03/06/2019 อย่าบอกว่าเราไม่พยายามถ้าไม่รู้จักเรา
บางครั้งคนเราอาจจะเผลอเอาตัวเองไปตัดสินคนอื่น จนบางทีเราตีค่าความพยายามของคนอื่นต่ำกว่าเรา เจ็บที่น้อยกว่า หรือแม้แต่ความสำเร็จที่ด้อยกว่า นั่นเหมือนจะฟังดูดี แต่มันคือกับดักความคิดอย่างหนึ่งนะ

ยอมรับว่าช่วงนี้มีเรื่องกระแทกใจมานิดหน่อยเกี่ยวกับ "อนาคต" และ "ชีวิตความเป็นอยู่" ตอนนี้เราจะอายุ 30 ในปีนี้ หากเชื่อว่า 60 คือค่าเฉลี่ยอายุคนทั่วไป เราก็มาถึงครึ่งทางล่ะ ไม่น่าเชื่อเลย จากที่เคยอายุน้อยกว่านี้เท่าตัวแล้วคิดว่า "อยากตาย และอาจจะได้ตายตอนอายุ15" กลายเป็นว่าอยู่ยาวเฉย

เราปล่อยวางเรื่องการวางแผนอนาคตไกลๆ ไปแล้ว จากที่ปกติมักจะชอบคิดวางแผนการใช้ชีวิตเสมอ ไม่มีวันไหนเลยที่เราจะไม่คิดล่วงหน้าว่าจะทำอะไร และต้องทำทุกวินาทีให้มีค่ามากๆ แหม่ ก็คนเราเกิดมาครั้งเดียว ชาติหน้าเป็นอะไรที่ยังไม่มีการพิสูจน์ได้ ดังนั้นจึงต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด และเมื่อคิดจะทำอะไรแล้ว จะต้องทำให้ได้ และต้องดีมากขึ้นในสิ่งนั้นไปเรื่อยๆ

คนที่เคยเห็นข้าวของหรือห้องของเราคงจะขำเมื่อเราพูดว่าเราเป็น Perfectionism ทุกอย่างต้องเป๊ะ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามคาด ถ้าไม่เป็น เราจะไม่สบายใจมากๆ จนไปถึงโกรธและหงุดหงิด ทุกอย่างของเราต้องอยู่ในที่ควรอยู่ เป็นในแบบที่ควรเป็น เราชอบไปสายเวลานัดจนเป็นนิสัย และมักคิดเข้าข้างตัวเองอย่างร้ายกาจกว่านี่คือ Meantime ของตัวเองแค่ไม่ตรงกับคนอื่น (ล้อเล่น เวลาไปนัดหมายสำคัญเรื่องงานเราก็เผื่อเวลาได้)

โชคดีที่เราโตมาในสังคมเด็กและประถมวัยที่เน้นให้เราแข่งขันกับตัวเอง เราจึงมักจะพยายามทำทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตตอนนั้นได้ดี และทำทุกอย่าง ลองทุกสิ่ง เมื่อมีโอกาสอะไรก็ตามจะไม่ปฏิเสธการทำกิจกรรมเลย ดังนั้นวัยประถมของเราจึงเต็มไปด้วยการเรียนทั้ง 7 วัน ถูกแล้ว! เรียนตลอด 7 วันไม่มีพัก เรียนในชั้นเรียนและวันหยุดแม่ยังจ้างครูมาสอนเพิ่มเติมอีก เอาเป็นว่าเราเคยเรียนวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตครบถึงเนื้อหาป.6 ในตอนป.4 แค่นั้นเอง ที่รู้เพราะครูทักว่าไม่รู้จะสอนอะไรอีกแล้ว สอนไกลกว่านี้จะเกินไปหน่อย 

นอกจากการเรียนแน่นๆ แล้ว พวกกิจกรรมอย่างอื่นเราก็ทำ เราวาดภาพถือว่าดีเมื่อเทียบกับคนอื่น เราชอบวาดรูป เราวาดเยอะจนครูส่งไปประกวดเสมอ แล้วเราก็ไป ไปแม้ว่าแม่ที่ต้องไปส่งจะบ่นว่าเสียเวลาของเค้ามากก็ตาม ประกวดร้องเพลงเราก็ลอง ทำอาหารเราก็ทำ สมัยนั้นเริ่มมีการกระตือรือร้นเรื่องอนุรักษ์ธรรมชาติ เรานี่ขอไปเป็นตัวแทนเข้าค่ายพวกนี้มากมาย อ๋อ ค่ายวิทยุก็ไปนะ คือมีอะไรน่าสนใจและคิดว่าทำได้ เราจะทำทุกอย่าง เสนอตัวจนอ.ดุว่าให้คนอื่นบ้างเถอะ ก็ไม่อยากตัดโอกาสใคร แต่การได้เรียนอะไรใหม่ๆ มันทำให้เราสนุกนี่นา

