ตากใบในวัยเยาว์
"โศกนาฏกรรมในวัยเยาว์ของข้าพเจ้า"

สถิติโศกนาฏกรรมที่ตากใบ 25 ตุลาคม 2547

สรุปจากรายงานคณะกรรมการอิสระสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีตากใบ

7 คนเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม
78 คนเสียชีวิตจากการเคลื่อนย้าย
7 คนสูญหายจากเหตุการณ์
1370 คน ถูกควบคุมตัวไปสอบสวน
22 หรือ 24 คัน รถบรรทุกที่ใช้ในการเคลื่อนย้าย

.

ข้าพเจ้าเขียนบทความเเละกวีนี้ขึ้นมาเพื่อพินิจเเละตริตรองโศกนาฏกรรมที่น่าหดหู่ที่สุดในวัยเเละประสบการณ์ของข้าพเจ้าเอง โดยมิได้มีเจตนาร้ายใดๆทั้งสิ้น

เมื่อข้าพเจ้าระลึกถึงเเล้วยังคงตระหนักถึงบทเรียนในอดีต ความสูญเสีย ความเจ็บปวด บาดเเผลที่ยังคงกรีดลึกอยู่ในใจ ร้อยคำถามที่ยังคงเวียนอยู่ในหัว ถึงตอนนี้คำตอบเหล่านั้นยังคงเป็นดั่งเมฆขรึมเทาดำทะมึนในห้วงจิตสำนึกของบางคนที่ยังไม่สามารถค้นหาคำตอบที่เเท้จริงได้

ภาพของผู้คนพันกว่าคนที่ถูกมัดมือไพล่หลังกระพุงเเก้มของพวกเขาถูกระนาบกับพื้นผิวถนนเเละหลังจากนั้นถูกเคลื่อนย้ายไปยังค่ายอิงคยุทธบริหารด้วยรถบรรทุกข์ที่ซ้อนผู้ชุมนุมสี่ถึงห้าชั้นถูกบันทึกไว้เเละเผยเเพร่ให้ชนรุ่นหลังได้มองดูผ่านสื่อ ภาพ วิดีโอเเละบทความมากมายบนโซเชี่ยวมีเดียเเละโลกออนไลน์

มันเป็นการสลายการชุมนุมที่รุนเเรงเเละไร้ขอบเขตเหตุการณหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ถึงกระนั้นในช่วงเวลานั้นรัฐบาลไทยก็ยังคงห้ามมิให้มีการเผยเเพร่ภาพการสลายการชุมนุมเพราะเกรงว่าจะทำให้เหตุการณ์นั้นรุนเเรงเเละบานปลายมากยิ่งขึ้น

จนกระทั่งวันนี้ลองเรามองตัวเองในฐานะคนรุ่นหลังเเล้ว เราเกิดในยุคประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน การเข้าถึงข้อมูลเเละการสื่อสาร หรือความมีมนุษยธรรมเป็นเรื่องที่ทุกคนนั้นสามารถมีเเละเข้าถึงได้

ข้าพเจ้าจึงเขียนบทกวีเพื่อถ่ายทอดความรู้สึก
จิตสำนึก ความสงสัย ความไร้เดียงสา ความโหดร้าย ความรุนเเรง รอยเลือด บาดเเผล
สงคราม โศกนาฏกรรม เเละความชิงชัง
ผ่านบทกวีหมายเลข 1 "เเด่ผู้ถูกกดขี่"
.


เเด่ผู้ที่ถูกกดขี่...

เสียงร้องของเจ้าโหยหวนสู้ก้นบึ้งหัวใจข้าฯ
ผู้รุกรานเหยียบย่ำเจ้าเหมือนเหยียบย้ำข้าฯ
เสียงปืนไฟสาดกระสุนเข้ากระพุงเเก้ม
หยดเหลือดเเห้งกรังเห็นไปทั่วบนซากศพ

เเด่ผู้ที่ถูกกดขี่...

