บทเรียนจาก Eddie the Eagle

1.
ไม่ทราบว่าคุณผู้อ่าน เคยดูภาพยนตร์เรื่อง Eddie the Eagle (2016) กำกับโดย Dexter Fletcher ผู้กำกับ ภาพยนตร์ชาวอังกฤษ 

นำแสดงโดย Taron Egerton ซึ่งรับบทเป็น Eddie the Eagle ตามชื่อเรื่อง และ Hugh Jackman 

(คนเดียวกันกับพระเอกในภาพยนตร์ อาทิ เรื่อง Van Helsing (2004), Real Steel (2011) และ The Wolverine (2013) เป็นต้น) รับบทเป็น Bronson Peary ครูฝึกสกีกระโดดให้กับ Eddie the Eagle 

ซึ่งสร้างจากเรื่องจริงของ Michael Edwards นักกีฬาสกีกระโดดของประเทศอังกฤษ แล้วหรือยังครับ 

 ถ้ายังผมขอถือวิสาสะ เล่าเรื่องราวของเขาให้ฟังเป็นเกร็ดคร่าว ๆ ก็แล้วกันครับ

2.
ในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวประจำปี ค.ศ. 1988 ที่เมือง Calgary ซึ่งการแข่งขันในครั้งนี้ ผู้ชนะกระโดดได้สูงถึง 403 ฟุต 

ส่วน Eddie the Eagle ในชุดสกีท่าทางเพี้ยน ๆ ที่ยืมของคนอื่นมาใส่พร้อมกับแว่นตาหักที่ใช้เทปโง่ ๆ พันไว้ 

ซึ่งยิ่งทำให้เขาดูออกแนวไม่ค่อยเต็มบาท วันนั้น ผลปรากฏว่า เขากระโดดได้ระยะเพียง 238 ฟุต จึงทำให้เขาได้ลำดับที่ 56 

จากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 56 คน ทุกคนมองว่า Eddie ดูท่าทางปัญญาอ่อน บรรดานักข่าวที่มาทำข่าวในวันนั้น ก็เช่นกัน 

พวกเขาพยายามทำให้ Eddie กลายเป็นคนปัญญาอ่อนในสายตาประชาชน แต่ Eddie ไม่ยอมให้พวกเขาทำเช่นนั้น โดยเขากล่าวว่า 

“นี่เป็นวันที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตผม ผมกำลังเป็นตัวแทนสหราชอาณาจักรในโอลิมปิก” และ “ผมเพิ่งกระโดดสูงกว่า 72 เมตร นั่นเป็นเรื่องยากมาก ๆ เลยนะ” 

หลังจากที่เขาพูดจบทุกคนก็นึกขึ้นได้ว่า Eddie เป็นนักสกีกระโดดทีมชาติคนแรกของสหราชอาณาจักร ซึ่งก็หมายความว่า เขาเพิ่งทำสถิติสกีกระโดดครั้งใหม่ให้กับประเทศ 

จากนั้นเขาก็กลายเป็นขวัญใจประชาชนในชั่วข้ามคืนและกลายเป็นมหาเศรษฐีผู้มั่งคั่งในเวลาต่อมา


3.
แม้ว่าในปี ค.ศ. 1992 เขาจะประสบอุบัติเหตุในการแข่งขันสกีกระโดดรายการหนึ่ง ทำให้กระดูกไหปลาร้าหัก ไตฉีก กล้ามเนื้อ และกะโหลกร้าว ก็ตาม 

แต่ด้วยความรัก และหลงใหลในการเล่นสกีกระโดด ขณะที่พักฟื้นร่างกาย เขาก็ยังอุตส่าห์ฝึกกระโดดสกีด้วยเครื่องจำลอง

ในห้องพักของตัวเอง และเมื่อมีคนถามถึงการแข่งขันครั้งนั้น Eddie the Eagle ก็ตอบอย่างภาคภูมิใจว่า 

“Calgary น่ะเหรอ? โอ้ มันสุดยอดมากจริง ๆ มันเป็นความใฝ่ฝนของผมตั้งแต่แปดขวบ ชีวิตของผมหลังจากนั้นก็เยี่ยมยอดมาก 

ผมได้ไปเที่ยวรอบโลก ไปสถานที่ที่น่าสนใจหลายแห่ง ทำเรื่องน่าสนใจหลายเรื่อง 

ได้เจอคนที่น่าสนใจหลายคน ผมไม่ยอมแลกประสบการณ์นี้ด้วยอะไรทั้งนั้น”

4.
กระทั่ง Marc Lewis อาจารย์สอนสาขาจิตวิทยาคลินิกแห่ง The University of Texas at Austin 

ได้พูดถึงวีรกรรมของ Eddie the Eagle ในการ กล่าวสุนทรพจน์แก่ผู้สำเร็จการศึกษาของมหาวิทยาลัย 

ในวันที่ 9 มีนาคม ค.ศ. 2000 ซึ่งเป็นเรื่องเล่าหนึ่งในทั้งหมดสามเรื่องของเขา หลังจากที่เล่าเสร็จ เขาก็ได้สรุปว่า 

“สิ่งที่ผมอยากจะบอกพวกคุณในคืนนี้ คือสิ่งที่ Eddie the Eagle ดูเหมือนจะรู้ดีตลอดมา นั่นคือ คุณจะมีทั้งเวลาที่คุณทำได้ 

และเวลาที่คุณล้มเหลว แต่ไม่ว่าจะเป็นการทำได้หรือการล้มเหลว ก็ไม่ใช่ตัววัดความสำเร็จทั้งนั้น 

ตัววัดความสำเร็จที่แท้จริงคือสิ่งที่คุณคิดเกี่ยวกับสิ่งที่คุณทำ ผมจะพูดอีกแบบก็ได้ว่า 

วิธีที่จะมีความสุขคือ ชอบตัวเอง และวิธีจะชอบตัวเองคือทำเฉพาะสิ่งที่คุณภูมิใจ”

5.
ถึงตรงนี้ ทำให้ผมนึกถึงคำพูดหนึ่งที่ว่า มนุษย์เราไม่ว่าจะล้มเหลว หรือประสบความสำเร็จ ก็ตาม สุดท้ายแล้วคนที่อยู่กับเราตลอดเวลาก็คือตัวเราเอง 

ฉะนั้นแล้ว หากเราจะมีชีวิตไปอีกยาวไกล เป็นการดีไหมถ้าเราจะชอบและเชื่อมั่นในตัวเอง...

หมายเหตุ: มือใหม่หัดเขียน ผิดพลาดประการใด โปรดช่วยชี้แนะ ผมด้วยนะครับ!

อ้างอิง
- หนังสือ วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน แปลโดย คุณสฤณี อาชวานันทกุล


SHARE
Writer
ChavisPhewngerN
Teacher
นัก (เรียน) เล่าเรื่อง ผู้พยายามสร้างเรื่องราว ผ่านเรื่องเล่า ที่เขาเล่าเอง

Comments

upupandaway
4 months ago
เคยดูหนังเรื่องนี้ ตอนแรก ดูเพราะนักแสดง และ synopsis ที่อ่านแล้วแปลกๆ พอมาอ่านบทความนี้ ทำให้คิดได้มากขึ้นกว่าเดิม

เขียนต่อไปนะ สู้ๆ
Reply
ChavisPhewngerN
4 months ago
ขอบคุณครับบบ!.