เรามีทัศนคติแง่บวกในการใช้ชีวิตวัยเด็กว่า
"ไม่มีอะไรเกินไปกว่าความพยายาม"
เมื่อพยายามตั้งใจทำอะไรก็ย่อมประสบความสำเร็จ
ดังนั้นต้องพยายามทำให้เต็มที่และรอรับผลที่น่าพึงพอใจนะ 

 เราจึงเป็นเด็กบ้า ทำทุกอย่างจริงๆ อาจเพราะเรามีปมด้อยเรื่องแม่ที่ชอบโมโหร้าย ทำให้เราเอากิจกรรมและการเรียนมาบดบังเวลาที่จะเหลือไปคิดเจ็บปวดกับการทำร้ายของแม่ เอาเหอะ เรื่องมันก็นานแล้ว เอาเป็นว่าเป็นข้อดีในความแย่ของช่วงวัยนั้นแล้วกัน

บางครั้งการพยายามมันก็ยากนะ ใช่ว่าพอคิดว่าทำเต็มที่แล้วมันจะได้เสมอไป แต่มีหนแรกที่เรารู้สึกว่าเมื่อเราแลกทั้งพลังใจและพลังกายของตัวเองเต็มที่แล้วมันคุ้มค่า คือตอนหัดเล่นบาสเก็ตบอล

เรากากมากกับกีฬานี้ ไม่ว่าจะเรียนในคาบยังไงเราก็ไม่สามารถจะชู้ตลูกลงห่วงได้เลย เรากลัวมากว่าจะสอบไม่ผ่าน ครูพละให้กำลังใจว่าให้หมั่นฝึกซ้อมเดี๋ยวก็ได้ และมีเย็นวันหนึ่งที่เราใช้เวลาอยู่กับลูกบาสตลอด เราเริ่มพยายามชู้ตลูกลงห่วงเตี้ยๆ แต่มันก็ไม่ลงง่ายๆ และยิ่งพอทำได้จนขยับมาสูงขึ้น...สูงขึ้น ก็ยิ่งยากเย็นมากไปกว่าเดิม อีกทั้งการขยับท่าของเราก็ไม่ได้มีความถูกเลย เหมือนปาลูกไปข้างหน้าตรงๆ มากกว่าชู้ต จึงกลับมาพยายามโฟกัสถึงสิ่งที่อ.บอกทีละสเต็ป 

สิ่งหนึ่งที่ยากมากคือการมองลูกตลอดเวลา คือบางครั้งลูกมันก็กระเด็นกลับมากระแทกหน้า พอไม่หันหน้ามองก็ชู้ตไม่ได้ มันเริ่มเย็นลง เวลาเราเริ่มน้อย สนามจากที่เคยมีเด็กเยอะแยะก็เหลือแค่เรากับใครไม่รู้ เลยกลั้นใจ เอาวะ หน้าแหกก็หน้าแหก ขอให้มันทำได้ก็พอ

ก็...หน้าแหกกระแทกดั้งไปหลายครั้งอยู่ บางครั้งเจ็บมากๆ เพราะมันอัดเข้ากลางหน้า แต่เราก็ไม่เลิก ยิ่งเราเจ็บ เรายิ่งคิดว่า "ชั้นต้องเอาชนะความกลัวตรงนี้ให้ได้ ชั้นจะเลิกกลัวการมองลูก" จำไม่ได้ว่าโดนไปกี่ครั้ง ยับไปกี่หน เลือดออกแค่ไหน จนสุดท้ายมันก็ลงห่วงจนได้!

