตามกำหนด

อีกขั้ว คือ Pantser นักเขียนกลุ่มนี้นั่งเขียนไปเลย ไม่มีการวางโครงใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าเป็นนักดนตรีก็ต้องบอกว่าเป็นแนวอิมโพรไวส์ ถ้าเป็นนักเต้นก็คือเป็นแนวฟรีสไตล์ นักเขียนที่เป็น pantser จะตอบไม่ได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง จบอย่างไร เรื่องแนวไหนก็อาจไม่รู้ ใครจะคู่กับใครก็ไม่ทราบ เพราะคนเขียนไม่รู้จริงๆ และเรื่องจะยาวหรือสั้นขนาดไหน ก็ตอบไม่ได้ pantser ที่เชี่ยวชาญสามารถสร้างสรรค์ผลงานน่าตกตะลึงได้เสมอ นิยายที่ “เดาเรื่องไม่ได้เลย” หรือ “คิดวิธีพลิกเกมแบบนั้นมาได้ไงเนียะ” มักมาจากนักเขียนสาย pantser ความสดใหม่ไม่เหมือนใครเป็นจุดเด่นของนักเขียนสายนี้ แต่แน่นอนว่าถ้าจิตไม่แข็งพอ ก็จะคาเรื่องทิ้งไว้แบบนั้นเพราะจบไม่ลง

และมันก็จะอีกกลุ่มคือพวกอยู่ตรงกลาง ก็แล้วแต่ว่าจะมีนิสัยในการเขียนค่อนไปทาง plotter หรือ pantser มากกว่ากัน


วิธีที่ 2 คือแบ่งว่าเป็นสายเน้นพล็อต หรือเน้นตัวละคร

นักเขียนสายเน้นพล็อต(พล็อตเบส) จะเน้นพล็อตโดดเด่น ถ้าเราอ่านเรื่องหรือดูหนังที่คนเขียนเน้นพล็อต เราสามารถเล่าเรื่องย่องานชิ้นนั้นออกมาได้ชัดเจนมาก เช่น Gone Girl, James Bond, ยอดนักสืบจิ๋ว โคนัน, Pretty Woman

นักเขียนสายเน้นตัวละคร(คาแรคเตอร์เบส) จะเน้นตัวละครให้มีชีวิตชีวามาก ตัวละครโดดเด่นจนเราจำได้ติดใจ เราในฐานะคนอ่านหรือผู้ชมเหมือนได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วยเลย เรื่องที่เน้นตัวละครจะเล่าเรื่องย่อลำบาก เพราะบางทีก็แทบไม่เกิดเหตุการณ์ใหญ่ๆ ขึ้นในเรื่องเลย แต่เวลาอ่านหรือดูก็รู้สึกสนุกอยู่ดี เช่น (500) days of summer, Blu – Rosso, ป๋าอัจฉริยะ ยานางิซาว่า, Grey’s Anatomy

ไม่จำเป็นเลยว่าถ้าเป็นคนที่เขียนเน้นพล็อตมากๆ แล้วจะเขียนตัวละครออกมาได้ไม่น่าสนใจ คนที่พล็อตดีมากและตัวละครมีชีวิตเป็นอย่างยิ่งก็มีอยู่ เช่น Hunger Games, Harry Potter, Titanic


ตัวอย่างนักเขียนที่อยู่ขั้วใดขั้วหนึ่งชัดๆ เช่น

Otsuichi กับ Higashino Keigo เป็นพล็อตเบส 
Haruki Murakami กับ Tanizaki Junichiro เป็นคาแรคเตอร์เบส

คำอธิบายว่า pantser คืออะไร และคาแรคเตอร์เบสคืออะไรจึงมีประมาณนี้...
 
3

ส่วนเหตุผลที่ทำให้หนังสือ Writing into the Dark พิเศษ ก็คือปกติไม่มีใครเขาเขียนหนังสือเรื่องวิธีการทำงานแบบ pantser หรอกค่ะ

ก็มันคือการนั่งลงแล้วเขียนเลย ไม่เตรียมตัว ไม่ร่าง ไม่ขึ้นโครงใดๆ ทั้งสิ้น แล้วจะให้เขียนเกี่ยวกับกระบวนการคิดและวิธีทำงานของคนที่นั่งเขียนด้วยวิธีนี้อย่างไรดีล่ะ... คนก็เลยไม่เขียนกัน

ดังนั้น หนังสือสอนเขียนที่วางขายกันตามท้องตลาด ล้วนแล้วแต่อธิบายวิธีการเขียน outline, structure, พัฒนาการตัวละคร ทั้งหมดนี้คือเครื่องมือคู่ใจนักเขียนสาย plotter และเป็นของโปรดของนักวิชาการสำหรับใช้วิเคราะห์งานเขียน แต่ถ้าคุณเป็น pantser ของพวกนี้มีแต่จะทำให้เขียนไม่ออกมากกว่าเดิม เพราะมันตีกรอบคุณเอาไว้

Writing into the Dark จึงไม่เหมือนหนังสือสอนเขียนเล่มอื่น ตรงที่มันเป็นหนังสือซึ่งพูดถึง Pantser แต่เพียงอย่างเดียว เล่ากระบวนการทำงานของนักเขียนกลุ่มนี้ว่าเป็นอย่างไรบ้างนั่นเอง



