บทเรียนจาก Homo Finishers

ถึง พี่เอ๋-นิ้วกลม

1.
เรื่องของวิ่งมันมีอยู่ว่า วันหนึ่ง ผมยืนอยู่ตรงข้ามกับกระจกบานใหญ่ในห้างสรรพสินค้า แถว ๆ ย่านสะพานควาย 

วันนั้นเอง ที่ผมได้พบชายหนุ่มร่างอวบอ้วนพุงโย้คนหนึ่ง ยืนขึงทะมึนประจันหน้ากับผม แวบแรก ด้วยอารามตกใจ 

สัญชาตญาณระวังภัย จึงสั่งให้ผมถอยฉากเว้นระยะสักประมาณสามสี่ช่วงตัว เพื่อออกมาตั้งหลัก พร้อมกับตั้งสติ 

“ให้ตายเถอะ!” ผมร้องอุทานออกมาดัง ๆ พลางทำหน้าตาเลิ่กลั่ก จนคนที่เดินผ่านมาแถวนั้นเหลือบด้วยอารมณ์สงสัย 

พวกเขาเหล่านั้น คงพลางนึกในใจว่า “ไอ้หมอนี่ท่าจะเพี้ยนหรือไม่ก็บ้ากิน” และเมื่อสติประกอบร่างความทรงจำของผมก็กลับคืนมา

ครับ! ไอ้อ้วนทะมึน ในกระจกคนนั้น ก็คือ ผมเอง และแล้วเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่านมาในชีวิตก็เริ่มพรูพรั่งออกมาเหมือนเทน้ำทิ้ง 

2.
ต้องย้อนกลับไปเมื่อตอนเรียนอยู่ปี 4 เวลานั้นเป็นช่วงปิดเทอม ผมต้องทำวิจัยจบกับอาจารย์พอดี 

จำได้ว่า ตอนนั้นนาฬิกาชีวิตเครื่องรวนอย่างหนักบางทีทำท่าออกไปทางใกล้จะเจ๊งกะบ๊งเสียด้วยซ้ำ ผมไม่มีเวลากิน เวลานอน เวลาตื่นที่แน่ชัดตายตัวเลย 

กล่าวคือ อยากกินตอนไหนก็กิน (หลังเที่ยงคืนก็กินมาแล้วหลายหน) อยากนอนตอนไหนก็นอน (ส่วนใหญ่จะนอนน้อยเพราะต้องปั่นงานวิจัยส่งอาจารย์) 

และอยากตื่นตอนไหนก็ตื่น (เสียด ๆ เที่ยงทุกวัน) ด้วยความเป็นคนมุทะลุดุดันเหมือนกับ ‘มูซาชิ’ ตอนวัยหนุ่ม 

และชอบใช้ชีวิตเปลืองเหมือนกับพระเอกในหนังเรื่อง ‘Begin Again’ ก่อนจะมาพบกับนางเอก (หนังที่มีเพลง Lost Star ของ Adam Levine 

ที่พี่ชอบเป็นเพลงประกอบไงจำได้ไหม) ผมจึงทำแบบนี้ติดต่อกันหลายเดือนจนเริ่มติดเป็นนิสัยและด้วยความมีนิสัยไม่ชอบออกกำลังกายเป็นทุนเดิม 

ตอนนั้นยอมรับเลยว่าสภาพร่างกายและจิตใจของผมย่ำแย่มาก พอเปิดเทอม แทนที่ผมจะปรับตัว (จริง ๆ พยายามปรับแล้วแต่ทุกครั้งมักจะล้มเหลวไม่เป็นท่า) ตั้งค่านาฬิกาชีวิตใหม่ 

โดยการจัดสรรเวลาในแต่ละวันเพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์ที่สุด กระทั่งถึงเวลาออกฝึกสอนตอนปี 5 ผมก็ยังทำอย่างที่คิดไม่ได้ ไม่ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว 

จนเริ่มเกิดความเครียดสะสมและใช้ชีวิตอย่างไร้วินัย พอเครียดมาก ๆ สมองก็ปล่อยฮอร์โมน Cortisol ออกมาเยอะ ส่งผลเพิ่มความอยากอาหารทั้ง ๆ 