ผลของการแลกด้วยความพยายาม เหงื่อ ความเจ็บปวด มันสำเร็จได้จริงๆ เรายิ่งมีความสุขที่จะพัฒนาเรื่องการเล่นบาสฯ จนกลายเป็นกีฬาโปรดและถนัดของเราจนได้ ถึงจะไม่ได้ตัวสูงและเป็นนักกีฬาตัวจริง แต่เราก็เล่นมาจนถึงมหาลัย และยังหาโอกาสไปเล่นเสมอที่เครียด มีช่วงที่ซึมเศร้าเราไม่ได้แตะบาสเลย อีกไม่นานคงได้แตะเพราะซื้อมาแล้ว

ตั้งแต่นั้นมาก็คิดว่าถ้าตั้งใจก็ทำได้หมด เพราะงั้นจะเป็นคนที่ทุ่มเทมากๆ เรื่องความรักเราก็อดทนนะ เคยชอบผู้ชายคนนึงเป็นปี จนมันเลิกกับแฟน จนมันจีบเพื่อนเรา จนมันเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าเราก็อยู่ตรงนั้นจนได้ กับเรื่องเรียนเราก็พยายาม อันนี้ทำเพื่อความอยู่รอดด้วย เราไม่อยากมีปัญหากับแม่เวลาเกรดตก มันไม่ใช่แค่การดุด่าและทำโทษริดรอนสิทธิต่างๆ แต่มันคือฝ่ามือและฝ่าตีนน่ะ

เราชอบเก็บเรื่องพวกนี้เอาไว้ในใจแล้วก็ใส่หน้ากากยิ้มแย้มเสมอเวลาไปเรียน เราคิดว่าควรทิ้งความเศร้าไว้กับที่เล็กๆ ในใจในบ้านเท่านั้น โรงเรียนจะเป็นโลกที่ดีกว่าของเรา นั่นจนกระทั่งเพื่อนทั้งห้องเกลียดและพากันเมินเรา จะเรียกว่า Bully ดีไหมนะ มันคือการทำเป็นมองไม่เห็น เราพยายามเรียนอย่างโดดเดี่ยว ตอนกลางวันจากที่เคยมีความสุขกับการไปโรงเรียน พอขึ้นม.ต้นมันคนละอย่างเลย การไปโรงเรียนแต่ละวันอึดอัดและทรมานมากสำหรับเรา เราเอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในห้องสมุด ไม่ยอมกินข้าวเที่ยงเพราะไม่อยากไปนั่งโดดเดี่ยวคนเดียวให้เพื่อนร่วมห้องยิ้มมุมปากใส่ กระทั่งเรามีเพื่อนผู้ชายนอกห้องที่เรียกให้เราไปนั่งด้วย นรกของเราเลยดูดีขึ้นบ้าง แม้มันจะทำให้เพื่อนผู้หญิงห้องนั้นที่พอได้ยินเรื่องของเราจะเหม็นจนย้ายที่หนี แต่เราไม่แคร์ เราก็มีสิทธิมีความสุขมีสังคมไม่ใช่เหรอวะ และอีกอย่าง...ฉันไม่เคยทำอะไรแกสักอย่างนอกจากคำพูดที่แกได้ยินจากคนอื่น ส่วนเพื่อนร่วมห้องเกลียดเราเรื่องอะไร เราไม่แน่ใจว่าเคยเล่าในไดอารี่ก่อนหน้านี้ไหม แต่คงไม่เล่าตอนนี้ ถ้าอยากให้เล่าหรืออยากเล่าก็คงจะรวบไปเขียนตอนหน้าแทน

การฝังตัวกับหนังสือทำให้เราเริ่มสนใจทั้งการเขียนและการเป็นนักโบราณคดี เรื่องเขียนเราชอบอยู่แล้ว มันเหมือนได้ระบายความอึดอัดใจที่เราอยากพูดออกไปแต่ก็พูดไม่ได้ ทำให้เรามีเวลาสังเคราะห์ความคิดมากขึ้น เราจึงชอบเขียนและเขียนได้มากมาโดยตลอด ดังนั้นเมื่อคนที่เขียนเป็นเรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องยาก บอกเลยว่าเหมือนมือมึงขาดอ่ะ แล้วมึงต้องเอาตีนเขียนแทนให้ได้ อารมณ์เราตอนนี้ก็ประมาณนี้กับงานของตัวเอง ก็ยังดีที่ไดอารี่ตรงนี้เรายังพอเขียนได้บ้าง 