4

ตอนเราอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่ รวมถึงตอนอ่านจบแล้วด้วย มันก็ตื่นเต้นดีนะ แต่ความรู้สึกที่ผุดขึ้นมาไม่หยุดเลยคือ “เรากลัว”

เราเป็นกลุ่มที่อยู่ตรงกลางระหว่าง plotter กับ pantser เราไม่ได้เขียนเอาท์ไลน์ละเอียด และเราเริ่มเขียนเลยโดยไม่รู้ว่าเรื่องจะไปจบลงตรงไหน แต่เรารู้คร่าวๆ ว่าจะมีตัวละครอะไรบ้าง ฉากคืออะไร และเมื่อเขียนๆ ไปสักพัก เราจะเอาท์ไลน์ไปได้เองจนจบ แต่นักเขียน 100 คนก็มีวิธีการเขียน 100 แบบ ไม่มีใครใช้วิธีเดียวกัน

เพียงแต่เราสงสัยว่า ทำไมตอนเราอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วเราถึงกลัวล่ะ? 
เรากลัวที่จะ “แค่นั่งลงแล้วเขียน” เหรอ?

จริงอยู่ว่ามันน่ากลัวมาก ถ้าใครเคยเขียนนิยายมาบ้างคงเข้าใจ แต่มันน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอ? การเดินดุ่มเข้าไปในความมืด เรากลัวอะไรกันแน่? กระทั่งตอนนี้ความรู้สึกกลัวชนิดที่ว่าก็ยังมีขึ้นมาไม่หยุด

ถ้าตอบตัวเองไม่ได้ว่ากลัวอะไร เราก็คงไม่พร้อมทดลองใช้วิธี Writing into the Dark ก่อนการตะลุยเขียนฝ่าเข้าไปเลยในความมืด หากไม่เตรียมสภาพจิตใจให้ดี เกรงว่าถึงทำก็คงไปได้ไม่เท่าไรก็คงเลิกแล้ว ตอนนี้ยังอยู่หน้าถ้ำไม่พร้อมเดินเข้าไป เราจึงลองวิเคราะห์สภาพจิตใจตัวเองดู และพบว่ามันมีสิ่งเหล่านี้อยู่ 


5

ก่อนจะอธิบายเรื่องความกลัว เรามาทำความเข้าใจกลไก 2 อย่างที่อยู่ในหัวเราก่อน มันไม่ใช่สมอง ไม่ใช่ระบบประสาท ไม่ใช่อาการฮอร์โมนเปลี่ยน แต่เป็น “เสียงในหัว”

เสียงหนึ่งคือเสียงของ creative voice อีกเสียงเป็นเสียงของ critical voice

สามารถเรียก 2 เสียงที่ว่าได้อีกหลายแบบ เช่น เด็กน้อยสร้างสรรค์ กับ ผู้ใหญ่ช่างติ / ศิลปิน กับ นักวิจารณ์ / นักฝัน กับ นักจัดการ ฯลฯ

จะเรียกอะไรก็ได้ แต่เสียงหนึ่งคือฝ่ายคิดสร้างสรรค์ ชอบเล่น ชอบสนุก ทำอะไรที่แปลกและคาดเดาไม่ได้ในแง่ดี เหมือนพาเด็กไปสนามเด็กเล่น ปล่อยให้เด็กได้เล่นเองตามใจ เด็กน้อยจะเริ่มเล่นได้เลย ถึงแม้ในสนามนั้นไม่มีของเล่น ก็สามารถวิ่งไล่จับหรือเล่นทรายก็ได้ หรือถ้ายื่นกระดาษกับดินสอสีให้เด็กน้อย เด็กน้อยไม่คิดว่าตัวเองวาดรูปเป็นหรือไม่เป็น วาดสวยหรือไม่สวย เด็กน้อยก็จะแค่วาดไปเลย ไม่มีความกลัว ไม่มีความลังเลในการลากเส้นหรือลงสี ภาพที่ได้จึงดูทั้งสนุกและมั่นใจ

อีกเสียงเป็นเสียงที่ทุกคนรู้จักกันดี ทุกคนมี “ผู้ใหญ่นักติ” อยู่ในตัวอยู่แล้ว ประโยคของฝ่ายนี้ เช่น
-ฉันวาดไม่เป็น ฉันวาดไม่ได้ ฉันวาดไม่สวย ฉันจะวาดไปทำไม ฉันต้องไปลงเรียนวาดรูปก่อน วาดไปก็ไม่ดี อย่าวาดให้เสียเวลาเลย
-เรื่องของเธอฟังดูไม่ฉลาดเลย คนจะดูถูกเอานะ ถ้าเขียนเรื่องแบบนี้ออกมา กระทบภาพลักษณ์เราเปล่าๆ ไม่ดีๆๆ ไม่เขียนดีกว่า
-ฉันต้องเห็นแผนการทั้งหมดก่อน ถ้าไม่เห็นแผนการทั้งหมดอย่างทะลุปรุโปร่ง ฉันจะไม่ลงมือทำอะไรทั้งนั้น พวกที่ทำโดยไม่วางแผนคือคนไม่บ้าก็ใกล้บ้าเต็มที่ คนเราต้องมีแผน มีเป้าหมาย และทำงานตามนั้นสิ

