Steve Jobs การออกแบบบนความเรียบง่าย
1.
ใครกันนะ ที่ทำให้พ่อมดแห่งวงการไอทีอย่าง Bill Gate ถึงกับรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้ง เวลามีคนชมต่อหน้าเขาว่า ใครคนนั้นเป็นผู้มีความเป็นเลิศในเรื่องวิสัยทัศน์ทางเทคโนโลยีที่กว้างไกล ทั้งที่พวกเขาต่างก็รู้ว่า ใครคนที่ว่านั้นไม่รู้จักวิธีเขียน รหัส Software เลยแม้แต่ตัวเดียว 
.
ใครกันนะ กระทั่งอุกอาจ ถึงขั้นกล้าออกมาวิจารณ์บริษัทด้านไอทียักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ว่าเป็นพวกไม่มีรสนิยมเอาเสียเลย ตลอดจนถึงขั้นเอ่ยปากทำนองเย้ยหยัน บิ๊กเบิ้มอย่าง Bill Gate ว่าเป็นพวก “ค่อนข้างแคบ เขาน่าจะคิดได้กว้างไกลกว่านี้ ถ้าเคยไปใช้ชีวิตในอาศรมตอนหนุ่ม” 
.
ใครกันนะ ที่กล้าหาญออกตัวได้เผ็ดร้อนถึงเพียงนี้  ติ๊ก-ต็อก… ติ๊ก-ต็อก… ติ๊ก-ต็อก... อ๋อ! นึกว่าใครที่ไหน ที่แท้ ก็คือ Steve Jobs นี่เอง!

2.
ย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 2007 คงไม่ใครกล้าปฏิเสธได้ว่า การก่อกำเนิดเกิดขึ้นของสิ่งที่เรียกว่า iPhone  ซึ่งเป็นประดิษฐกรรมโฉมงามสุดล้ำยุคของบริษัท Apple นั้น มีส่วนต่อการเปลี่ยนแปลงโลกของเราไปอย่างมากมายมหาศาล 
.
จะเห็นได้ว่า ความยิ่งใหญ่ของเจ้าสิ่งนี้ อยู่ที่การมันสามารถย่อโลกทั้งใบ เข้ามาไว้ในกระเป๋ากางเกงของเรา ในราคาย่อมเยาที่คนส่วนใหญ่เอื้อมถึง ซึ่งส่งผลทำให้โลกก้าวเข้าสู่ยุค Smart Phone รุ่งเรืองอย่างเต็มตัวไปโดยปริยาย และกลายมาเป็นเครื่องสำคัญในการใช้ชีวิตของผู้คนจำนวนมาก
.
กระทั่งผมหรือคุณผู้อ่านเอง อาจจะไม่รู้สึกตระหนกตกใจ หากวันหนึ่งวันใด หลงลืมกระเป๋าสตางค์เมื่อเดินทางออกจากบ้านมาไกล แต่หากเมื่อใดก็ตามที่เราไม่ได้พกโทรศัพท์ติดตัวไปด้วยแล้วละก็ ความวิตกกังวลย่อมบังเกิดแก่เราอย่างแน่นอน 
.
ด้วยความทึ่งอย่างสุดตัว ผมจึงอดที่จะตั้งคำถามไม่ได้ว่า เจ้าของสิ่งนี้มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไรกัน อะไรคือแนวคิดพื้นฐานที่ซ่อนอยู่ภายใต้รูปลักษณ์อันเรียบง่ายนี้ ซึ่งคำตอบที่ได้ ก็คือ มันมีจุดเริ่มต้นมาจากโรงรถน้อย ๆ ภายในบ้านแห่งหนึ่ง
.
Steve Jobs หรือชื่อเต็มคือ Steven Paul Jobs เกิดวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1955 (ปีเดียวกันกับที่ Albert Einstein เสียชีวิต!) ใน San Francisco รัฐ California เป็นบุตรแท้ ๆ ของ Abdulfattah Jandali และ Joanne Schieble นักศึกษาปริญญาโทและปริญญาตรีของ University of Wisconsin-Madison 
.
แต่ด้วยความทั้งสองยังไม่พร้อมที่จะมีลูก จึงได้มอบเด็กทารก Steve Jobs น้อยให้กับ Paul Jobs และ Clara Hagopian รับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมในเวลาต่อมา โดยทั้งสองได้ให้สัญญาแก่พ่อแม่แท้ ๆ ของเด็กว่า จะตั้งใจส่งเสียให้เขาได้เล่าเรียนจนจบมหาวิทยาลัย
.
เด็กชาย Steve Jobs จึงเติบโตขึ้นท่ามกลางความรัก และเข้าใจใส่อย่างดีเยี่ยมจาก Paul และ Clara แต่ด้วยความที่ทั้งสองมีการศึกษาไม่สูงนัก หน้างานที่ทำส่วนใหญ่จึงเป็นงานในเชิงปฏิบัติ 
.
พวกเขาได้ถ่ายถอดมันแก่ลูกชายของตนเพียงคนเดียว Jobs จึงได้ทักษะในการทำงานจริงมากมาย ทั้งกลไกลการทำงาน และวิธีสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ รอบตัว ทั้งยังฝึกความมีนิสัยตรงไปตรงมา เขาจึงไม่รู้สึกขาดเขินหรือมีปมที่ถูกพ่อแม่แท้ ๆ ของตนเองทอดทิ้งไปตั้งแต่เด็กเลยแม้แต่น้อย 
.
ดังจะเห็นได้จากการที่เขากล่าวในภายหลังว่า “Paul และ Clara เป็นพ่อแม่แท้ ๆ ของผม 100% ในขณะที่ Joanne และ Abdulfattah เป็นเพียงธนาคารอสุจิและไข่ นี่ไม่ใช่เรื่องหยาบคาย แต่เป็นเรื่องจริง”