งานโบราณคดีเรามองว่าน่าหลงใหล เป็นความเพ้อฝัน และเป็นความฝันที่รู้สึกว่าโคตรเท่อ่ะ เราเห็นบทบาทนี้จากหนังเรื่อง The Mummy 1999 บอกเลยนี่แหละใช่ตัวตนที่เราต้องการ โอคอนเนล? เปล่า! เธออย่าลืมว่าเรื่องนี้มีนางเอกสิ คนที่มีความรู้แต่ความเปิ่นทำให้เธอพังห้องสมุดไคโรแบบชิบหาย และถูกมองข้ามเพราะเป็นผู้หญิงในสมัยยุคล่าอาณานิคม ใช่...ชั้นชอบอีวี่ที่สามารถอ่านและคาดคะเนวางแผนการขุดค้นได้เฉียบขาด ชอบที่เธอสามารถพ่นเรื่องราวในอดีตยกเหตุการณ์ได้เหมือนนักสืบ เอาเป็นว่า...พวกคุณอาจจะไม่เข้าใจ แต่มันโคตรเท่สำหรับเรา

เราเริ่มวางแผนชีวิตตั้งแต่ตอนนั้น การที่เราไม่มีสังคมกับเพื่อนร่วมห้องทำให้โลกของเรากว้างได้อย่างน่าประหลาด เพราะเราว่างอ่ะ เราไม่มีเวลาเจ๊าะแจ๊ะกับเพื่อนสาวเรื่องละคร เรื่องผู้หญิงๆ เรื่องนินทา เรื่องเรียนด้วย พวกห้องคิงนี่เหมือนชีวิตมีแต่การเรียนทว่ากลับไม่รู้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไรหลังจากนั้น ตลกดีมะ? บางคนเรียนจนถึงม.หกยังไม่รู้ตัวเองชอบอะไรหรืออยากทำอะไร เราไม่ได้เหยียดนะ แต่มองว่าเด็กบางคนควรได้มองหาสิ่งที่ตัวเองชอบและถนัด รวมถึงมีโอกาสได้สัมผัสและฝึกฝนด้านต่างๆที่สนใจมากกว่าการนั่งปั่นเกรดให้ถึง 4.00 ที่จะช่วยอะไรเราได้ ถ้าเราไม่รู้จะเอามันไปทำอะไรน่ะ 

เราเริ่มดูว่างานโบราณคดีในไทยทำงานยังไงบ้าง ต้องเรียนที่ไหน เรียนแล้วจะทำงานยังไง ต้องเรียนอะไรบ้าง จากม.ต้นเราต้องเลือกสายการเรียนแบบไหนถึงจะจำเป็นต่อการยื่นคะแนน สอบตรงเค้าสอบอะไร ก็การแข่งขันสูงมากนะ เพราะเป็นคณะที่มีที่สอนที่เดียวในไทย อัตราการบรรจุเข้าสอบราชการปีหนึ่งๆ ก็น้อย โดยเฉพาะในอาชีพนักโบราณคดีตรงๆ เลยยิ่งน้อยมาก ข้อดีอย่างหนึ่งที่พูดได้คือมันเป็นงานราชการ พอจะอ้างกับแม่ได้ว่ามีสวัสดิการ มีหน้ามีตา มีชุดปกติขาวกับเขา เงินเดือนน้อยหน่อยแต่พอทน ถ้าวันๆ เราแค่ขุดดินก็คงไม่กินอะไรมากหรอก หน้าเหนอก็ไม่ต้องสนใจ ยังไงก็ต้องเปื้อนและเราไม่ห่วงสวยอยู่แล้ว

นอกจากนี้ก็ดูทางเลือกเผื่อไว้บ้างเหมือนกัน มีชั่วขณะที่คิดว่าเรียนอักษรฯหรือวารสารจะดีกว่าไหม แต่เมื่อคิดว่าโบราณคดีเข้ายากสุด หาเรียนได้ยากสุด หนังสือโบราณคดีตามร้านหนังสือยังแทบไม่มีวาง ยิ่งร้านแฟรนไชส์สาขาเยอะๆ นะ เหอะ! อ่านนิยายกันเข้าไปค่ะ เราไปขุดเจอหนังสือทฤษฎีทางโบราณคดีได้เล่มนึงอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งแน่นอนว่าเด็กมัยมคนนั้น...อ่านเหี้ยอะไรไม่รู้เรื่องสักอย่าง มาส์กซิสคืออะไร? โอ๊ย! สารพันแนวคิดจะร้อยเรียงแต่ไม่เห็นบอกวิธีการขุดดินสักอย่าง ได้แต่วางมันไว้เฉยๆ ไม่ฝืนอ่าน เพื่อจะพบว่าพอเข้ามาได้แล้ว...แกต้องใช้เล่มนี้เรียนวิชาหลักด้วย ไม่ต้องเสียเวลาซื้อซ้ำ

