หนังสือเล่มเดิมที่อ่านไม่จบ

“เราอ่านหนังสือจบแล้วนะ”

ฉันตกใจที่เห็นข้อความ นี่เป็นครั้งแรกที่คุณติดต่อมาหลังจากหายหน้าไปเป็นปี ตอนนั้นเราค่อยๆ ถอยห่างจากกัน ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในใจฉันทั้งเจ็บและเสียดายที่ต้องปล่อยคุณไป

พอตั้งสติได้ว่าคุณคงหมายถึงหนังสือที่ฉันให้คุณยืม ฉันจึงตอบกลับไป

“เป็นยังไงบ้าง” 
“ก็งงๆ บ้าง แต่มันเสียดสีสังคมได้เจ็บดี”
“แล้วชอบมั้ย”
“ก็โอเคอยู่นะ”

คุณบอกว่าจะเอาหนังสือมาคืน โดยชวนไปร้านหนังสือแห่งหนึ่งที่เป็นคาเฟ่ มันไม่ใช่ร้านหนังสือที่เราเคยไปด้วยกัน ฉันไม่เคยไปร้านนี้มาก่อน แต่คิดว่าเป็นร้านที่น่าสนใจดี

“ไปร้านนี้บ่อยเหรอ”
“ยังไม่เคยไปนะ เลยมาชวนเธอไง”

ฉันลังเลและสับสนว่าควรไปเจอคุณดีไหม คุณสามารถคืนหนังสือให้ฉันได้โดยที่เราไม่ต้องเจอกันก็ได้นี่ ฉันอุตส่าห์ใช้เวลาตั้งนานในการเยียวยาตัวเองและไม่สนใจเรื่องของคุณ

แต่ฉันก็ตอบตกลงไปเจอคุณ...

ใจฉันเต้นตึกตัก ขณะที่เปิดประตูร้านเข้าไป และยิ่งใจเต้นหนักกว่าเดิมเมื่อเห็นคุณนั่งรออยู่ นอกจากผมที่น่าจะเพิ่งตัดมาใหม่ คุณดูไม่เปลี่ยนไปเลย

ในร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกาแฟสดและเบเกอรี่ที่เพิ่งอบใหม่ ด้านหนึ่งมีโต๊ะและเก้าอี้สำหรับลูกค้า ส่วนอีกด้านมีชั้นหนังสือวางเรียงราย บนผนังมีภาพถ่ายและภาพวาดแขวนอยู่ พอสังเกตดูดีๆ แล้ว ร้านนี้มีงานศิลปะเยอะเลยทีเดียว

ฉันเดินไปที่โต๊ะและนั่งลงตรงข้ามคุณ ถ้วยกาแฟบนโต๊ะว่างเปล่า 

“มาถึงนานแล้วเหรอ”
“สักพักละ จะกินอะไรมั้ย”
“ไม่เป็นไร ยังไม่ค่อยหิว”
“เป็นไงร้านนี้”
“บรรยากาศดีเลย” 
“คิดแล้วว่าเธอต้องชอบ”

แล้วคุณก็ส่งหนังสือให้ฉัน มือของเราแตะกันตอนฉันยื่นมือไปรับหนังสือจากคุณ

“ขอบคุณที่ให้ยืมนะ นานเลย เกรงใจจัง” 
“ไม่เป็นไร ได้อ่านก็ดีแล้ว” ฉันตอบตามมารยาท ทั้งที่เคยก่นด่าคุณในใจ

คุณชวนคุยต่อเกี่ยวกับหนังสือ และโยงไปเรื่องอื่นๆ บทสนทนาของเราลื่นไหล เหมือนกับว่าเราคุยกันแบบนี้อยู่บ่อยๆ ระยะเวลานานที่ขาดการติดต่อไปไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไรเลย

“ไปดูหนังสือกัน เรามีหนังสือที่อยากซื้อ” 

จู่ๆ คุณก็ลุกยืนขึ้น และเดินนำไปที่ชั้นหนังสือ ฉันเดินตามไปอยู่ข้างคุณ ฉันเกือบลืมไปแล้วว่าคุณตัวสูงขนาดนี้ จังหวะนั้นทำให้ฉันนึกถึงช่วงเวลาที่เคยไปไหนมาไหนกับคุณเมื่อนานมาแล้ว

เราค่อยๆ ดูหนังสือตามชั้นหนังสือ หยิบบางเล่มที่น่าสนใจมาพลิกอ่านบ้าง แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับหนังสือแต่ละเล่ม 

“นี่ไง เล่มที่เราอยากได้” คุณพูดอย่างตื่นเต้น ขณะหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมา
“อ๋อ เล่มนี้ที่เธอเคยบอก นึกว่าซื้อไปแล้วซะอีก”
“เธอก็เคยบอกว่าอยากอ่านใช่มั้ย”
“ใช่ ยังไม่ได้อ่านเหมือนกัน” ฉันแอบแปลกใจที่คุณยังจำได้
“โอเคเลย ถ้าเราซื้อเล่มนี้ เราจะให้เธอยืมบ้าง”
“ไม่เป็นไร เธอเคยให้เรายืมเล่มอื่นแล้วไง”
“เธอก็เคยให้เรายืมหลายเล่มเหมือนกันนี่”

ฉันยิ้ม และกวาดสายตาดูหนังสือต่อ จนไปหยุดที่หนังสือเล่มหนึ่ง เป็นเล่มที่คุณเคยซื้อตามคำแนะนำของฉัน

“เล่มนี้อ่านจบหรือยัง” ฉันชี้ที่หนังสือเล่มนั้น
“เอ่อ ยังเลย” คุณตอบพร้อมยิ้มแก้เก้อ
“นานแล้วนะ”
“เราเปลี่ยนไปอ่านเล่มอื่นก่อนน่ะ”
“แล้วอีกเล่มที่เธอเคยให้เรายืม ได้อ่านยัง”
“ยังเหมือนกัน”
“อ้าว แล้วตอนนี้อ่านอะไรอยู่มั้ย”
“ก็มีนะ หลายเล่มอะ” 

ฉันหันไปจ้องหน้าคุณชัดๆ แล้วพูดต่อ

“ทำได้ยังไงน่ะ อ่านพร้อมกันทีละหลายๆ เล่ม อ่านเล่มนึงค้างไว้ยังไม่จบ ก็ไปเริ่มอ่านเล่มใหม่ เราทำแบบนั้นไม่ได้เลย ชอบอ่านให้จบไปทีละเล่มมากกว่า”
“จะบ่นว่าเราเป็นคนโลเลอีกแล้วใช่มั้ย”

ฉันชะงักเล็กน้อย เพราะรู้สึกว่ามีน้ำเสียงไม่พอใจแฝงอยู่ในคำพูดของคุณ

“ใช่ เราไม่เข้าใจ เธอไม่สับสนหรือไง” 
“นี่เธอยังหมายถึงเรื่องหนังสือใช่มั้ย”

เราต่างรู้ดีว่าหมายถึงเรื่องอื่นด้วย คือการที่คุณมีคนคุยทีละหลายคน โดยที่ฉันเคยเป็นหนึ่งในนั้น มันไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ในเมื่อคุณยังไม่ได้ผูกมัดกับใคร แต่ฉันไม่โอเค เราเลยแยกย้ายกันไป

ฉันโมโหตัวเองที่ออกมาเจอคุณ คุณคนเดิมที่เคยทำให้ฉันเสียใจ และทำให้ฉันหลงคารมได้ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ แต่ฉันได้รับบทเรียนแล้ว

ฉันเงียบ ไม่ตอบอะไรอีก คุณเลยเดินไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์ ฉันมองตามร่างสูงโปร่งของคุณที่ฉันเคยชอบเวลาได้อยู่ใกล้ๆ แต่คราวนี้ฉันไม่ได้เดินไปด้วย คุณเดินกลับมาหาฉัน แล้วยื่นหนังสือมาให้

“เธอเอาไปอ่านก่อนเลย”

คุณทำแบบนี้อีกแล้ว ให้ฉันยืมหนังสือของคุณ ทั้งที่คุณยังอ่านไม่จบ หรือยังไม่เคยอ่านด้วยซ้ำ 

ฉันส่ายหน้า

“ไม่เป็นไร เราไม่ยืมก็ได้”
“เอาไปเถอะ อยากอ่านไม่ใช่เหรอ”
“ก็ใช่ แต่...”

ฉันไม่อยากให้เราต้องมีเรื่องติดค้างอะไรกันอีก

“ถ้าอ่านจบแล้วจะคืนเมื่อไรก็ได้ หรือจะเก็บไว้ไม่คืนก็ได้นะ ถือว่าเราให้แทนคำขอบคุณหรือขอโทษละกัน”
ครั้งสุดท้ายที่เราเจอกันเมื่อปีที่แล้ว ฉันกลัวว่าจะเสียทั้งคุณและหนังสือไป ตอนนี้ ฉันได้หนังสือของฉันคืนมาจากคุณ แถมมีหนังสือที่คุณให้ด้วยอีกหนึ่งเล่ม ไม่ว่านั่นจะหมายถึงอะไรก็ตาม

ฉันเคยคิดว่าการที่เราได้อ่านหนังสือแบบที่อีกฝ่ายชอบ จะช่วยสานสัมพันธ์ของเราได้ดีขึ้น แต่ไม่ว่าเราจะอ่านหนังสือเหมือนกันสักกี่เล่ม มันก็ไม่ได้การันตีเลยว่าคุณจะชอบฉัน

คุณเป็นหนังสือที่ฉันอ่านจบแล้ว และหยิบมาเปิดดูอีกครั้ง แต่ฉันไม่อยากอ่านซ้ำอีกแล้ว ส่วนฉันก็ยังเป็นหนังสือที่คุณอ่านค้างไว้เหมือนเดิม ซึ่งไม่เป็นไร เพราะฉันได้ความรู้สึกของฉันที่เคยมอบให้คุณกลับมาแล้ว
SHARE

Comments

oncee
2 years ago
เขียนดีจังเลยค่ะ ^^
Reply
tidachan
2 years ago
ขอบคุณนะคะ (:
bibliomaniaer
2 years ago
สำหรับเรานะ หนังสือที่ถูกอ่านไปแล้วไม่ว่าจะครึ่งเล่มหรือ 10 หน้า 20 หน้า ยังไงซะก็ต้องฝืนอ่านให้จบ ไม่สามารถที่จะทำให้มันค้างๆคาๆได้ ซึ่งถ้าพบเจอคนที่อ่านไม่จบแล้วเปลี่ยนเล่มไปเรื่อยๆ เราก็จะคิดว่าเขาเป็นคนโลเลเหมือนที่คุณคิดนั่นแหละ
Reply
tidachan
2 years ago
คนเราไม่ควรต้องมาทนกับคนโลเลเนอะ
bibliomaniaer
2 years ago
ใช่ สงสารหนังสือที่ยังอ่านไม่จบ
tidachan
2 years ago
จริงค่ะ รอเจอคนที่จะพร้อมอ่านให้จบดีกว่า
superwins
2 years ago
การคบคนก็เหมือนการอ่านหนังสือดีๆนี่เอง เข้าใจเปรียบเทียบมากคับ
Reply
tidachan
2 years ago
คนเราควรจะได้เจอกับหนังสือสักเล่มที่ถูกใจและเหมาะสมกับตัวเองค่ะ
ขอบคุณนะคะ
Riceberry
2 years ago
“ อ่านเพลินเลยค่ะ ☺️”
ตอนนี้อยากอ่านหนังสือเล่มเดิม แต่ไม่อยากให้จบแบบเดิม 😔
Reply
tidachan
2 years ago
อ่านหนังสือเล่มเดิมได้นะคะ ถึงแม้จะเปลี่ยนตอนจบของหนังสือไม่ได้ แต่เปลี่ยนมุมมองและวิธีรับมือกับมันได้ค่ะ
jaicha
2 years ago
ชอบค่ะ อ่านแล้วรู้สึกจุกอกดี :)
Reply
tidachan
2 years ago
ขอบคุณนะคะ คนเขียนก็จุกค่ะ 555