บางครั้งท้องไม่หิว หรือโดยปกติกินข้าวหนึ่งจานก็อิ่มจนท้องจะปริแตก พอเครียดขึ้นมา จานเดียวเอาไม่อยู่ต้องสั่งเพิ่มอีกจาน

3.
ครับ! เมื่อกินเข้าไปมาก ๆ แต่ออกกำลังกายน้อย ก็อ้วนลงพุงโย้ไปตามระเบียบอย่างที่เห็น เมื่อย้อนคิดถึงตอนนั้น ผมชักอดสนับสนุนความคิดของพี่ที่ว่า 

“ความอ้วนของตัวมักเป็นภาพสะท้อนถึงชีวิตในช่วงที่ไม่สามารถควบคุมบัญชามันได้ เป็นช่วงชีวิตที่วิ่งไปตามจังหวะของคนอื่นหรือสิ่งอื่นควบคุมอยู่” ไม่ได้

จนคนรอบครั้งเริ่มทักว่า “เฮ้…ชวิศ! นายไปทำอะไรมา ทำไมถึงได้อ้วนขึ้นขนาดนี้ (เสียงสูง)” 

จากคนที่หนึ่งเริ่มมีคนที่สอง คนที่สาม คนที่สี่ตามมาเป็นโดมิโนล้มทับกัน จนผมชักเริ่มไม่คอยมั่นใจในตัวเอง 

เวลาเดินเหินไปไหนมาไหนก็จะรู้สึกเก้ ๆ กัง ๆ วางท่าวางทางไม่เป็นปกติ แต่กระนั้น ในใจลึก ๆ แล้ว ผมยังก็คิดเข้าข้างตัวเองพร้อมกับคำปลอบใจว่า 

“มันคงไม่เลวร้ายอย่างที่คิดหรอกคนเขาไม่เห็นเรานานก็ทักเล่น ๆ ไม่งั้นแหละ” ที่ไหนได้ 

ด้วยความบังเอิญของบังเอิญที่วันนั้นผมดันเผือกไปเดินเพ่นพ่านในห้างดังแถวย่านสะพายควาย เลยไปจ๊ะเอ๋ (เป็นคนละเอ๋กับเอ๋-นิ้วกลมนะ) 

ความจริงเข้าให้ จึงลองไปชั่งน้ำหนักดูก็ปรากฏว่าจากที่ชั่งล่าสุดตอนปี 3 อยู่ที่ 65 กิโลกรัม บัดนี้พุงโด่งขึ้นไปเตะ 85 กิโลกรัม พระเจ้าช่วย! ผมมาไกลถึงขนาดนี้ได้ยังไง (เสียงสูง!) 

 4.
ครับ! ผมยอมศิโรราบ และจำนนต่อหลักฐาน ตอนนั้นถ้ามีคนรู้จักเดินมาทักว่า “เฮ้! นายไปทำอะไรมา 

ทำไมถึงได้อ้วนขึ้นขนาดนี้ (เสียงสูง!)” ผมจะตอบกลับด้วยความเร็วแสงว่า “เออ…ผมอ้วนขึ้นจริง ๆ แหละ” แมนพอมั้ย!

กล่าวสำหรับหนังสือ Homo Finishers ของพี่เล่มนี้ บอกตามตรงว่า พี่ไม่เคยทำให้ผมผิดหวังเลย 

ทุกครั้งที่ผมอ่านงานของพี่ผมมักจะได้ข้อคิดจ๊าบ ๆ และคำคมเท่ ๆ วิธีคิดแจ่ม ๆ ที่ย่อยง่ายของพี่ให้นำไปขบคิดอยู่ตลอดเวลา แน่นอน เคยมีเพื่อนหลายคนเตือนผมว่า 

“อ่านงานของนิ้วกลมเยอะ ๆ เดี๋ยวแมร่งมึง ก็กลายเป็นพวกสุขนิยมเหมือนมันเข้าให้หรอก” ได้ยินเช่นนี้ทุกครั้งผมมักจะตอบกลับไปด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองว่า 

“พวกไม่ใช่ติงนิ้วกลมจะรู้อะไรฟะ ก่อนจะพูดให้เขา มึงลองไปแหกตาไล่อ่านงานเก่า ๆ ของเขาดู นิ้วกลมน่ะ เขาใช้การเขียนเป็นพื้นที่แห่งการเติบโตทางความคิด 