รองเท้าบู๊ตกระทบเเผ่นดินย้ำผืนหญ้าเเว่วผ่านหู
คล้ายเสียงความตายมาเยี่ยมเจ้าเหมือนเยี่ยมข้าฯ
หยดน้ำใสๆค่อยๆไหลอาบสองเเก้มที่เปรอะเปื้อน
เสียงสะอื้นไห้บนมาตุภูมิข้าฯดังระงมไปทั่วหล้า

เเด่ผู้ที่ถูกกดขี่...

ไม่ใช่เพียงเจ้าที่เจ็บปวดระทมทุกข์
ไม่ใช่เพียงเจ้าที่สะอื้นไห้ไร้น้ำตา
ไม่ใช่เพียงเจ้าที่เห็นความตายเยือนเข้ามา
ไม่ใช่เพียงเจ้าที่เห็นคนอย่างข้าฯเเค่เศษสวะ

เเด่ผู้ที่ถูกกดขี่...

หยดเลือดเจ้าจะไม่สูญเปล่า
หยาดเหงื่อเจ้าไม่ไร้ค่า
กายาเจ้าจะสูงส่งบนเเผ่นดินอธรรม
เกียรติภูมิศักดิ์เจ้าจะไม่เลือนหายจากมาตุภูมิข้าฯ

เเด่ผู้ที่ถูกกดขี่...

เจ้าจงฟังข้าฯ ด้วยวัยเเละประสบการณ์ข้า
เสียงปืนไฟไม่เคยหยุดบนมาตุภูมิข้าฯ
เหยื่ออธรรมพันหมื่นศพผ่านตาข้าฯ
มาตุภูมิข้าฯ ฉาบด้วยเลือดสีเเดงสดสยดสยอง
ราวกับว่ากลิ่นความตายนั้นชวนหอมหวาน

เเด่ผู้ที่ถูกกดขี่...

ข้าเองก็เฝ้ารอความตายมานาน
มือข้านั้นหยาบกร้านเเละเเห้งเหี่ยว
ดวงตาข้ามืดมัวเเละหม่นหมอง
ร่างของข้าฯมีเเต่หนังที่หุ้มกระดูกเเล้ว

เเด่ผู้ที่ถูกกดขี่...

ข้าฯไม่รู้จักสันติภาพ
ข้าฯไม่เชื่อว่าสงครามคือเครื่องมือเเห่งสันติวิถี
อำนาจมันเป็นเเค่อารมณ์ใคร่สกปรก
สันติภาพเป็นเเค่คำสวยหรูที่พวกมันใช้กรอกหูเจ้า

เเด่ผู้ที่ถูกกดขี่...

สันติสุขที่พวกมันสร้างขึ้นมา
มันเป็นเพียงเเค่ข้ออ้างของความชอบธรรม
เพื่อที่จะเหยียบย้ำหัวใจเจ้าให้ไร้ชิ้นดี
อย่างที่ข้าฯเคยถูกกระทำอย่างไร้ปราณี

เเด่มาตุภูมิที่ข้ารัก

ข้าฯฝากต้นกล้าเเห่งสันติภาพไว้ในมือเจ้า
ด้วยวัยเเละประสบการณ์ข้า
ข้าคงไม่ทันเห็นเเละสัมผัสถึงสันติภาพเเล้ว
เเต่ข้าฯเห็นความหวังในสายตาเจ้า
เจ้าต้องสร้างมันขึ้นมาในไม่ช้า
ไม่วันใดก็วันหนึ่ง...ข้าเชื่ออย่างนั้นเสมอ


#วันนี้ลองส่องกระจกเเละถามตัวเองดูว่า..

ประวัติศาสตร์ที่สะท้อนทุกอย่างในอดีตเราเคยมองมันบ้างไหม?

เราเรียนรู้อะไรจากตำราประวัติศาสตร์ตั้งเเต่เราเรียนรู้มา?

หลากหลายประวัติศาสตร์ที่ไม่ถูกขีดเขียนในตำราที่เราเล่าเรียนมาเราเคยใคร่สงสัยไหม?

อยากให้สงสัย ...















SHARE
Writer
EndlessRain
Writer
Peaceful easy feeling.

Comments