เมื่อฉันรู้ที่จะรัก
...เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกินกว่าที่ฉันจะทำใจได้ มันเกิดขึ้นเร็วมาก แต่อยู่กับฉันไปตลอดชีวิต ย้อนกลับไปช่วงเดือนเมษายน เทศกาลที่ทุกคนต่างมุ่งหน้ากลับบ้านไม่เว้นแม้แต่ฉันที่ตัดสินใจขึ้นรถก่อนวันหยุดยาวแค่วันเดียว กลับบ้านครั้งนี้ก็แค่จะไปนั่งดูหลานๆเล่นน้ำ ทำกับข้าว ไปซื้อของในตลาด นอนดูทีวี หรือเขียนงานวิจัยให้เสร็จ...
...รถเก็งคนสีดำวิ่งอกจากกรุงเทพมุ่งหน้าสู่ภาคใต้ของประเทศ เส้นทางที่คุ้นเคย ช่วงเวลาที่พลุกล่านของผู้คน ที่ต่างหันหน้าออกจากกรุงเทพฯ ฉันนั่งในรถพร้อมกับแบกรับความรู้สึกต่างๆที่เข้ามาเยี่ยมในช่วงเวลาที่นั่งรถ ฉันคิดถึงความรู้สึกเจ็บปวดเมื่อหวนรำลึกถึงความล้มเหลวของความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับเขา  ฉันมองพระจันทร์ที่มันคล้ายกับวิ่งตามฉันและแสงจันทร์ที่สาดส่องออกมาทำให้เห็นวิวจางๆของสองข้างทางที่รถเล่นผ่านไป  ฉันสงสัยว่าถ้าเกิดพระจันทร์คือมนุษย์คนหนึ่งที่มีความคิด ความรู้สึก มันจะคิดหรือรู้สึกอะไรกับผู้คนในโลกใบนี้ หรือผู้คนในโลกใบนี้จะรู้สึกหรือคิดยังไงกับพระจันทร์ คนในสมัยสุเมเรียนจะมองพระจันทร์แบบไหนมันต่างจากยุคที่ฉันอยู่ในตอนนี้ไหม ยุคที่ทุกคนไม่ต้องพึ่งพาแสงจากพระจันทร์ ในยุคสมัยแบบนี้ฉันมองพระจันทร์และได้สัมผัสความรู้สึกโดดเดี่ยว..
พระจันทร์คือสัญลักษณ์ของความโดดเดี่ยวของผู้คน ในยุคสมัยที่ความสัมพันธ์ตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์
.ช่วงเวลาของพระอาทิตย์ที่ลิบหายไปจนเริ่มแสงใหม่ในเช้าอีกวัน รถที่ฉันนั่งมุ่งตรงถึงทางแยกที่บ้านฉัน รถเลี้ยวเข้าบ้านและเมื่อรถหยุดลง ฉันรีบออกจากรถและพบกับ ย่า และพ่อ ที่ยืนอยู่หน้าบ้าน พ่อฉันเป็นคนที่ไม่เคยแสดงความรัก แกเป็นพวกที่ชอบทำมากกว่าพูด ฉันจำได้ว่าพ่อเคยบอกรักฉันแค่ไม่กี่ครั้ง และทุกครั้งก็มักจะเมามาตลอด ฉันก็มักจะคิดว่าเพราะพ่อพูดไม่เก่งเลยต้องใช้เหล้าช่วยพูด ในเช้าวันนั้นฉันแอบเห็นรอยยิ้มของพ่อที่มองมาทางฉัน แต่เมื่อพ่อเห็นฉันหันมองแกก็ทำเป็นไม่สนใจ แกแสร้งทำเป็นยืนแต่งกิ่งต้นไม้ข้างบ้าน แต่แล้วเหตุการณ์ที่ฉันเคยคิดและไม่หยากให้มันเกิดขึ้น มันก็เกิดขึ้น......พ่อล้มลงต่อหน้าที่ฉันยืนอยู่ ฉันวิ่งเข้าไปและพบกับหน้าตาที่บิดเบี้ยวของพ่อ ปากที่บิด ตาเหลือก แขนและขาอ่อนแรง สิ่งเดียวในตอนนั้นที่ฉันคิดคือ โรงพยาบาล ฉันวิ่งไปหากุญแจรถ พร้อมกับตะโกนให้ทุกคนที่อยู่ใกล้บ้านช่วยพ่อ แม่รีบวิ่งออกจากครัวมาดูพ่อพร้อมกับน้ำตาและความตกใจ เมื่อได้กุญแจรถฉันรีบพาพ่อไปส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด  