เราดื้อจนเราแม่งพุ่งความสนใจไปทางคณะที่ต้องการที่เพียงไม่กี่สิบที่ การแข่งขันและเกรดที่สูงลิ่ว ความฝันเราเหมือนโดนบิ๊กฟุตเหยียบย่ำตอนที่พบว่าคะแนนแอดมินชั่นเราแม่งไม่ถึงขั้นต่ำของเอกโบราณคดีในตอนนั้น

เหี้ย...เหี้ยมาก ไม่มีคำอื่นจะพูด
ความฝันกูพินาศตรงนี้ ตั้งแต่ยังไม่สิบแปดเลยสัส
ตอนนั้นคือเครียดจนมวนท้อง นั่งทำใจอยู่นานเลย
แบบเหมือนโลกดับไปในทันใด 

พอตั้งสติได้เราจึงพยายามดูตัวเลือกที่รองลงมา แล้วคิดว่าอย่างน้อยคะแนนภาษาไทยเราก็ดี งั้นเอกไทยก็ได้ ยื่นเอกไทยไป คะแนนเกินจากอันดับสุดท้ายของปีก่อนราวๆ 700 คะแนน ถ้าไม่พลิกโผยังไงก็ติด และก็ติดอันดับเกือบท้ายๆ ของปีนั้น เพื่อจะมาเจอทางเลือกใหม่คือการทำเรื่องขอย้ายเอก วิธีตุกติกแบบใหม่ที่ก็ไม่ได้ง่าย ต้องทำเกรดปีหนึ่งอยู่เหมือนกัน เอาเถอะ แต่เราก็พยายามจนได้นั่นแหละ และก็ผ่านมาเรียนในเอกที่ต้องการด้วยสถานะที่ดู Wanna be สุดติ่ง

ก็ไม่ค่อยจะแคร์นะ เพราะตั้งใจมาเรียน ซึ่งจริงๆ ควรแคร์ เพราะการเรียนและทำงานในสายนี้เป็นระบบภราดรภาพสุดๆ เราจะจบไปทำงานร่วมกับรุ่นพี่รุ่นน้องในวงแคบๆ เป็นทั้งข้อดีและข้อเสียในเวลาเดียวกัน เอาเป็นว่าเราก็พยายามจบด้วยความกระหืดกระหอบและรีบหางานทำในสายงานทันที เพราะกลัวคนจะมานินทาตามหลังว่าเราเรียนตามใจตัวเองแล้วตกงาน หางานไม่ได้ เราน่ะทนได้ แต่พ่อแม่ไม่ควรต้องถูกมองแบบนั้น ถึงจะไม่ได้รู้สึกสนิทผูกพัน แต่นี่คือหน้าที่ในบทบาทของ "ลูก" เท่าที่เราจะพอให้ได้

การทำงานของเราจบไม่สวยเลย เราเจอเจ้านายที่แย่ เรียกว่าแม้จะเตรียมใจแล้ว แต่มันแย่จริงๆ เราเครียดจนมีอาการซึมเศร้าอย่างหนักหยุดไม่อยู่ นอนไม่ได้ กินไม่ได้ ทำงานก็ไม่ได้ คิดไม่ออกหรือบางที blank อยู่หน้าจอคอม เราต้องรอให้เหนื่อยจนสลบถึงจะนอนได้ เพราะก่อนนอนถึงจะบอกตัวเองว่าพักเถอะ แล้วตื่นมาเริ่มกันใหม่ แต่สมองเรามีแค่ความคิดว่า "งานไม่เสร็จนะ แกจะนอนได้ไง" เราตำหนิตัวเองแม้แต่ตอนที่อยากผ่อนคลายด้วยการเล่นเกมง่ายๆ ก็ยังมองว่าเล่นเกมได้เหรอ ดูอนิเมะได้เหรอ งานแกยังไม่เสร็จนะเว้ย

สุดท้ายระบบร่างกายและจิตใจรวนจนแบบ...เราเกือบจะกินน้ำยาล้างห้องน้ำไปจริงๆ พอหยุดได้ นั่นคือครั้งแรกที่ตัดสินใจโทรไปบอกกับที่บ้านว่า "ไม่ไหวแล้ว" ความฝันนี่มันโหดร้ายเกิน เราคิดว่าพ่อแม่จะสามารถเข้าใจมันได้ แต่ก็เหมือนเข้าใจ ก็คือไม่เข้าใจนั่นแหละ ทางบ้านช่วยมาเคลียร์เรื่องงานให้ เพราะสภาพเราไม่พร้อมคุยอะไรเลย รู้สึกผิดจนถึงตอนนี้

