รีวิวชีวิตช่วงนี้
ใช้เวลา และทรัพยากรไปเยอะเหมือนกันนะ กว่าจะรู้ว่า  จุดเริ่มต้นของการทำอะไรสักอย่าง อาจจะเป็นแค่การ ทำ มันเท่านั้น ทำๆมันไปเลย ... 

หลังจากที่สงสัยว่าตัวเองเป็นอะไรอยู่นาน คิดไปเอง ตั้งข้อสัณนิษฐานนู่นนี่นั่น ในที่สุด ก็ได้ไปหาหมอกับเขาจริงๆสักที เคยไปนั่งรอเพื่อนที่ห้องตรวจเบอร์ 7 โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เมื่อ 3-4 ปีก่อน ตอนนั้นไม่รู้สึกหนักหนาอะไรเลยสักนิด กับการนั่งรอเพื่อนรับยา ... ไม่เข้าใจสีหน้าหนักใจของเพื่อน ตอนที่เราไปนั่งข้างๆ แบ่งเบอร์เกอร์เซเว่น กับน้ำอัดลมให้กิน ... แต่ตอนนี้เราเข้าใจแล้ว 

มันเริ่มจากการ mental breakdown ระหว่างเวลาที่เรียนอยู่ มันไม่สามารถหยุดได้ ทรมานมากเหมือนจะตาย ตามมาด้วยการอยากฆ่าตัวตาย ...แบบ เหมือนเราเพิ่งให้คนอื่นมารับรู้ความลับ ความอ่อนแอของเรา .. พอคิดๆดูแล้ว 
 จริงๆนะ มันเป็นเรื่องง่ายดายมาก กับการที่จะลบตัวเองให้หายไป มันเป็นความรู้สึกหงุดหงิด รำคาญตัวเอง รำคาญไปหมดทุกอย่าง รำคาญแขนขา รำคาญที่ตัวเองซุ่มซ่าม ทำทุกอย่างผิดพลาดไปหมดจนมาถึงตอนนี้ ก็เพราะตัวเราเองที่มันไม่ได้เรื่อง เป็นขยะ 
ลองนึกถึงเวลาที่ัคันสะเก็ดแผลบางอย่างเอาก็ได้ คันแต่เราไม่สามารถแกะทิ้งไปได้ เพราะมันยังติดกับเนื้อ ถ้าแกะเราก็จะมีความคิดสารพัด อย่างเช่นจะเป็นแผลเป็นหรือเปล่า เลือดจะออกหรือเปล่า แต่จริงๆนะ ตัดรำคาญ ฝืนใจแกะออกเสียก็สิ้นเรื่อง และตอนนั้น เราก็คิดว่าชีวิตเรามีค่าแค่สะเก็ดแผลเท่านั้นแหละ แค่จะแกะสะเก็ดแผล เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาบอกใครซะด้วยซ้ำ กลั้นใจทนเจ็บนิดเดียวก็เลิกคัน เลิกรำคาญแล้ว 
เราคิดแบบนั้นแหละ 
แต่ยังโชคดี ที่ตอนนั้น นึกถึงเพื่อนสนิท เลยโทรไปหาและเล่าทุกอย่างให้ฟัง 
เพื่อนเลยแนะนำเราไปหาจิตแพทย์ ซึ่งตอนนั้นก็ไม่เชื่อเท่าไหร่หรอก ก็คิดว่าเราอาจจะมีปัญหาที่วิธีคิด ก็พยายามเปลี่ยนวิธีคิด ทำ CBT กับอาจารย์ที่ปรึกษา คุยกับอาจารย์ คุยกับคนที่คิดว่าจะช่วยเราได้ แต่สุดท้ายแล้วก็ยังไม่เป็นผล 
จนถึงขนาดที่ว่านั่งอยู่เฉยๆ น้ำตามันก็ไหลออกมาและมันหยุดไม่ได้ 
เราสามารถร้องได้อย่างนั้นได้ทั้งวัน โดยที่ไม่เกี่ยวกับประจำเดือนแต่อย่างใด 
ตื่นเช้าขึ้นมาร้องไห้ก่อนไปเรียนทุกวันเลย 
ร้องไห้ตลอดเวลา ที่ไม่เข้าพบอาจารย์ 
ไม่สนใจที่จะหาเหตุผลว่าทำไม อะไรแล้วทั้งนั้น 

เออ 
เลยคิดว่า ชิบหายแล้วไง 

14/5/62 
เลยติดต่อกับทางโรงพยาบาลแผนกจิตเวช ที่จังหวัดใกล้เคียง ที่เพื่อนเคยแนะนำมาอีกที 
ตอนนั้นตั้งใจว่าจะกลับบ้านช้าเพราะไปแผนกจิตเวช นี่แหละ โทรปรึกษาทางบ้าน ก็โดนเทศนาสั่งสอนว่า การไปหาจิตแพทย์มันส่งผลต่อภาพลักษณ์เรามากๆเลยนะ อาจถูกตีตราว่าเป็นคนบ้า เป็นคนจิตไม่ปกติ .. 

แต่แบบ ..เฮ้ย ช่างหัวแม่งละ ..คือ เราทนความรู้สึกที่มองหน้าเพื่อน มองหน้าอาจารย์ แล้วจะร้องไห้ไม่ไหวแล้วว่ะ 

ก็เลยกลั้นใจบอกแม่ไปว่า ... ต้องไปจริงๆ ... 
เขาก็เข้าใจ 

เราเลือกคลินิกนอกเวลา เพราะในเวลาปกติ ก็จะเป็นคนไข้นัดของคุณหมอ แถมตอนที่ไป ก็ไม่ได้วางแผนเอาไว้ก่อน (ตอนแรกตั้งใจจะไปเวลาปกติ แต่โทรไป เขาบอกว่าคุณหมอนัดคนไข้มาวันรุ่งขึ้น 100 คน ...กูนี่ช็อคไปเลย เลยโทรหาเพื่อนสนิท แล้วออกเดินทางตอนเย็นวันนั้นเลย) 

ทุลักทุเลมากกกก ... 
เงินก็ไม่ได้เตรียมไป เส้นทางก็ไม่ชำนาญ แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ มาถึงโรงพยาบาล และได้พบจิตแพทย์ เราไล่เพื่อนที่มาด้วยกันไปรออีกตึกหนึ่ง เพราะเราไม่อยากให้เขาดูไม่ดี ถ้าจะไปที่แผนกจิตเวช ...เลยเดินหนีมาแล้วไปคนเดียว 

ตอนไปถึงแผนกจิตเวช จู่ๆก็รู้สึกปอดแหกขึ้นมากะทันหัน ...มองไป มองมา แล้วก็มีแต่คนไข้จากแผนกจิตเวชเท่านั้น ก็โล่งใจ .... คือ เรากังวลถึง หลังจากที่เราก้าวออกจากแผนกนี้ไปต่างหาก สายตาของคนอื่นที่มองเรา อย่างน้อยก็เพื่อนสนิท ที่ไปเป็นเพื่อนเราจะมองเราต่างไปไหม แล้วถ้าหากว่าต้องกินยา จะทำยังไง ครอบครัวเราจะว่ายังไง  ในหัวตอนนั้นเราคิดวกวน ร่ำๆจะร้องไห้อีกรอบ 
แต่ก็นะ มองไป ก็เห็นผู้ป่วยจิตเวช มองปราดเดียวเราว่าเราสามารถแยกผู้ป่วยออกจากญาติได้นะ 555 

จากนั้นเพื่อนก็ไลน์ส่งข้อความมาถามหาว่าอยู่ที่ไหนแล้ว จะไปนั่งด้วย ยุงเยอะ ....แล้วเขาก็ตามมานั่งด้วย 
... ก็เป็นอะไรที่ดีอยู่ล่ะนะ ... 

พอเข้าไปก็ทำให้นึกถึงเวลาอยู่ต่อหน้าอาจารย์ในคณะไม่มีผิดเพี้ยน 
แล้วก็คุยกันคร่าวๆ ว่าที่เรามา เรามีปัญหาในเรื่องของ ความเครียด ... การนอนหลับ.. อะไรพวกนั้นด้วย ... จิตแพทย์เนี่ยยต่างจากนักจิตวิทยา ตรงที่เขาจะไม่มีเวลามาฟังหรือให้คำปรึกษาอะไรเรามาก แต่เราเคยไปหานักจิตวิทยามาแล้ว เลยเล่าเรื่องตอนนั้นให้หมอฟัง หมอก็เลยพอได้ไอเดีย ...แล้วก็ ตู้มมม เราได้เพื่อนมาอยู่กับเราแล้ว 1 คือ เจ้าโรควิตกกังวล หรือ Anxiety ตอนนี้กำลังมีภาวะ Depress 
เราได้ยามาด้วย ...(เพราะหมอบอกว่า นี่คือสิ่งที่หมอสามารถช่วยได้ในตอนนี้) จากนั้นเราก็ออกไปนั่งกินข้าวริมถนนกับเพื่อนที่มาด้วยกัน แล้วก็ขับกลับด้วยกัน เราก็เล่าให้เขาฟังบ้าง ...คุยกันเรื่องการเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตบ้าง เขาก็อยากช่วยเรา เพื่อให้เรากลับไปแข็งแรงเหมือนเดิม เป็นเรื่องราวที่ดีเหมือนกันกับการไปหาจิตแพทย์ครั้งนั้น ... นอกจากนั้น คุณหมอยังเขียนใบส่งตัว ส่งไปให้คุณหมอที่อยู่จังหวัดเดียวกับเราดีกว่า เพราะเป็นห่วงเรื่องเดินทาง ... 

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหยุดกลับบ้าน หรือว่าเพราะยากันแน่ ที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น นิ่งขึ้น สมาธิยาวขึ้น 
ถ้าสิ่งที่เราตัดสินใจทำมันถูกจริงๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี ...การที่เรามานั่งเขียนเรื่องนี้ได้ ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นอิทธิพลจากยาด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ เพราะก่อนหน้านี้ เราไม่อยากเขียนอะไรเลย มีพล็อทเรื่องมากมาย สุดท้ายก็เททิ้งเพราะไม่รู้จะไปต่ออย่างไร สมองมันว่างเปล่าไปหมด ร่างกายก็ล้าไปหมด แต่ตอนนี้เรากลับมาเขียนอะไรได้บ้างละ และกำลังรู้สึกสนุกกับการปั่นจักรยานมากกว่าที่เคย ... :

ขอให้ผ่านไปด้วยดีเถอะ 
ทุกอย่างเลย 
SHARE

Comments