...ฉันกับแม่นั่งรอหน้าห้องฉุกเฉิน ไม่มีเสียงพูดจาใดๆออกจากปากของคนทั้งสอง แต่ไม่กี่นาทีพยาบาลเดินออกมาเรียกชื่อญาติผู้ป่วย แม่รีบวิ่งเข้าไปพร้อมกับฟังคำพูดของพยาบาลสาว การส่งตัวพ่อไปโรงพยาบาลที่มียาดีกว่า เครื่องมือดีกว่า ก็ต้องเข้าไปในตัวเมือง รถแล่นไปเกือบชั่วโมงกว่าจะถึงโรงพยาบาลตัวเมือง พ่อถูกย้ายจากรถเข้าสู่ห้องฉุกเฉิน แม่เดินตามไปไม่ห่าง หลายชั่วโมงผ่านไป ฉันเฝ้าคิดถึงรอยยิ้มล่าสุดที่พ่อแอบยิ้มเมื่อฉันถึงบ้าน ฉันแค่กลัว กลัวว่ามันจะเป็นรอยยิ้มสุดท้ายที่มาจากพ่อ 
ความกลัวที่มากที่สุด คือการกลัวคนที่รักจากไป...เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง พ่อได้รับยาจากการวินิจจัยของแพทย์ "พ่อเป็นโรคเส้นเลือดตีบในสมอง ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอแต่โชคดีที่ส่งโรงพยาบาลก่อนสี่ชั่วโมง ทำให้แพทย์ตัดสินใจฉีดยาละลายลิ่มเลือดได้ทัน แต่อาการของพ่อคือซีกซ้ายของร่างกายจะไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ" ในวินาทีที่รับรู้ฉันรู้สึกดีใจที่พ่อยังอยู่กับเราแต่ก็แอบเสียใจที่พ่อจะไม่เหมือนเดิม ไม่นานพ่อโดนเคลื่อนย้ายจากห้องฉุกเฉินเข้ามายังห้องพักผู้ป่วย แววตาของพ่อยังสู้แต่ด้วยความกระทันหันแกยังรับไม่ได้ที่สภาพร่างกายไม่ทำงาน พ่อเฝ้าละเมอถึงเรื่องต่างๆที่แกพบเจอเหตุการณ์ต่างๆล้วนเป็นสถานการณ์การทำงานของพ่อ ฉันกับแม่พยายามพูดให้พ่อเข้าใจแต่แกไม่รับฟังอาการดังกล่าวหนักขึ้นเรื่อยๆจากพูดเป็นทำร้ายตัวเองเลือดที่ออกตามข้อมือเกิดจากการถอดเข็มน้ำเกลือไม่นานพยาบาลหลายคนก็เข้ามามัดและฉัดยานอหลับ 
...หลายคืนผ่านไปความเหนื่อยล้าที่เกิดจากการเฝ้าพ่อของแม่เริ่มปรากฎชัดเจนขึ้น เราเห็นแม่ทำทุกอย่างตามคำเรียกร้องของพ่อ สิ่งที่ฉันสัมผัสได้จากการกระทำของแม่มันชัดเจนว่า ตลอดเวลาที่พ่อกับแม่อยู่ด้วยกันการทะเลอะกันมันเป็นแค่เรื่องธรรมดาเพราะทั้งสองรู้ว่าเมื่อถึงคราวเจอกับปัญหาที่ใหญ่จริงๆทั้งสองก็พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างกัน 
มันไม่สำคัญว่าเราจะเจอกับปัญหาที่หนักยังไงในชีวิต ตราบที่ข้างๆของเรายังมีคนที่เรารักและคนที่รักเราก็คือ ครอบครัว
SHARE

Comments