ตอนนั้นเราเริ่มพูดเรื่องจิตแพทย์กับแม่ แต่ก็โดนมองว่าไม่ต้องไป ไปหาหมอระบบประสาทที่ครอบครัวไปหาประจำดีกว่า ก็ไป ไปเพื่อให้หมอบอกว่ารักษาไม่ได้ ไม่ใช่งานของเค้า แต่ต้องจิตแพทย์ หมอทำได้แค่ให้ยาบรรเทาอาการทางร่างกายต่างๆ เช่น ยาช่วยให้หลับและยาแก้ใจสั่น ก็ประทังอาการไปสักพักก่อนจะต้องยอมแพ้ในอีกสามปีต่อมา

เมื่อความฝันเราแตกสลายไปแล้ว เราเลยต้องพยายามมองหาทางประคองชีวิตที่เหลืออยู่ เราบอกตัวเองว่าเป็นคนล้มแล้วย่อมต้องลุกไหว แพ้บ้างไม่ตาย ยังไม่ตายก็หาทางใหม่ เราพยายามคิดว่าตัวเองทำอะไรได้บ้าง แล้วก็หางานตามนั้น แต่ดูเหมือนจะไม่มีบริษัทใหญ่ๆ เกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ที่โอเคกับเรา ตอนนั้นพยายามหางานตลอดแต่ก็ไม่ได้เสียที จนยอมไปทำงานร้านสปาของเพื่อนแม่ที่ก็ใกล้จะพินาศ เราไม่ชอบการอยู่กับผู้หญิงเยอะๆ ไม่ชอบการที่ต้องแต่งหน้าเป๊ะๆ มารองรับอารมณ์ลูกค้า วันหยุดที่ไม่ตรงกับเพื่อนเพราะต้องทำงานในห้าง ทุกวันผ่านไปอย่างเบื่อหน่ายแม้ต้องปั้นหน้ายิ้ม เบื่อทั้งการต้องรับมือลูกค้าและลูกจ้างด้วยกัน เราทนมาได้ระยะหนึ่งก็ัรีบหางานใหม่ไปในทางที่ไม่คิดจะทำ คือ Content Writer ข่าวด้าน IT

เราเป็นคน low-tech ออกตัวเลย และเราเรียนแต่ด้านอดีต เข้าใจมั้ยว่าเราเรียนโบราณคดี เรียนแต่เรื่องของเก่า งานนี้คือการที่เราต้องอยู่กับปัจจุบันและอนาคต เทคโนโลยีใหม่ๆ ในขณะที่เราเองแม่ง Smartphone ยังไม่มีใช้ในตอนนั้น เราหัดทุกอย่าง เรียนรู้ทุกสิ่งในเดือนแรก เป็นการปรับตัวอีกครั้งที่โหดมากจริงๆ

การปรับตัวครั้งสุดท้ายคืองานบรรณาธิการที่เรามองว่าไม่ได้บก.เท่าไหร่ ออกไปทาง Admin ของเว็บไซต์มากกว่า และเป็นแผนกงานใหม่ในบริษัท หินตั้งแต่เนื้องานที่สวนทางกับสิ่งที่ควรเรียกว่าวรรณกรรมทรงคุณค่าทั้งที่มันคือหนังโป๊ แรกๆ เราก็พยายามกับงานเรานะ จนเราเจอเยอะสิ่งจากทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องภายในออฟฟิศ การเมือง เส้นสายภายใน เราบอกตรงๆ ไม่ไหวว่ะ และยิ่งเมื่อพบว่าตัวเองมีความสุขและซึมเศร้าน้อยลงนิดๆ เมื่อทำงานอยู่บ้าน เราจึงตัดสินใจลาออกเพราะไม่รู้จะหน้าด้านทนอยู่แบบไม่มีงานเดินหน้าไปทำไม เราไม่ชอบการเอาเปรียบใคร และคิดว่าคงไม่มีใครเสียดายเราด้วย เราไม่มีประโยชน์ขนาดนั้น 