ฝั่งหนึ่งเป็นเด็กอนุบาล อีกฝั่งเป็นคุณครูจอมเฮี้ยบ


อธิบายแบบนี้อาจทำให้พาลเกลียด inner critics ของตัวเองได้ แต่มันมีเหตุผลว่าทำไมในตัวเราถึงมีเสียงจาก inner critics ติดตั้งอยู่ หน้าที่เดียวของเขาคือ “ปกป้องเรา”

เป็นการส่งเสียงระวังภัย แม่ดึงลูกไว้ไม่ให้ข้ามถนนเองคนเดียวเพราะอันตราย ร้องเตือนทันทีเมื่อเราจะก้าวออกไปทำอะไรที่เราไม่เคยทำ ส่งเสียงห้ามอะไรก็ตามที่ดูน่าจะเป็นอันตรายหรือสิ่งที่จะทำให้เราเจ็บปวด ทำทุกวิถีทางหยุดเราไม่ให้เข้าไปใกล้ หยุดเราไม่ให้ลงมือทำ

ที่เด็ดคือ inner critics เก่งกาจมาก มันสามารถกลายร่าง (evolve) ไปตามพัฒนาการของเราได้ด้วย ยิ่งเรียนสูง ยิ่งมีสถานะทางสังคมสูง ยิ่งเคยลองทำเรื่องแปลกใหม่มามาก inner critics จะพลิกแพลงเสียงในหัวไปตามการเติบโตขึ้นของเรา

ถ้าเราเป็นมนุษย์มดงานตัวน้อย inner critics อาจส่งเสียงทำนองว่า :
“ฉันเป็นใครกันที่จะลุกขึ้นมาทำเรื่องพวกนี้? ถ้าฉันลงมือ ลงเงิน(หลักพัน-หลักแสน) ลงแรง ลงเวลา แล้วเกิดล้มเหลวขึ้นมาล่ะ? ถ้าฉันทำไปแล้วคนอื่นมองฉันไม่ดีล่ะ? ถ้าฉันทำไปแล้วคนอื่นมองว่าฉันไม่รู้จริง ไม่ได้มีความสามารถจริง มีคนเก่งกว่าฉันตั้งเยอะ แล้วฉันเป็นใครกันที่จะทำเรื่องนี้/สิ่งนี้/เปิดกิจการนี้/ผลิตสิ่งนี้/แต่งเพลงนี้/เขียนแอพนี้/ทำหนังเรื่องนี้/เขียนนิยายเรื่องนี้/แต่งหนังสือเรื่องนี้”

แต่พอเราพอจะมีสถานะที่ดีขึ้น มีชื่อเสียง รายได้พอสมควร inner critics ไม่ได้หายไป แต่ส่งเสียงข้อความแบบใหม่ๆ ทำนองว่า : 
“ถ้าฉันทำเรื่องนี้ คนเกิดไม่ชอบแล้วเลิกสนใจฉันล่ะ? ถ้าเราลงเงิน(หลักล้าน-หลายล้าน) ลงแรง ลงเวลาไปแล้วมันเกิดล้มเหลวขึ้นมา แล้วคนที่เชื่อเรา ลูกน้องของเรา ซัพพลายเออร์ของเรา ลูกค้าของเราจะได้รับผลกระทบแบบไหน? ถ้าทำลงไป แล้วเกิดโดนทำคลิปล้อเลียน เปิดเพจตั้งกลุ่มแอนตี้ เกิดคนเข้ามาเขียนกระทู้ต่อว่าล่ะ?"
 
ทั้ง creative child และ inner critics จะอยู่กับเราไปจนกว่าเราจะลาลับไปจากโลกนี้ และไม่ใช่ว่าเพราะเราเป็นนักเขียนเราจึงมี creative child และมี inner critics แต่ไม่ว่าคุณจะเป็นคุณหมอ คุณครู นักวิทยาศาสตร์ นักธุรกิจ เด็กเสิร์ฟ หรือว่างงานอยู่ก็ตามที ทุกคนมีสองสิ่งนี้ในตัว มันเป็นฟังก์ชั่นแบบ default ถูกเซ็ทมาให้อยู่ติดตัวเราตั้งแต่ลืมตาดูโลก อยู่ที่ว่าคุณจะรู้ตัวไหมว่ามีกลไกนี้อยู่ในตัว
 
และก็ไม่ใช่ว่าคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว เขาจะขจัดเสียงพวกนี้ออกจากหัวได้ เพียงแต่ว่าพวกเขารู้ว่ามีสองเสียงนี้อยู่ในหัวและพวกเขารู้ว่าเวลาไหนควรปล่อยให้ฝั่งไหนทำงาน เวลาทำงานสร้างสรรค์ อยากสร้างสิ่งใหม่ให้เกิดขึ้นจากความว่างเปล่า เสียงของ creative child คือเสียงที่ต้องฟัง แต่หากต้องดีลงาน คุยงาน ต่อรอง วางแผนงาน เสียงของผู้ใหญ่ในตัวคือเสียงที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

หากทำสลับกัน ในเวลาที่ต้องทำงานสร้างสรรค์ กลับฟังแต่เสียง inner critics เจ้าเด็กน้อยจะหนีไปหลบในตู้เสื้อผ้า ไม่กล้าโผล่หน้าออกมาให้เราเห็น เพราะกลัวว่าถ้าทำอะไรลงไปแล้วจะถูกคุณครูดุและหากเรารับฟังแต่เสียง inner critics อย่างเดียว เสียงฝั่งนี้ก็จะดังขึ้นเรื่อยๆ จนครอบงำเราไว้แบบนั้น จนทำให้เราไม่กล้าออกนอก comfort zone 

พออธิบายแบบนี้แล้วสงสัยไหมว่า “เรา” อยู่ตรงไหน?