3.
ในปี ค.ศ. 1972 หลังจากที่จบจากโรงเรียนมัธยม Homestead High พ่อแม่บุญธรรมของเขาก็ได้ทำตามสัญญาโดยส่งให้เขาเข้าในมหาวิทยาลัย โดยที่ Karen Blumenthal หนึ่งในผู้เขียนประวัติของ Steve Jobs บรรยายไว้ในผลงานหนังสือเรื่อง Steve Jobs The Man Who Thought Different ว่า 
.
“เมื่อถึงเวลาที่ต้องสมัครเรียนต่อ Jobs ไม่สนใจมหาวิทยาลัย California ซึ่งมีหลายแห่งให้เลือก รวมทั้ง Berkeley มหาวิทยาลัยของรัฐเหล่านี้มีค่าเล่าเรียนถูกกว่าเอกชนมาก 
.
เพื่อนหลายคนของ Jobs ไปต่อที่ Stanford และเขาเองก็มีโอกาสที่จะได้รับทุนที่นั่นแต่ Jobs ไม่ต้องการ โดยบอกว่ามันจริงจังเกินไปสำหรับเขา และเหมาะกับคนหนุ่มสาวที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรในอนาคตมากกว่า” 
.
และในท้ายที่สุด เขาได้เลือกเข้าเรียนที่ Reed College วิทยาลัยเอกชนด้านศิลปศาสตร์ที่มีนักศึกษาจำนวนราวหนึ่งพันสองร้อยคน ซึ่งมีชื่อเสียงในหมู่คนหนุ่มสาวหัวก้าวหน้าที่มีความคิดอิสระและกำลังอยู่ในช่วงแสวงหาตัวตน
.
เมื่อเรียนไปได้สักพัก เขาก็เริ่มไม่สนใจเรียนในวิชาที่ตัวเองไม่ชอบ และเลือกลงเรียนวิชาเต้นรำด้วยวัตถุประสงค์คือเพื่อที่จะได้เจอกับสาว ๆ เท่านั้น ความโดดเด่นของเขา ก็คือ การเดินท่อม ๆ ไปทั่ววิทยาลัยด้วยเท้าอันเปลือยเปล่า และจะใส่รองเท้าแตะเฉพาะหน้าหิมะตก 
.
เขาเริ่มเอาจริงเอาจังกับการแสวงตนเองด้วยการฝึกนั่งสมาธิหลังจากที่ได้อ่านผลงานหนังสือเรื่อง Zen Mind, Beginner’s Mind ของ Shunryu Suzuki นักบวชชาวญี่ปุ่น 
.
และเปลี่ยนพฤติกรรมการกินมาเป็นมังสวิรัติทั้งตลอดชีวิต เมื่อได้อ่านผลงานหนังสือเรื่อง Diet for a Small Planet ของ Frances Moore Lappe นักวิจัยชาวอเมริกัน ซึ่งแนวทางเหล่านี้ได้ส่งผลต่อวิธีคิดในการทำงานออกแบบผลิตภัณฑ์ของเขาในเวลาต่อมาเป็นอย่างมาก
.
ประจวบกับช่วงเวลานั้น เขาได้ซึมซับวัฒนธรรมฮิปปี้ ที่กำลังกลายเป็นกระแสความสนใจของคนหนุ่มสาวช่วงในเวลานั้น และเริ่มรู้สึกสนุกสนานกับการใช้ชีวิตอิสระมากขึ้นทุกวัน 
.
จนกระทั่งส่งผลทำผลการเรียนของเขาออกมาไม่ค่อยดี พร้อมกับเงินค่าเล่าเรียนที่เหลือน้อยเต็มที ต่อมาไม่นาน เขาก็ตัดสินใจพักการเรียนเมื่อจบเทอมแรก 
.
โดยที่ Karen Blumenthal ได้บรรยายว่า “เหตุการณ์นี้เป็นอีกจุดหนึ่งในชีวิตของเขาซึ่งเชื่อมย้อนหลังไปยังจุด ณ ตอนที่เขาเกิด และจะเชื่อมต่อกับจุดอื่น ๆ ในอนาคตข้างหน้าด้วย พ่อแม่ของ Jobs รักษาสัญญาที่จะสิ่งเขาเรียนต่อมหาวิทยาลัยแม้ว่าค่าเรียนที่ Reed จะทำให้เงินเก็บของเขาร่อยหรอจนเกือบหมดก็ตาม 
.
แต่เนื่องจาก Jobs ไม่รู้ตัวเองว่าต้องการอะไรในชีวิตกันแน่ เขาถึงเริ่มถามตัวเองว่าเงินที่จ่ายไปนั้นคุ้มค่าหรือไม่” 
.
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะพักเรียนไปแล้ว แต่เขาก็ยังคงอยู่ที่มหาวิทยาลัยต่อไป โดยขออาศัยตามห้องนอนของเพื่อน และด้วยความสงสัยใคร่รู้ของเขาซึ่งกลายเป็นที่ถูกอกถูกใจของคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา เขาจึงได้รับอนุญาตเข้าเรียนโดยไม่รับเกรดได้ตามชั้นเรียนในวิชาต่าง ๆ ที่เขาความสนใจ


4.
เรื่องนี้ Karen Blumenthal ได้บรรยายว่า “หนึ่งในนั้นก็คือการเข้าเรียนในชั้นออกแบบตัวอักษรวิจิตร Jobs ทึ่งกับตัวอักษรสวยงามที่เขียนด้วยมือซึ่งปรากฏอยู่บนโปสเตอร์ ใบปลิว 
.
หรือแม้แต่ป้ายติดลิ้นชัก และอยากจะเรียนรู้เรื่องนี้มากขึ้น ชั้นเรียนนี้สอนให้เขารู้จักกับตัวอักษรแบบต่าง ๆ ทั้งแบบมีขีดปิดหัวท้ายและไม่มี 
.
และการเว้นช่องไฟ แม้จะดูไร้ประโยชน์ในตอนนั้น แต่ก็สนุก” ซึ่งภายหลัง Jobs เองได้กล่าวถึงประสบการณ์ครั้งนี้ว่า “ผมรู้สึกว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก”
.
หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1977 เขากับ Steve Wozniak และ Ronald Wayne เพื่อนรุ่นพี่ได้ร่วมกันก่อต้องบริษัทโดยใช้ชื่อว่า Apple ซึ่งเป็นการสื่อถึงความเรียบง่าย และการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ขึ้นในโรงรถที่บ้านของเขาในวัยเพียง 20 ปี 
.
ด้วยสัดส่วนการถือหุ้น 45:45:10 ตามลำดับ โดยเปิดตัวผลิตภัณฑ์แรก ก็คือ Apple I ตามด้วย Apple II และหลังจากได้ไปดูงานของ Xerox PARC เขาก็ได้แนวคิดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ที่สร้างชื่อเสียงอย่างยิ่งใหญ่ให้กับบริษัท นั่นก็คือ Macintosh โดยการเปิดตัวในปี ค.ศ. 1984 จนกระทั่งมีการเปิดตัว iPhone ในปี ค.ศ. 2007
.
ด้วยการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เรียบง่าย เฉียบคม และแฝงด้วยความลุ่มลึกจากการใส่ใจในทุกรายละเอียดบวกกับรูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลา ลีลาการนำเสนอที่ดึงดูดใจ และความเป็นหนุ่มไฟแรง ทำให้ Jobs กลายเป็นดาราหน้าปกนิตยสารต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง 
.
เป็นต้นว่า เขาเคยขึ้นปกนิตยสาร Time ถึงแปดครั้ง และนิตยสาร Fortune อีกกว่าสิบครั้ง จึงทำให้เขา และบริษัทอยู่ในกระแสข่าวตลอดเวลา ในเวลาต่อมา Jobs ก็กลายเป็นชายผู้มั่งคั่ง นิตยสาร Forbs ได้ประมาณการว่าเขาทรัพย์สินทั้งสิ้นถึง 7,000 ล้านดอลลาร์
.
ต่อประเด็นนี้ Karen Blumenthal ได้สรุปว่า แม้ว่า Jobs “เขาไม่ใช่ผู้สร้างสรรค์คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ก็จริง แต่เขาคือเสียง และหน้าตาของการปฏิวัติวงการคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เขาไม่ได้เป็นผู้ทำภาพยนตร์แอนิเมชันจากคอมพิวเตอร์อันน่าอัศจรรย์ของ Pixar 
.
แต่เป็นผู้สร้างให้มันเกิด Jobs นำดนตรีดิจิทัล และคอมพิวเตอร์เข้ามาใส่ไว้ในกระเป๋าเราด้วยที่งดงาม ทำให้ชีวิตของพวกเราง่ายขึ้น ด้วยการยืนกรานว่าทุกอย่าง Apple ทำ และที่คนอื่น ๆ พากันทำตามจะต้องเรียบง่ายและสนุกในการใช้”