ไม่เห็นหรอกเหรอ งานช่วงหลัง ๆ ของเขาเน้นการใคร่ครวญชีวิตและจิตใจจะตาย เป็นบันทึกประสบการณ์ชีวิตที่ออกจะลึกและทรงพลังด้วยซ้ำไป” 

(ต้องขออภัยในความกักขฬะ เป็นปกติของระดับภาษาที่ใช้ในกลุ่มเพื่อนสนิท 

โปรดอย่าได้ถือโทษโกรธเคือง มิตรสหายผู้ไม่รู้ความของผมเลยนะครับพี่เอ๋-นิ้วกลม ผมรู้ว่าพี่เข้าใจเรื่องพรรค์นี้ดีกว่าใคร ๆ)

5.
เอาล่ะ! น้ำชักท้วมทุ่งแล้ว เราวกกลับมาคุยเรื่องหนังสือเล่มนี้ของพี่กันดีว่า ในหนังสือหน้า 68-76 ตอนที่พี่เล่าถึงต้นเหตุสำคัญที่เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตช่วงที่สองของตัวเอง 

โดยพี่เล่าถึงคนที่เป็นแรงบันดาลใจคนแรกว่า ตอนบ่ายของวันหนึ่ง พี่นั่งอยู่ในห้องโถงต้อนรับของโครงการยักษ์ที่ชื่อสวอนเลคในฐานะสื่อมวลชน 

ปรากฏว่ามีคนแนะนำว่าวันนี้จะได้พบกับคุณมานิต อุดมธรรม-เจ้าของโครงการยักษ์บึ้มที่ว่า ตอนนั้น 

พี่จินตนาการในหัวว่าคุณมานิตต้องเป็นคนที่มีมาดนักธุรกิจต้องผูกไทใส่สูทหวีผมเรียบแปล้พรมเยลจัดทรงมันแผลบเป็นแน่เทียว 

แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะคุณมานิตตัวจริงกลับกลายเป็นชายชราผู้มาในชุดเสื้อโปโลเรียบสีขาว กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ เรือนร่างกำยำเต็มไปด้วยหมัดกล้ามผิดกับคนวันเจ็ดสิบทั่วไป

ที่เต็มไปด้วยพลังชีวิตพวยพุ่งอยู่ข้างในโดยที่ไม่จำเป็นต้องอวดโอ่ให้ใครรู้คนนั้น เล่นทำเอาพี่ตะลึงค้างไปเลย

ย่ำเย็นวันนั้น พี่ก็ได้มีโอกาสได้นั่งรับประทานอาหารเย็นข้าง ๆ ชายชราผู้น่าอัศจรรย์คนนี้ 

และบนสนทนาภาษาคนขี้สงสัยอย่างพี่ก็เริ่มขึ้น เรื่องเล่าในเรื่องเล่าจึงปรากฏโฉมหน้า โดยคุณมานิตเล่าให้พี่ฟังว่า 

ตอนแกอายุสามสิบเก้าปี ด้วยความที่เป็นคนทำงานหนัก ไม่คอยชอบออกกำลังกาย นานวันเข้าจึงก่อเกิดเป็นความเครียดสะสม 

ส่งผลให้สุขภาพย่ำแย่ร่างกายไร้เรี่ยวแรง เมื่อรู้สึกว่ารับสภาพตัวเองไม่ได้ แกจึงเริ่มคิดที่จะหันมาออกกำลังกายด้วยการวิ่ง 

แต่เนื่องด้วยกล้ามเนื้อของแกอ่อนแรงมากเกินไป หมอจึงสั่งห้ามไม่ให้วิ่ง แต่ด้วยความไม่ย่อยแพ้อะไรง่าย ๆ 

เหมือนตาเฒ่า ‘ซานติอาโก’ ตัวเอกในนินาย The Old Man and the Sea ของ Ernest Hemingway แกจึงตระเวนปรึกษาหมอตามโรงพยาบาลต่าง ๆ 

จนกระทั่ง พบหมอที่อนุญาตให้แกวิ่งได้ โดยมีข้อแม้ว่า แกจะต้องสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมาใหม่ด้วยการใช้สองขายกตุ้มน้ำหนักทุกวันจนกว่าจะมีกล้ามเนื้อมากพอสำหรับการวิ่ง 

เพียงหนึ่งปีเท่านั้น จากคนที่หมอสั่งห้ามไม่ให้วิ่งคุณมานิตก็ได้กลายเป็นผู้พิชิตเส้นชัยมาราธอนที่น่าทึ่ง

เช่นนี้แล้ว เมื่อพี่ถามคุณมานิตว่า “ตอนนั้นวิ่งสัปดาห์ละกี่วันครับ” คุณมานิตจึงตอบว่า “อย่างน้อยห้าวันต่อสัปดาห์” 

และยังไม่ทันที่พี่จะอ้างปากถาม แกก็สำทับอีกว่า “ถ้าคุณจะตั้งใจทำอะไรจริงจัง คุณต้องใช้เวลามากกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์จากเวลาทั้งหมดที่มี” 

คำพูดของคุณมานิต แม้จะฟังดูสุดขั้วไปหน่อย แต่ก็คมคายและแฝงเร้นด้วยปรัชญาชีวิตมากมายในนั้น

ใช่ครับ! มันเป็นไปอย่างที่พี่สรุปความจากที่ได้สนทนากับคุณมานิต นั่นแหละ ว่า “การเพิ่มบางสิ่งลงไปในชีวิตเดิมนั้นต้องอาศัยความตั้งใจมหาศาลในช่วงเริ่มต้น 

เพราะสิ่งใหม่นับเป็นของแปลกปลอมของชีวิต เราพร้อมเสมอที่จะละเว้นหรือเลิกราไป ซึ่งสิ่งที่ดีต่อร่างกายและจิตใจมักจะทำได้ยากกว่าสิ่งแย่ ๆ 

หากอยากให้สิ่งนั้นกลายเป็นนิสัยเราต้องใช้ความตั้งใจขั้นสูง ความต่อเนื่องอย่างเข้มข้น และวินัยที่เข้มงวดยิ่ง” 

ทั้งสิ่งที่คุณมานิตพูดและข้อสรุปของพี่สอดคล้องกับทฤษฎีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ของ Dr. Maxwell Maltz ที่กล่าวว่า 

เมื่อคนเราทำอะไรซ้ำ ๆ ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 21 วัน สิ่งนั้นจะกลายเป็นนิสัย อาทิ อยากมีนิสัยตื่นเช้าเราจะต้องปลุกตัวเองให้ตื่นทุกเช้าตลอดระยะเวลา 21 วัน 

อยากทีนิสัยชอบวิ่งเราจะต้องบังคับตัวเองให้วิ่งติดต่อกันเป็นเวลา 21 วันทุกวัน เป็นต้น ซึ่งผมทดลองใช้แล้ว ตอนที่เริ่มเตรียมตัว อ่านหนังสือเตรียมสอบครูผู้ช่วยใหม่ ๆ 

โดยกำหนดให้ตัวเองตื่นมาอ่านหนังสือตอนตีสี่ทุกวัน พอผ่านไปตามวันเวลาที่กำหนด ผลปรากฏว่ามันเวิร์กมาก ๆ ทีเดียวครับ 

เมื่อถึงเวลาตีสี่ของทุกวัน ตัวผมจะกระเด้งจากที่นอนโดยไม่ต้องรอให้นาฬิกาปลุกเหมือนกับติดสปริงไว้เลย 

6.
คำพูดคมคายที่แฝงเร้นไปด้วยปรัชญาชีวิตของคุณลุงมานิตยังไม่หมดเพียงแค่นี้ เพราะแกยังพูดต่ออีกหลายประโยคว่า:-

“ข้ออ้างหนึ่งครั้งเป็นรอยร้าวเล็ก ๆ ในกระจกบานใหญ่ ที่สุดท้ายแล้วมันจะค่อย ๆ ทำให้กระจกร้าวจนแตก แค่หนึ่งครั้งก็ไม่ได้ ยอมแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ก็ไม่ได้ ตั้งใจแล้วต้องร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มเท่านั้น”

“เมื่อคุณวิ่งไปถึงสามสิบกิโลเมตรคุณจะพบว่าร่างกายคุณไปไม่ไหวแล้ว สิ่งที่พาร่างกายของคุณไปต่อจนถึงเส้นชัยคือหัวใจเท่านั้น 

คุณต้องต่อสู้กับความอยากยอมแพ้ แต่ถ้าคุณพาตัวเองไปถึงเส้นชัย แปลว่า คุณมีหัวใจอีกแบบหนึ่ง หัวใจแบบนั้นทำอะไรก็สำเร็จ”

ฟังแล้ว รู้สึกฮึกเหิมห้าวหาญขึ้นมาทันทีทันใด จริงเสียด้วย ที่นักปราชญ์หลายท่านให้ความสำคัญกับการสนทนากับผู้รู้ที่มีความเชี่ยวชาญในศาสตร์ด้านต่าง ๆ 

เพราะการได้ที่เราได้นั่งสนทนาจิบชากับผู้มากประสบการณ์เพียงเวลาไปกี่นาที เรามักจะได้รับสาระสำคัญมากกว่าการนั่งอ่านหนังสือหลายสิบเล่มเป็นไหน ๆ 

(ทว่าสำหรับผมแล้วการอ่านหนังสือก็ยังถือว่าเป็นฐานการเรียนรู้ที่สำคัญมาก ๆ อยู่) 

  7.
นอกจากคุณลุงมานิตแล้ว คนที่เป็นแรงบันดาลใจคนที่สองของพี่ ก็คือ คุณชัชชาติ สิทธิพันธ์ อดีตรัฐมนตรีโทรคมนาคม 

(ในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้การนำของอดีตนายกหญิงยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) 

ผู้ที่ถูกขนานนามให้เป็นรัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดให้ปฐพี อันเนื่องมาจากเรือนร่างกำยำที่เต็มเติ่งไปด้วยหมัดกล้ามของเขา 

จะด้วยความบังเอิญอย่างไรไม่ทราบได้ ที่พี่เคลื่อนไปเจอคลิปเรื่องการบริหารเวลาของคุณชัชชาติที่ไปพูดให้นักศึกษาฟังเข้า 

โดยเนื้อหามีอยู่ว่า คุณชัชชาติอ้างถึงทฤษฎีโหลแก้ว ของ Stephen R. Covey นักจิตวิทยา

เจ้าของผลงานหนังสืออันโด่งดังเรื่อง The Seven Habits of Highly Effective People หรือ 7 อุปนิสัยพัฒนาสู่ผู้มีประสิทธิผลสูง 

ในภาคภาษาไทย ที่กล่าวว่า คนเรามีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน เปรียบโหลแก้ว=เวลาทั้งหมดของชีวิต, ก้อนหิน=การทำสิ่งที่สำคัญชีวิต, กรวด=สิ่งสำคัญกับชีวิตลองลงมา, ทราย=สิ่งที่ไม่ค่อยสำคัญต่อชีวิต 

โจทย์เรื่องนี้มีอยู่ว่า เราจะบริหารเวลาชีวิตอย่างไรให้มีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งคุณชัชชาติบอกว่า คนส่วนใหญ่มักจะใส่ทราย 

(เรื่องไร้สาระแต่สนุก) ลงไปก่อน จึงไม่หลงเหลือพื้นที่สำหรับใส่ก้อนหิน (เรื่องสำคัญแต่ไม่สนุก) ลงไป

ต่อประเด็นนี้คุณชัชชาติสรุปว่า เราควรใส่ก้อนหินลงไปก่อน ตามด้วยกรวด และปิดท้ายด้วยการใส่ทรายลงไปทีหลัง 

กล่าวคือ เราอยากประสบความสำเร็จในด้านใดเราควรใส่เหตุปัจจัยหรือลงทุนกับเรื่องนั้น ๆ ในโหลแก้วของชีวิตของเรา 

อย่ามัวเพลิดเพลินกับเรื่องไร้สาระมากเกินไปจนลืมพัฒนาชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น อาทิ อยากผอมก็ต้องใช้เวลาชีวิตส่วนใหญ่ไปกับการออกกำลังกาย 

อยากเรียนเก่งก็ต้องใช้เวลาชีวิตส่วนไปกับการฝึกฝนเรียนรู้ อยากสอบบรรจุครูผู้ช่วยให้ได้ก็ต้องทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตไปกับการอ่านหนังสือและการฝึกทำข้อสอบ เป็นต้น

8.
พี่เอ๋-นิ้วกลมครับ ผมรู้แล้วว่า กฎเหล็กของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จนั้น 

มีอยู่เพียงข้อเดียว นั่นก็คือ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างนี้ ห้ามผิดสัญญากับตัวเองเป็นอันขาด อยากประสบความสำเร็จในเรื่องใด 

เราต้องปณิธานอย่างแรงกล้ากับเรื่องนั้น ลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ อย่าผัดผ่อน อิดออด หรือสรรหาข้ออ้างอื่นใดมาลบล้างให้ล้มเลิก 

ผมชอบที่พี่จะแปะสติ๊กเกอร์คำว่า SHUT UP AND RUN -หุบปากซะ แล้วออกไปวิ่ง ทุกครั้งที่พี่วิ่งเสร็จ 

นั่นเป็นการตอกย้ำคำสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเองในทุก ๆ วัน ส่งผลให้เป้าหมายแห่งความสำเร็จในหัวแจ่มชัดตามไปด้วย

9.
ครับ! เมื่อผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบลง ผมรู้สึกว่ามีคำตอบบางอย่างให้กับตัว 

คำตอบนั้นก็คือ แท้จริงแล้วชีวิตอาจคือความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น 

ภายใต้การขับเคี่ยวระหว่างมนุษย์ Did Not Finish -มนุษย์ผู้ล้มเหลว กับ มนุษย์ Finisher-มนุษย์ผู้สำเร็จ 

ทุกความพยายามที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นคือการเปิดโอกาสให้มนุษย์ Finisher ในตัวเราได้เติบโต ความสม่ำเสมอเท่านั้นที่เอาชนะความขี้เกียจ 

กิจวัตรประจำวัน จะก่อร่างสร้างพฤติกรรม พฤติกรรมจะก่อร่างสร้างนิสัย และนิสัยจะก่อร่างสร้างตัวตน 

10.
สุดท้ายนี้ ผมขอปิดท้ายด้วยคำพูดขอพี่อันเป็นเสมือนข้อสรุปของสิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมด ที่ว่า 

“ผู้คนที่เราเห็นว่าเขาเป็นผู้ชนะหรือทำสำเร็จในวันนี้ แท้จริงแล้วเขาต้องผ่านการทำให้ด้าน Finisher เอาชนะด้าน Did Not Finish 

มานับพันนับหมื่นครั้งเช่นกัน” เพราะ “ถึงที่สุดแล้ว หนึ่งชัยชนะคือผลสะสมมาจากชัยชนะนับครั้งไม่ถ้วน”

กล่าวให้กระชับขึ้น เรื่องของความสำเร็จมันก็มีอยู่ว่า SHUT UP AND DO IT—หุบปากซะ แล้วลงมือทำ

ถึงตรงนี้ ผมอยากจะขอสรุปประเด็นให้กระชับขึ้น อีกครั้งว่า ไม่มีความสำเร็จหรือชัยชนะใดได้มา 

โดยปราศจากความพยายาม ไม่มีใครล่วงรู้ว่าการต่อสู้ในสมรภูมิชีวิตจะสิ้นสุดลงเมื่อใด 

จงใช้มันอย่างระมัดระวัง และเมื่อเผชิญปัญหาอย่ายอมจำนนโดยง่ายดาย 

จงฮึกเหิมห้าวหาญต่อสู้กับมันอย่างถึงที่สุด แล้วชัยชนะจะเป็นของเรา...

ด้วยความนับถือ
ผมเอง!




หมายเหตุ: มือใหม่หัดเขียน ผิดพลาดประการใด โปรดช่วยชี้แนะ ผมด้วยนะครับ!

อ้างอิง
- หนังสือ Homo Finishers เขียนโดย คุณนิ้วกลม 
- หนังสือ 7 อุปนิสัยพัฒนาสู่ผู้มีประสิทธิผลยิ่ง (The Seven Habits of Highly Effective People) แปลโดย สนพ.dmg 













SHARE
Writer
ChavisPhewngerN
Teacher
นัก (เรียน) เล่าเรื่อง ผู้พยายามสร้างเรื่องราว ผ่านเรื่องเล่า ที่เขาเล่าเอง

Comments