ถ้าสังเกตตัวเองดีๆ จะพบว่าตัวเราไม่ใช่ทั้งเด็กน้อยและนักติ เราอยู่ตรงกลางของทั้งสองฝ่าย เหมือนมีเด็กและคุณครูมาอยู่ร่วมบ้านเดียวกันกับเรา เราสามารถตัดสินใจได้ว่ากรณีนี้จะเชื่อเด็กหรือเชื่อคุณครู เวลานี้จะดูแลเด็กหรือดูแลคุณครู ตอนนี้จะวิ่งตามเด็กหรือเดินตามคุณครู 

เราเป็นเสียงที่ 3 ของบทสนทนาในหัวตัวเอง

อาจต้องฝึกฝนกันหน่อย ฝึกแยกเสียงในหัวตัวเองว่าเสียงไหนเป็นเสียงใครกันแน่

ไม่ต้องห่วง เราไม่ใช่พวกมีหลายบุคลิกภาพในตัวเอง เพียงแต่ที่เราทำก็คือแค่สังเกตดูและพบว่า มันมีเสียงในหัวที่ไม่ใช่ “เรา” รวมอยู่ด้วยก็เท่านั้น

ที่เราเห็นได้ชัด ก็เพราะปกติเราจะไม่พูดจาแบบที่ inner critics พูดกับเรา เราไม่พูดแบบนั้นไม่ว่ากับใครที่ไหน เราเป็นพวกพลังงานน้อย จะให้มาขึ้นเสียงสูง ส่งเสียงแหลมจิกกัดนี่ไม่ใช่เราแน่นอน วิธีการใช้เสียงกับคำศัพท์ก็ไม่เหมือนคำพูดคำจาของเราเลย เราถึงเห็นชัดว่านั่นไม่ใช่เรา นั่นคือ inner critics กำลังทำหน้าที่ของนางอยู่



6

ที่บอกว่าเสียงในหัวมี 2 ฝ่าย คือฝ่าย creative voice กับ critical voice ยังสามารถเรียกว่าฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายความรัก และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายความกลัวได้

Creative voice จะมาพร้อมความสนุก สุขใจ สุขสงบ หรือตื่นเต้น เป็นความรู้สึกจากฝ่ายความรัก

Critical voice มาจากฝ่ายความกลัว และทีเด็ดของฝ่ายความกลัวคือ เขาไม่ได้มีลูกสมุนคือ inner critic คนเดียว เขามีลูกสมุนตัวอื่นอีก รวมทั้งหมดเป็น 5 ตัว แต่ละตัวมีลีลาแตกต่างกันไป ที่เลือกอธิบาย inner critic ก่อนเป็นอย่างแรก เพราะตัวนี้เห็นชัดที่สุด ในขณะที่ตัวอื่นมีลีลาแนบเนียนกว่ามาก จับสังเกตยากกว่า
 
เมื่อพร้อมแล้ว มาทำความรู้จักกับลูกสมุนของความกลัวทั้ง 5 ตัวกันค่ะ

1.Resistance

คนที่ทำให้เรารู้จักเจ้าตัวร้ายนี้คือ Steven Pressfield ผู้แต่ง The War of Art และ Turning Pro 
Resistance คือตัวหยุดยั้งเราไม่ให้เราไปลงมือทำในสิ่งที่ควรทำ

เช่น ถ้าเราควรนั่งลงและทำงาน A ให้เสร็จ แต่เราไม่ยอมนั่งลงและเริ่มทำงานเสียที เดี๋ยวก็ลุกไปคุยงานอื่น ไปปรินท์งาน ไปกดน้ำดื่ม ไปซื้อกาแฟ เปิดดูคลิปยูทูป หาข้อมูลไม่หยุด ลุกขึ้นมาทำความสะอาดบ้าน ทำงานอย่างอื่นก่อน ฯลฯ คือไปทำอย่างอื่นที่ไม่ได้รีบและไม่ได้จำเป็น โดยที่ไม่ยอมนั่งลงและเริ่มทำงานที่ควรทำเสียที ทุกอย่างนี้คือ Resistance

อาการหลบเลี่ยงไม่ทำ หาข้ออ้าง ขี้เกียจ ผัดวันประกันพรุ่ง ทั้งหมดเป็น Resistance และเบื้องหลังของ Resistance คือความกลัว กลัวว่ามันจะยาก กลัวว่าเราไม่รู้ กลัวว่าเรารู้ไม่พอ กลัวจะทำพลาด แต่ตอนแสดงออก มันแสดงออกด้วยอาการ “ไม่ยอมลงมือทำ”

เราเคยเขียนโพสต์อธิบายเรื่อง Resistance แบบละเอียดพร้อมวิธีแก้ไว้แล้ว สามารถอ่านได้ที่ https://storylog.co/story/5b07b7d1a4f66959690f7026