เรามองว่าเราทำอะไรได้เยอะกว่าสิ่งที่เขาอยากได้ตอนประกาศหาบก.ด้วยซ้ำ แต่ความแตกต่างทางความคิดไปจนถึงภาพลักษณ์ของเรามันขัดต่อคนภายในมากๆ แน่นอนว่าไม่มีใครคิดถึงเรานอกจากคนที่ทยอยออกตามกันมา ความรู้สึกตั้งใจทำงานจนเกินเวลางาน ความทุ่มเทในการพยายามง้อเอาใจนักเขียนของเรา ไม่มีความหมายอะไร เราแค่เฟืองตัวนึงที่พอขาดหายไปหรือบกพร่องอะไร เขาก็แค่หาใหม่ ความหมายของลูกจ้างมีแค่นี้จริงๆ

เราเปลี่ยนวิธีคิดตัวเองมาเยอะ เปลี่ยนและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากมาย แต่มันเหมือนไม่ได้ช่วยเยียวยาสภาพจิตใจเราเลย เราเก่งขึ้น ทำอะไรได้มากขึ้น แต่ความสุขของเรามันหล่นหายไปทีละนิดจนกระทั่งไม่เหลืออะไรเลย แล้วเราก็ผุพังจนเหลือแต่กระดูก ถ้ามากไปกว่านี้เราคงสลายหายไปเหมือนตอนธานอสดีดนิ้วให้มณีทั้งหลายสลายสิ่งมีชีวิตไปจากมิติ เราจึงพยายามที่จะหันมาสนใจเสียงเรียกร้องในใจเราบ้าง

แม้ใจเราอยากจะทำสิ่งที่ตัวเองชอบอย่างเดียวไปสักระยะ แต่เราทนได้ราวๆ 3 อาทิตย์ และเราก็ต้องหางาน หาอะไรมาทำ จริงอยู่ว่างานมันไม่ได้เยอะและดี เราค้นพบว่าจำนวนเพื่อนในเนตและยอดไลค์สามารถทำเงินให้เราได้ เราจึงใช้ตรงนี้ในการหารายได้ เป็นสิ่งที่แรกๆ ก็เหมือนไม่ต้องพยายาม แต่พอลงสนามจริง ยังไงเราก็ต้องเรียนรู้และยอมโอนอ่อนต่อความคิดคนอื่นบ้าง ถ้าเราไม่ยอมงอ เราจะหักอีก ดังนั้นเราจึงเลือกจะอ่อนตัวจนบางครั้งงานชิ้นนั้นดูไม่ใช่ทางของเราเลย แต่เมื่อลูกค้าอยากได้ เรายินดีเพื่อแลกกับเงิน ฟังดูเห็นแก่ได้ ถูก มันมีจุดนั้นจริงๆ จนถึงจังหวะพังอีกรอบที่เราคิดว่าทำงานไม่มีความสุขเลย แรกๆ ตอนไม่ทำเงินมันสนุกนะที่ได้ทำ ได้ยิ้มหน้ากล้อง ได้ถ่ายคลิป แต่พอมีบรีฟแน่นๆ มันไม่สนุกแล้ว

เรากำลังอยู่ในจังหวะพยายามจูนสไตล์งานใหม่ จูนภาพลักษณ์ใหม่ เรากำลังจะกลับไปในจุดที่เรามีความสุขที่ได้ทำ และพยายามมองกำไรในระยะยาวแทน แน่นอนว่าเทรนด์ของการตลาดออนไลน์มันไม่นิ่งเลย ยากเหมือนกันนะที่จะคาดเดาว่าต่อไปอะไรจะมา คอนเทนท์แบบไหนที่คนชอบ แต่สิ่งที่เราจะลืมไม่ได้เลยคือในเมื่อเราคือ 1 ในหลายล้านที่จะมีคนสนใจ เขาไม่ได้สนใจเพราะอย่างอื่น ไม่ได้สนใจเราเพราะลูกค้าหรือสินค้า สนใจและติดตามที่ "มันเป็นเรา"

ใช่แล้ว...หลังจากการพยายามมาหลายปี เรากำลังเลือกทำงานที่สนองความสุขตัวเราเอง เพื่อให้ความสุขนั้นย้อนกลับมาหาเราทั้งในรูปแบบของรอยยิ้มและส่วนแบ่งเม็ดเงิน เพื่อที่จะเยียวยาโรคซึมเศร้า ทำให้ทุกวันที่ตื่นมามีความหมาย เราอยากตื่นมาตอนเช้าพร้อมสมองที่บอกได้ทันทีว่าวันนี้เราจะลุยแล้วนะ เราจะลุยอะไรบ้าง มันอาจจะเป็นเรื่องไม่ยิ่งใหญ่นัก แต่เราเคยหวังใหญ่แล้วก็พังจนฉิบหายมาขนาดไหนแล้ว