5.
ในปี ค.ศ. 2011 ภายใต้กฎอนิจจังไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า Steve Jobs จึงถึงคราจากลาโลกนี้ไปในอาการสงบ หลังจากต่อสู้กับโรคมะเร็งเป็นระยะนานหลายปี 
.
โดยที่ George Ilian ได้กล่าวไว้ในผลงานหนังสือ Top 10 Visionaries That Changed the World ของเขาว่า “…การเสียชีวิตของ Jobs เป็นข่าวหน้าหนึ่งทั่วโลก ผู้คนมากกว่าล้านคนต่างร่วมไว้อาลัย 
.
นิตยสาร Time และ บิสเนสวีค ของบลูมเบิร์กร่วมรำลึกถึง Jobs โดยนำรูปถ่าย Jobs ขึ้นปก ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา Barack Obama นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ David Cameron และผู้ก่อตั้ง Microsoft Bill Gate ต่างล้วนสดุดีต่อสิ่งที่ Jobs พยายามทำเพื่อสังคม 
.
Jobs ได้รับการยกย่องว่าเป็นดั่ง Henry Ford หรือ Thomas Edison ในยุคปัจจุบัน แม้ว่าในชีวิตจริง Jobs จะมีศัตรู แต่เมื่อเขาจากโลกนี้ไป ศัตรูต่างพากันนิ่งใบ้…อย่างไรก็ตาม รายงานพิเศษใน Forbs บรรยายว่า Jobs เป็นทั้ง ผู้ประกอบการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนี้ และ ผู้ประกอบการต้นแบบในรุ่นของเรา…”
.
ครั้งหนึ่ง ในพิธีรำลึกถึง Steve Jobs ที่จัดขึ้นสำหรับสำหรับพนักงาน Apple นำโดย Tim Cook ผู้เป็น CEO คนใหม่ ซึ่งเขาได้กล่าวถึงบทเรียนหนึ่งที่ Jobs เคยสอนเขาไว้ว่า “ความเรียบง่ายทำยากกว่าความซับซ้อน นายต้องพยายามอย่างหนักที่จะทำให้ความคิดของนายชัดเจนพอที่จะทำให้มันเรียบง่าย แต่ท้ายที่สุดแล้วมันจะคุ้มค่า เพราะเมื่อนายทำได้แล้วนายจะสามารถเคลื่อนย้ายภูเขาได้”
.
แท้จริงแล้ว นิยามความเป็น Steve Jobs ก็คือการใส่ใจในทุกรายละเอียดกับสิ่งที่ทำบนพื้นฐานปรัชญาความคิดที่เรียบง่าย และเห็นผลจริงนั่นเอง
.
ซึ่งสามารถสรุปด้วยข้อความสั้น ๆ ของเขาที่ว่า Stay Hungry, Stay Foolish จงหิวกระหาย จงละม้ายคนโง่


หมายเหตุ: มือใหม่หัดเขียน ผิดพลาดประการใด โปรดช่วยชี้แนะ ผมด้วยนะครับ!

อ้างอิง
- หนังสือ โลกเป็นของคนที่เห็นโลกก่อนใคร (Top 10 visionaries that changed the world) แปลโดย คุณพลกิตต์ เบศรภิญโญวงศ์ 

- หนังสือ วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน แปลโดย คุณสฤณี อาชวานันทกุล

- หนังสือ สตีฟ จอบส์ อัจฉริยะพลิกโลก (Steve Jobs : The Man Who Thought Different) แปลโดย คุณนรา สุภัคโรจน์








SHARE
Writer
ChavisPhewngerN
Teacher
นัก (เรียน) เล่าเรื่อง ผู้พยายามสร้างเรื่องราว ผ่านเรื่องเล่า ที่เขาเล่าเอง

Comments