2.Self-doubts & Imposter Syndrome

ทั้งอาการสงสัยตัวเองและอาการ Imposter Syndrome สงสัยว่าตัวเองจะดีพอไหม เก่งพอไหม มีความสามารถพอไหม ไม่ได้เป็นกันแค่มือใหม่ แต่อาการนี้มีอยู่ในตัวทุกคน คนที่เรามองว่าน่าจะอยู่ในจุดสูงสุดของสายอาชีพนั้นแล้วก็ยังมีความสงสัยในตัวเอง

มันคือหลักฐานว่าลึกๆ เรากลัว และมันพยายามแสดงออกเพื่อไม่ให้เราเสี่ยง ไม่ให้เราก้าวต่อ ไม่ให้เราลงมือทำ เพราะความกลัวนั้นไม่อยากให้เราล้ม ไม่อยากให้เราเจ็บ นี่เป็นหน้าที่ของความกลัว เป็นกลไกป้องกันตนเอง เป็นกลไกป้องกันภัย

John Steinbeck นักเขียนเจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์ บอกว่า I’m not a writer. I’ve been fooling myself and other people. (ถ้านักเขียนเจ้าของพูลิตเซอร์บอกว่าตัวเองไม่ใช่นักเขียน แล้วใครถึงจะเป็นนักเขียนเหรอคะ?)

Jodie Foster นักแสดงหญิงเจ้าของรางวัลออสการ์ บอกว่า ตอนเขามอบรางวัลออสการ์ให้เธอ เธอนึกว่าเขามอบให้ผิดคน เธอนึกอยู่เสมอว่าวันหนึ่งจะมีคนมาเคาะประตูที่บ้านแล้วขอรางวัลคืน (ขนาดนักแสดงเจ้าของออสการ์ยังสงสัยความสามารถในการแสดงของตัวเอง...)

Emma Watson เฮอร์ไมโอนี เกรนเจอร์ สุดที่รักของทุกคน แต่งตัวเฉิดฉายเดินพรมแดง แต่พอไปเข้าห้องน้ำมองดูภาพตัวเองในกระจกก็ตกใจจนต้องเอาสองมือยันขอบอ่างไว้ ตั้งใจส่องกระจกดีๆ “นั่นมันใคร?” เธอคือคนที่จะแต่งหน้าทำผมสวมชุดแบบนี้งั้นเหรอ? (ดาราที่เดินพรมแดงเป็นปกติยังสงสัยตัวเองว่าเธอใช่คนที่ควรมาเดินอยู่ที่นี่ไหม)

Sandra Brown นักเขียนขายดีแนว Romantic Suspense มีหนังสือขายดีติดอันดับ New York Times Bestseller เกิน 30 เล่ม ยังบอกว่า “หลังจากเขียนหนังสือขายดีมาหลายเล่ม ก็ยังรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนลวงโลก คนจะค้นพบความจริงว่าฉันไม่ได้เป็นนักเขียนเก่งกาจอะไรเลยถ้าได้อ่านงานเรื่องใหม่”

ไม่ว่าจะมีชื่อเสียงแค่ไหน สถานภาพทางสังคมเป็นอย่างไร มีประสบการณ์ในการทำสิ่งนี้มายาวนานขนาดไหน ความสงสัยในตัวเองก็จะยังคงอยู่ เพียงแต่ประสบการณ์ในการรับมือของเสียงในหัวจะดีขึ้น ความคิดว่า “ฉันเป็นใครกันที่จะ...” หรือ “ฉันมีความสามารถพอไหมที่จะ...” ไม่ใช่เสียงของเรา เป็นเพียงเสียงของความกลัวเท่านั้น ไม่ใช่เสียงของเราเลย

เราสามารถให้กำลังใจตัวเองได้ ทบทวนดูว่าฝึกมาตั้งเท่าไร เตรียมพร้อมมามากขนาดไหน ถ้าคนที่อยู่ตรงนี้ไม่ใช่เราแต่เป็นเพื่อนของเราที่กำลังทำเรื่องเหล่านี้ เราเองก็จะให้กำลังใจเพื่อนไม่ใช่เหรอ 

เสียงความกังขา เสียงที่ลิดรอนความเชื่อมั่น เสียงที่ลดทอนคุณค่าในตัวเองพวกนั้น ไม่ใช่เสียงของเรา

เราบอกมันได้ว่า “เราจะไม่เป็นไร เราอยากทำ เราแค่อยากลองทำดู”


3.Perfectionist

เราพบว่าผู้หญิงมีอาการ perfectionist มากกว่าผู้ชาย แต่ถ้าเจอผู้ชายที่เป็น perfectionist แล้วล่ะก็... น่ากลัวสุดๆ ไปเลย

ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีความเป็นเพอร์เฟคชันนิสท์อยู่ในตัว ซึ่งถ้าใครไม่มีก็ต้องขอแสดงความยินดีด้วย  เป็นคนน่าอิจฉาอย่างยิ่ง แต่ถ้ามี ก็จะมีเสียงคุณพี่ช่างติ คุณพี่ช่างเหน็บ เป็นคุณพี่ที่สแตนดาร์ดสูงเหลือเกินประดิษฐานอยู่ในหัวของเรา ทำให้เรารู้สึกรับสภาพผลงานของคนอื่นไม่ค่อยได้ เพราะสแตนดาร์ดของเราสูง
 
เหมือนจะดี เพราะทำให้เราทำงานออกมาเรียบร้อย แต่ความเป็นจริงก็คือ งานของเพอร์เฟคชันนิสท์ไม่ได้ดีเสมอไป เพราะสแตนดาร์ดของคนเราไม่เท่ากัน ฉะนั้น คนเป็นเพอร์เฟคชันนิสท์จึงมีโอกาสเจ็บช้ำได้ง่ายมากเวลาได้รับคำตำหนิ เรื่องที่ถูกตำหนิอาจเล็กเท่าเมล็ดถั่วเมล็ดงา แต่ในสายตาและความรู้สึกของเพอร์เฟคชันนิสท์แล้ว มันใหญ่เท่าดาวอังคาร ทั้งเจ็บแสบและร้อนลวกอวัยวะภายในด้วย

คนเป็นเพอร์เฟคชันนิสท์จึงมักเจ็บตัว 2 เด้ง เจ็บตรงที่เคี่ยวเข็ญตนเองหนัก ทำให้ตัวเองพยายามๆๆๆๆ ทำมากเข้าๆ ทุ่มสุดตัว อดหลับอดนอน ไม่ได้คุยกับที่บ้านเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน

“นี่เป็นงานที่ผม/ฉันทุ่มเทสุดกำลังความสามารถครับ/ค่ะ” เพอร์เฟคชันนิสท์กล่าว

แต่งานที่เกิดขึ้นด้วยความพยายามแบบนั้น บางทีคนดูก็สัมผัสได้ถึงความเครียด

งานที่เกิดขึ้นอย่างสบายๆ ไม่เกร็ง ไม่กังวล เวลามองดูก็อาจรู้สึกสบายใจกว่าก็ได้

งานนของเพอร์เฟคชันนิสท์จึงไม่ได้ดีกว่าคนทั่วไป ในขณะที่วิธีการทำงานของเพอร์เฟคชันนิสท์จะแตกต่างมาก โดยเฉพาะเรื่องความเข้มงวดต่อตนเองและผู้อื่น

ทางแก้ ต้องเรียนรู้ว่าความเพอร์เฟคมันน่าเบื่อ และต้องหัดให้อภัยตัวเองค่ะ


อ่านเพิ่มเติมเรื่อง Perfectionist ของคุณ Elizabeth Gilbert ผู้แต่ง Eat Pray Love และ Big Magic ได้จากลิงค์นี้ค่ะ
https://storylog.co/story/5c888311b9be094628458f7e


4.Inner Critics

หลังจากทำความรู้จักลูกสมุนของความกลัวหลายแบบ เราก็พบว่าเหตุผลที่ตัวเองรู้สึกกลัวการเขียนแบบ Writing into the Dark เป็นเพราะ inner critics เป็นหลักนี่ล่ะค่ะ

ทันทีที่เราปล่อยเด็กน้อยให้ลงสู่สนามให้วิ่งเล่นได้เต็มที่ เราทำหน้าที่เพียงแค่ถ่ายทอดภาพ เสียง สัมผัส กลิ่น ความรู้สึกที่เห็นอยู่ ณ ขณะนั้นออกมาเป็นตัวหนังสือเท่านั้นเอง ถ้า inner critics ยืนอยู่กับเราที่ขอบข้างสนาม ไม่ว่าเธอจะส่งเสียงหรือแสดงกิริยาอะไร เรามีหน้าที่เพียงรับรู้และปรามนางเบาๆ ว่า “ไม่เป็นไรหรอก ปล่อยให้เด็กเล่นเถอะ”

แต่บอกได้เลยว่า ถึงอย่างไร คุณ inner critics ก็มีแต่จะยิ่งส่งเสียงหนักขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งสิ่งที่เด็กเล่นเข้าใจจุดที่ทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัยมากขึ้นเท่าไร สิ่งที่เรากลัว สิ่งที่เราอาย ด้านมืดของตัวเอง ความคิดชั่วร้ายอัปลักษณ์ที่การศึกษา สังคม และกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมห้ามเอาไว้

...ก็ไม่ใช่ทุกครั้งหรอกนะที่ creative child จะไปเปิดบานประตูเหล่านั้น แต่ถ้าเด็กน้อยวิ่งไปถึงหน้าประตูบานนั้นและเตรียมจะหมุนลูกบิดประตูแล้วล่ะก็... รอฟังเสียงสครีมมมมของคุณ inner critics ได้เลย ถ้าถึงตอนนั้น สัญญาณในร่างกายมาเต็มแน่นอน ทั้งขนลุก ไหล่แข็งเกร็ง เย็นวาบขึ้นมาจากปลายเท้า ร้อนในท้อง หรือเย็นวาบลงไปตามแนวไขสันหลัง

Writing into the Dark คือการเดินเข้าไปในถ้ำมืดๆ แบบไม่มีเชือกให้เกาะนำทาง เรามีไฟฉายดวงเล็กแค่ดวงเดียว และความเชื่อว่าข้างหน้าเราจะสามารถเดินออกไปทะลุที่ไหนสักแห่ง

ต้องอาศัยความเชื่อและพลังใจอย่างยิ่งยวดไม่ให้หยุดเขียนไปก่อน เพราะมันต้องมีวันที่เลี้ยวผิดทาง เจอทางตัน ต้องถอยกลับมาตั้งหลักใหม่แล้วเดินเลี้ยวไปอีกทาง ความเชื่อที่ต้องมีจึงเป็นความเชื่อมั่นในระดับไม่ธรรมดา เชื่อว่าข้างหน้ามันจะพาเราไปถึงที่ไหนสักที่แน่นอน