เราอยากกลับไปเป็นเด็กผู้หญิงที่บอกกับตัวเองว่า
"ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น"
เราอยากส่องกระจกแล้วพบตัวเองที่ยิ้มตอบกลับมา
นั่นก็คือความหมายของการมีชีวิตอยู่ไม่ใช่เหรอ?
คือการที่รู้ตัวเองว่าต้องการอะไร รู้ว่ากำลังทำสิ่งไหน และรู้ว่ากำลังจะทำอะไร
แม้สิ่งนั้นจะเป็นเพียงการนอนหลับ ตื่นนอน กินอาหารก็ตาม 

อ่านถึงตรงนี้คุณอาจจะคิดว่าเราแค่ขี้แพ้คนหนึ่งที่กำลังยอมรับสภาพอันเลวร้ายของตัวเอง ได้...ไม่เป็นปัญหาอันใดหากคุณจะคิดแบบนั้น คุณจะคิดว่าเราล้มเหลวในชีวิตก็ได้ แต่ขอให้คุณจำไว้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราล้มและเราต้องลุก นับแต่เด็กจนโตเราล้มมาหลายครั้ง เราผ่านมาหลายแผล เราแค่เรียนรู้ที่จะล้มแล้วเจ็บน้อยลง รู้ที่จะกลบเกลื่อนบาดแผลและความทุกข์ได้เก่งขึ้น ถึงคุณจะมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากการล้มของเรา นั่นก็เรื่องของคุณ

แต่อย่าเอาตัวเองมาตัดสินคนที่คุณเพิ่งมองเห็นเขาเพียงไม่กี่ครั้ง รับรู้เรื่องราวไม่กี่อย่างของเขา อย่าคิดว่าเขามีความสุขเพียงเพราะเขายิ้ม เพราะนักแสดงบางคนก็เล่นบทยิ้มจนได้รางวัลออสการ์ในขณะที่บางคนได้เพราะบทที่ต้องร้องไห้เป็นนิตย์ โลกนี้ยังมีอะไรแยบยลและซับซ้อนมากกว่าแค่สิ่งที่ตาและสมองเราบอกว่าเห็น

แม้แต่ตัวเราเองที่อยู่กับตัวเองมาตั้งแต่เกิดจนถึงตอนนี้ หรือครอบครัวของเรา เพื่อนสนิทของเรายังไม่พูดว่าเรามันโคตรล้มเหลว เรามันไม่เคยพยายาม เรามันขี้แพ้ แล้วตัวคุณเองล่ะเป็นใครถึงจะมาตัดสินเราจากสิ่งที่เห็นเพียงคนเดียว

ก็อยากฝากไว้ให้คิดค่ะ

ป.ล.ซื้อลูกบาสมาแล้ว กำลังจะกลับไปเล่นอีก เล่นคนเดียวก็ได้ ไม่มีข้อบัญญัติไหนบอกว่าคนจะเล่นบาสต้องเล่นเป็นทีมเสมอ 
SHARE
Written in this book
บันทึกลูกกวาดบนถนนสีเทา 
รวมไดอารี่สำหรับปี 2019 ตั้งใจว่าไม่เขียนเยอะขึ้น ก็จะเขียนน้อยลง การเขียนน้อยลงในนี้ แสดงว่าอาการดีขึ้นมากๆ แล้่ว
Writer
LILITU
Vampire
Prof. of Being Dead insides. A Girl who obsessed with Death, Crime, Cat and Night Creatures. Nothing more...nothing less. [http://fb.com/lilith.in.the.moon]

Comments

khaikung
1 year ago
HBD ล่วงหน้าฮะ
Reply
LILITU
1 year ago
มาตอนปีใหม่ก็ไม่ช้านะ
LILITU
1 year ago
มาตอนปีใหม่ก็ไม่ช้านะ
NJ_ChesSher
1 year ago
การต่อสู้กับโรคซึมเศร้าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ แต่ถ้าทำได้ชีวิตจะเปลี่ยนไปทันที ถือว่าคุ้มค่าที่พยายามมานาน ขอให้คุณสู้ต่อไปนะ
Reply
LILITU
1 year ago
ขอบคุณค่ะ ตอนนี้ความอดทนเป็นปีเริ่มมีผลบ้างแล้ว ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะคะ