นกดำตัวหนึ่ง

ฉันเป็นใคร ?
ฉันเกิดมาทำไม ?
ฉันเกิดมาคู่กับใคร ?

เคยถามคำถามเหล่านี้กับตัวเองหรือเปล่าครับ
ถามทั้งที่ผู้ถามคำถามเองก็รู้ดีอยู่แล้วว่า...
มันไม่มีคำตอบ
ไม่มีใครว่างพอจะมานั่งหาคำตอบให้คนอื่น
เพราะตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าเขาเกิดมาทำไม

มนุษย์นั้นคิดว่าชีวิตของตนเองยากลำบาก เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นพบเจอแต่ความทุกข์

...เอาแต่ถามว่าเพราะอะไรถึงเป็นแบบนั้น 
เพราะอะไรถึงเป็นแบบนี้ 

ยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้า 
ยิ่งนึกก็ยิ่งบั่นทอนกำลังใจในการมีชีวิต

พอคุณหมดกำลังใจก็วนมาถามตัวเองสามคำถามซ้ำๆวนกลับไปมา

เมื่อตัวฉันผู้โง่เขลาไม่สามารถหาคำตอบของการมีชีวิตได้ เลยทำให้เกิดคำถามสุดท้ายขึ้นมาคือ 
ฉันจะอยู่ไปทำไม ?
คำถามยอดนิยมของผู้ที่คิด ฆ่า ตัว ตาย

วันนี้ผมมีเรื่องเล่าให้พวกคุณฟัง
มันไม่ใช่เรื่องของมนุษย์ 

เป็นเรื่องของ นกตัวหนึ่ง นกตัวนี้มีขนสีดำ นกผู้อาภัพที่มันไม่รู้ว่าจริงๆแล้วมันเป็นนกอะไร 

แต่มันเป็นนกสู้ชีวิตที่ไม่เคยย้อนมาถามตัวเองสักวันว่า ฉันจะอยู่ไปทำไม ?
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
ณ.เสาไฟข้างถนนต้นหนึ่ง 

อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของฝูงกาเจ้าถิ่น ห้องรับประทานอาหารสุดหรูของกาฝูงนี้คือจุดทิ้งขยะข้างเสาไฟ 

ชีวิตอันสุขสบายของพวกมันมีพนักงานดูแลทุกพื้นที่ในราชอาณาจักรนี้ โดยที่ไม่ต้องทำอะไรนอกจากบินไปกินอาหารเท่านั้น 

ห้องน้ำที่มีคนล้างให้ตลอด พื้นถนนที่มีเทศกิจคอยล้างให้ ห้องอาหารที่มีมนุษย์เอาถุงขยะมาเสริฟให้อยู่ทุกวัน

แต่ที่อาณาจักรแห่งนี้มีนกอยู่ตัวหนึ่งที่ไม่เข้าพวก มันมีสีดำเหมือนกับตัวอื่นๆ แต่พวกกาไม่รับมันเข้าฝูง 
เสียงของมันร้องไม่เหมือนเพื่อน ขนาดตัวของมันใหญ่กว่ากาตัวอื่นในรุ่นเดียวกัน ...มันรู้สิ่งที่มันต่างจากกาตัวอื่นเพียงแค่นี้ 


เพราะนกมองไม่เห็นกระจกและไม่คิดจะมองกระจกด้วยเช่นกัน”

กระจกเป็นศัตรูตัวฉกาจของนก เนื่องจากมันฆ่าชีวิตไปหลายตัวต่อวัน ทำให้กระจกและนกไม่ถูกกัน

นกดำตัวนี้จึงอาศัยอยู่ตัวเดียวบนเสาไฟฝั่งตรงข้ามกับฝูงกา ไม่มีกาตัวไหนไล่มันแต่ก็ไม่มีกาตัวไหนรักมันและเลือกอยู่กับมันเช่นกัน

มันเหงาและโดดเดี่ยว 
มันอยากรู้ว่าเพราะอะไรมันจึงต่างจากคนอื่น
—>ฉันเป็นใคร ?
มันอยากรู้ว่าทำไมมันถึงเกิดมาที่ฝูงกานี้
—>ฉันเกิดมาทำไม ?
มันอยากรู้ว่ามันเกิดมาเป็นแบบนี้แค่ตัวเดียวโดยไม่มีคู่จริงๆหรือ
—>ฉันเกิดมาคู่กับใคร ?

นกตระกูลกานั้นมีความฉลาด เทียบกับโลมาและชิมแปนซีได้เลย
เจ้านกดำตัวตัวนี้ก็มีความคิดเป็นของตัวเองเช่นกัน

มันรู้ว่าเสาไฟต้นนี้ไม่สามารถให้คำตอบมันได้แน่ๆ 

มันจึงเก็บคำถามทั้งสามข้อนั้นไว้ในใจก่อน แล้วกระพือปีกดำทั้งสองข้างของมัน โบยบินขึ้นไปบนท้องฟ้าและออกเดินทาง

นกดำตัวนี้มันดำเนินชีวิตแบบอีกามาโดยตลอด มันกินง่ายอยู่ง่าย กล้าคิดกล้าลองและกล้าหาญที่จะผจญภัยเพื่อหาคำตอบของสิ่งที่มันสงสัย

...

มันบินไปทุกที่ทั้งในเมือง ทุ่งหญ้า และในป่าจนได้ความรู้ใหม่ๆมากมาย 

มีความเป็นไปได้ว่ามันจะเป็นนกกาเหว่าดำ เพราะนกกาเหว่ามักจะออกไข่ที่รังของกา 

แต่เมื่อมันมองที่ขนของตัวมันเอง ...ก็ดูแตกต่างจากนกกาเหว่าเสียเหลือเกิน ขนาดตัวของมันก็ใหญ่กว่า สิ่งที่จะบอกว่ามันใช่กาเหว่าหรือไม่นั้น คือสีของม่านตา กาเหว่ามีม่านตาสีแดง 

ถ้าหากว่ามันตาแดง มันคิดว่ามันอาจจะเป็นกาเหว่าตัวโตขนดำก็ได้

แต่นกมองไม่เห็นกระจกและไม่คิดจะมองศัตรูของตนเอง



มันจึงต้องบินหาคำตอบต่อไป มันบินออกจากป่าแล้วกำลังข้ามเขตแดนและถิ่นอาศัยที่มันเคยอยู่ 

ข้ามน้ำข้ามทะเลจากทวีปเขตร้อนไปสู่เขตหนาว

ระหว่างที่กำลังบินข้ามทวีป มันได้เจอกับนกดำตัวใหญ่ตัวหนึ่งที่บินผ่านมัน

มันไม่เคยพบเจอนกชนิดนี้มาก่อนในเขตร้อนมันจึงบินตามนกตัวนั้น เข้าสู่เขตหนาว

อากาศเย็นอุณหภูมิต่ำลง แต่มันกลับรู้สึกว่าอากาศแบบนี้เหมาะกับมันมากกว่า

อากาศที่เปลี่ยนแปลงทำให้ไม่ชินในการบิน จนคลาดกับนกตัวนั้นไป



มันจึงแวะที่เมืองใกล้ๆ เพื่อพักเหนื่อย... บ้านเมืองของที่นี่แม้จะแตกต่างจากเมืองเขตร้อน แต่ก็ยังมีนกตัวอื่นๆ อยู่เช่นกัน

มันบินสอบถามข้อมูลจากนกอื่นๆเหล่านั้น รวบรวมข้อมูลและความรู้ จนรู้ว่านกดำตัวใหญ่ที่ได้เห็นนั้นคือ
นกเรเวน
นกที่มีอายุยืนเฉลี่ย 15 ปี หรือถ้ายาวนานที่สุดที่มีบันทึกในสารประวัตินกคือ 40 ปี 

แถมยังมีตำนานเกี่ยวราชวงศ์อังกฤษ เรเวนหกตัวที่ Tower of London เป็นนกที่ดูยิ่งใหญ่จริงๆ

ฉันจึงบินไปที่ประเทศอังกฤษเพื่อที่จะได้เห็นนกเรเวนที่ยิ่งใหญ่ให้เต็ม 2 ตา

แต่ก่อนที่จะไปถึง มันก็คิดขึ้นได้ว่า

มันจะง่ายกว่าไหม ?

ถ้าถามนกสักตัวว่า


เห็นเขาเป็นนกอะไร ?