ถ้าเป็นเรื่องสั้น เราว่าหลายคนก็ใช้วิธี Writing into the Dark อยู่แล้ว แต่นิยายยาวกว่าเรื่องสั้น การที่คุณดีนเสนอให้เขียนแบบ Writing into the Dark กับนิยาย สำหรับเรารู้สึกว่ามันฮาร์ดคอร์มาก แต่เพราะคุณดีนเขียนนิยายด้วยวิธีนี้ เขาเลยรู้สึกว่าเฉยๆ ยิ่งถ้าไปอ่านรายละเอียดในเล่มจะตกใจหนักกว่าเก่า เพราะคุณดีนแกไม่ rewrite ด้วยค่ะ



5.Fear of Judgement

ในบรรดาลูกสมุนทั้งห้าของความกลัว ตัวนี้เป็นตัวเดียวที่แตกต่างจากตัวอื่น เพราะสี่แบบแรกเป็นความคิดและการกระทำที่มีจุดอ้างอิงจากในตัวเรา แต่ความกลัวการถูกวิพากวิจารณ์ เป็นตัวเดียวที่ใช้จุดอ้างอิงมาจากภายนอก กลัวคนวิจารณ์ไม่ได้แปลว่าจะต้องโดนวิจารณ์จริงๆ ด้วยซ้ำ แต่มันคืออาการกลัวไปก่อนหน้าแล้ว

และเพราะสิ่งภายนอกมีหลายอย่าง ตั้งแต่เพื่อน ครอบครัว คนรัก คนข้างบ้าน สังคม คนในโรงเรียน-ที่ทำงาน คนในโลกออนไลน์... ถ้าเราทำผลงานแบบนี้ คนเหล่านั้นจะคิดเห็นกับเรายังไงนะ?

เรามีเพื่อนที่ไม่กล้านำเสนองานใดๆ ของตัวเองลงในโลกออนไลน์เพราะกลัวถูกตั้งกระทู้ด่า กลัวโดนคนคอมเม้นท์ไม่ดีจนทำให้เกิดดราม่า เหตุผลมีมากมายไปจนถึงว่ากลัวจะไม่มีใครสนใจ

ไม่ผิดที่จะกลัวหรอก ใครๆ ก็กลัวกันทั้งนั้น ความกลัวนี้ก็เป็นหนึ่งในกลไกป้องกันตัวเองไม่ให้เราต้องรู้สึกเจ็บปวดนั่นแหล่ะ ไม่แปลกเลยถ้าเราจะกลัวแล้วไม่กล้าลงมือต่อ

แต่ถ้าเราไม่ลงมือทำ วันหลังเราจะรู้สึกเสียดายไหม?

อย่าลืมว่าสิ่งที่คนใกล้ตายเสียดายมากที่สุดคือ มันมีสิ่งที่เขาอยากทำ แต่เขาไม่ทำ ยอมปล่อยให้ความกลัวต่อเสียงวิพากวิจารณ์จากคนภายนอกมามีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจของตัวเอง

และมันคงจะน่าเศร้าน่าดูนะ ถ้าไม่ได้ลงมือทำเพราะกลัวโดนคอมเม้นท์ ทั้งที่ก็ยังไม่เคยโดนใครคอมเม้นท์แท้ๆ...

เราควบคุมคนอื่นไม่ได้หรอก เราควบคุมสิ่งที่พวกเขาทำ พูด คิดไม่ได้ แต่เราสามารถควบคุมการทำ พูด คิดของเราเองได้

ถึงแม้วันหนึ่งจะถูกคนคอมเม้นท์จริงๆ ก็ตามที แต่เสียงของคนเหล่านั้นก็อยู่นอกเหนือความสามารถในการควบคุมของเราอยู่ดี ดังนั้น ถ้าอยากทำ ก็ทำเถอะ ลงมือทำเลย


7

ความกลัวทั้งห้ารูปแบบนี้คือสิ่งที่เราค้นพบระหว่างนั่งรอตรงหน้าปากถ้ำ สำหรับเรา คุณ inner critics ยังคงแข็งแกร่งในน้ำเสียงของเธอเสมอ แต่ลูกสมุนคนอื่นๆ ก็งานดีไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ไม่อย่างนั้นเราคงไม่รู้สึกกลัวจนต้องมานั่งทำความรู้จักกับพวกเธอแบบนี้ :-)

คือ ไม่ว่าความกลัวจะส่งลูกสมุนตัวไหนมา ถ้าเรารู้ตัวว่า “กำลังกลัว” มันก็เดินหน้าต่อได้แล้ว เพราะเราสามารถถามกลับได้ว่า “แล้วกลัวอะไรล่ะ?”

เราสามารถพิจารณาความกลัวนั้นได้ว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ ความกังวลในแต่ละข้อนั้นอยู่ในขอบเขตที่เราจัดการหรือควบคุมได้หรือเปล่า หรือมันเป็นเรื่องที่ถึงจะกลัวก็ต้องลงมือทำอยู่ดีเพราะจำเป็น

ความกลัวไม่ใช่เรา ความรู้สึกกลัวไม่ใช่เรา เราสามารถมองดูความรู้สึกกลัวเหล่านั้นแล้วให้กำลังใจหรือจะยิ้มให้มันก็ได้ ถ้าคนภายนอกมองมา ก็จะเห็นแค่ว่าเรายิ้มให้ตัวเอง

มันคือการยิ้มให้ตัวเองในแง่กายภาพ 
แต่เป็นการยิ้มให้ inner critics หรือคุณสมุนตัวอื่นๆ ในแง่ลึกลงไปภายในตัวเอง


แน่นอน ในชีวิตจริง เราจะไม่บอกใครให้ไปปีนเขาเข้าถ้ำด้วยวิธีแบบนี้ เพราะมันไม่ต่างกับการเอาชีวิตไปทิ้ง แต่การเขียนนิยายไม่เหมือนกัน และคุณดีนได้ย้ำแล้วว่ามันต้องวกกลับ เขียนใหม่ เดินกลับ เขียนใหม่ จนกว่าอุโมงค์จะไปทะลุที่ใดสักแห่ง

คนที่เป็น Pantser อยู่แล้วคงจุดพลุฉลอง ในที่สุดก็มีคนเขียนกระบวนการทำงานของพวกเขาได้เป็นเรื่องเป็นราวเสียที แต่สำหรับสายวางพล็อตและคนอยู่ตรงกลางแบบเรา ก็มีแต่ต้องลองทำดูด้วยตัวเองว่าวิธีการนี้จะได้ผลรึเปล่า เตรียมใจให้พร้อมแล้วเดินหน้าลุยเข้าไปในความมืดกันค่ะ


nananatte
22.05.2019

ป.ล. โพสต์นี้ทำเป็น podcast แล้ว ใครสนใจตามไปฟัง sit down and write podcast ได้ที่ apple podcasts, google podcasts, spotify, podbean และ CastBox ค่ะ (^___^)v

 
SHARE
Written in this book
sit down and write
บันทึกสิ่งที่ค่อยๆ เรียนรู้ไปบนเส้นทางนักเขียน 
Writer
nananatte
storyteller
คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตเรียบๆ ในเมืองเล็กๆ ชอบแมว เครื่องเขียน และอเมริกาโน จัด sit down and write podcast รีวิวหนังสือใน goodreads เขียนโพสต์ใน storylog และลงนิยายใน fictionlog กับ readawrite

Comments

ManyMilds
5 months ago
การรู้จักกับความกลัวน่าจะช่วยให้เราหาวิธีรับมือได้และเข้าใจว่าไม่ได้มีแค่เราก็เผชิญกับความกลัวอยู่คนเดียว คิดๆแล้วคนที่เรียนสายสร้างสรรค์น่าจะได้เรียนรู้เรื่องความกลัวที่เป็นธรรมชาติตั้งแต่สมัยเรียนนะคะ มายเองก็เจอเรื่องนี้ทำร้ายมาตลอด บทความนี้ค่อนข้างยาวทีเดียวค่ะ ขอบคุณนะคะ เป็นประโยชน์มากๆค่ะ 
Reply
nananatte
5 months ago
เมื่อก่อนไม่ได้เข้าใจวิธีคิดของคนทำงานสายสร้างสรรค์สักเท่าไรนะคะ แต่พอลองมาคลุกคลีด้วยตัวเองแล้วรู้สึกว่า ดีอ่ะ... ชอบตรงที่มันคือการขุดค้นเข้าไปในตัวเองโดยไม่ได้ทำรุนแรงกับตัวเองนะคะ

ขออภัยในความยาวค่ะ T^T
1Plus1result10
5 months ago
ชอบมากค่ะ คุณนานานัตเตในฐานะคนที่ชอบเล่าเรื่องราวมันมีประโยชน์มากเลยค่ะ
Reply
nananatte
5 months ago
ขอบคุณมากค่ะ ค่อยๆ เรียนรู้กันไปค่ะ ^___^
ChavisPhewngerN
5 months ago
เยี่ยมมากครับ!.
Reply
nananatte
5 months ago
ขอบคุณค่ะ สู้ๆ เช่นกันนะคะ (^___^)
Intricacy
5 months ago
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดี ๆ ครับ ได้รู้ว่ามีคนประเภทด้นสดด้วย
Reply
nananatte
5 months ago
กราบคนประเภทด้นสดเลย เทพอ่ะค่ะ....
ShedLeaves
5 months ago
ขอบคุณที่เขียนบทความนี้ขึ้นมานะคะ
ผ่านมาอ่าน เพราะตามเพจคุณลวิตร์เช่นกันค่ะ เราเห็นหนังสือเล่มที่ว่าแล้ว แต่ยังไม่ได้หามาอ่าน
เนื้อหาที่คุณเขียนดีมากเลยค่ะ เราตกอยู่ในวังวนของความกลัวพวกนั่นบ่อยมาก และหลายครั้งมันก็ทำให้เรามีปัญหาในการทำงาน ไม่สามารถขจัดมันหรือก้าวผ่านมันไปได้ เพราะความไม่เข้าใจ
อ่านบทความของคุณแล้ว เราเข้าใจได้มากขึ้น ขอบคุณนะคะ
Reply
nananatte
5 months ago
ขอบคุณมากค่ะ ชอบคุณลวิตร์เข่นกัน นับถือพี่เค้าด้วย เล่มนี้แปลกดีจริงๆ ลองอะไรที่ไม่เคยลองมันก็จะน่ากลัวแบบนี้ คุณ ShedLeaves ก็สู้ๆ นะคะ :-)​