เพราะที่เขตหนาวนี้มีทั้ง กาเหว่า กา และเรเวน นกที่นี่ต้องรู้จักทั้งสามชนิดน่าจะให้คำตอบกับมันได้

แต่ความคิดที่ขัดแย้งลึกๆในใจไม่อยากจะถามคำถามนั้น 
มันอยากหาคำตอบที่มันอยากรู้ที่สุดด้วยตัวเอง

มันจึงเลือกที่จะไม่ถามคำถามนั้น 

มันเดินทางมาเกินครึ่งทางแล้ว 

มันใกล้จะได้พบคำตอบแล้ว

....
มันบินมาจนถึง London และได้พบกาตัวหนึ่งที่นั้น

จึงบินเข้าไปทักทาย 

เมื่อได้ยืนใกล้ๆ กาตัวนั้น
มันพบว่า...

ตลอดระยะเวลาที่เดินทางมาหลายเดือน ขนาดตัวของมันตอนนี้ใหญ่กว่าอีกามากแล้ว

มันจึงถามคำถามที่ต้องให้คนอื่นช่วยเท่านั้น เพราะไม่มีใครสามารถมองเห็นตัวเองได้

นกดำตัวหนึ่ง: ฉันมีตาสีแดงหรือเปล่า
อีกา: เปล่า...

จบ. 

จนจบเรื่องที่ผมเล่า นกตัวนี้ก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร แต่ที่แน่ๆ มันไม่ใช่กาเหว่า 

? ทำไมไม่เล่าต่อจนมันได้รู้ความจริง
เพราะถ้าคุณอยากรู้ ก็ต้องหาคำตอบด้วยตัวเองครับ

คุณเห็นไหมครับว่า คำตอบของคำถามที่คุณอยากรู้นั้นไม่ได้มาจากการถามเพียงอย่างเดียว 

เพราะการถามกับกำแพง สามลม ก้อนหิน ดิน หญ้า ผู้แต่งเรื่องนี้ เท่าไรพวกมันก็ให้คำตอบคุณไม่ได้

ทางเดียวที่คุณจะรู้คือต้องออกตามหามันเหมือนนกดำตัวนี้

ฉันเป็นใคร ?
นกดำตัวนี้ยังไม่รู้ แต่ที่มันรู้คือมันไม่ใช่กาเหว่า มันอาจจะเป็นแค่กาตัวใหญ่ที่ไม่มีเพื่อนคบ มันอาจจะเป็นเรเวน หรือมันอาจจะเป็นแค่นกดำตัวหนึ่งที่ไม่มีสัญชาติ 

มันจะต้องได้คำตอบสักวันถ้ามันยังเดินทางอยู่ 

ฉันเกิดมาทำไม ?
ทุกชีวิตเกิดมาเพื่อหาคำตอบข้อนี้เอาเองครับ เพราะทุกชีวิตมีความหมายที่เกิดขึ้นมาต่างกัน คุณอาจจะเกิดมาเพื่อเป็นหมอรักษาใครสักคน คุณอาจจะเกิดมาเป็นครูให้เด็กๆ อาจจะเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตอย่างมีความสุขคนเดียวอย่างผมและกาตัวนี้ เกิดมาเพื่อเป็นแม่คน พ่อคน หรือเปล่า ?
 
ไปหาคำตอบเอาเองนะครับ


ฉันเกิดมาคู่กับใคร ?
คุณจะรู้เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมครับ 
เวลาที่คุณรู้ว่าคุณเป็นใคร
คุณต้องการอะไรในชีวิต
อาชีพการงานของคุณมีความพร้อมให้กับเรื่องความรักของคุณ

ทำให้คุณสามารถรักและดูแลคู่ของคุณได้เต็มที่ 

วันนั้นคุณจะได้คำตอบเองว่าคู่ของคุณคือใคร ในวันที่คุณพร้อม

นกดำตัวหนึ่ง ไม่เคยถามเลยว่า 
ฉันจะอยู่ไปทำไม ?
คุณเองก็อย่าคิดแบบนั้นนะครับ คำตอบและความสุขในวันข้างหน้ารอคุณอยู่เสมอ

ปล.เรื่องนี้ผมเขียนดีนะ 
ทั้งเขียน ทำรูปและหาข้อมูลมาตั้งแต่เช้าเลย
ถ้าอ่านแล้วไม่กด like จะขอให้อ้วนจนไม่มีคนมาจีบเลย ผมจะได้รับผิดชอบเองคนเดียว ลั้นลาๆๆ


# กว่าเธอจะได้อ่านผมก็แก่พอดี


SHARE
Written in this book
นิทานจากฉัน
เขียนไว้อยากให้คุณได้อ่าน

Comments