ชีวิตมีความหมาย vs ชีวิตมีความสุข
 1

ต้นเดือนที่ผ่านมา youtube แนะนำคลิปประเภทว่า “ระหว่างชีวิตมีความหมาย กับชีวิตมีความสุข อย่างไหนถึงจะดีกว่ากัน” มาให้เราดูเต็มไปหมด เราก็จิ้มเข้าไปดูอย่างงงๆ เพราะไม่เคยเสิร์ชหาดูคลิปทำนองนี้มาก่อน แต่ถ้าเอไอแสนฉลาดของ youtube บอกมาว่าเราน่าจะชอบคลิปทำนองนี้ เราก็ขอจิ้มเข้าไปดูการวิเคราะห์ของน้องเอไอสักหน่อย มันต้องมีอะไรสักอย่างที่เอไอวิเคราะห์มาแล้วว่าเราน่าจะชอบอยู่บ้างล่ะ

นั่งดูคลิปไป 2-3 คลิปก็พบว่า มีคนอยู่ 2 กลุ่มที่ทำการศึกษาเรื่องชีวิตมีความหมาย(meaningful life) และชีวิตมีความสุข(happy life)

กลุ่มแรก คือ นักปรัชญาและผู้นำทางศาสนาต่างๆ 
กลุ่มสอง คือ นักวิทยาศาสตร์ นำโดยนักจิตวิทยาสำนักต่างๆ

คลิปแตกต่างไปตามจุดยืนของคนเตรียมเนื้อหา บางคลิปถือข้าง “ชีวิตมีความหมาย” บางคลิปถือข้าง “ชีวิตมีความสุข” เรารับข้อมูลในเวลาไล่เลี่ยกันก็เลยเหมือนนั่งดูโต้วาทีจากทั้งสองฝ่าย ถึงจะไม่เข้าใจว่าทำไมเอไอแนะนำคลิปพวกนี้มาให้ แต่ก็น่าสนุกดีถ้าจะลองถามคำถามตัวเองเรื่องนี้ดูสักครั้ง :-)



2

ตอบได้ทันทีว่าเราไม่ใช่คนที่ใช้ชีวิตเพื่อแสวงหาความสุข เพราะเราหยุดอ่านหนังสือแนะวิธีแสวงหาความสุขไปตั้งแต่ตอนอายุ 13 แล้ว

จำได้ว่าตอนช่วงม.ต้น อ่านหนังสือแนวนี้หลายเล่มมาก คงเพราะเป็นช่วงวัยรุ่นก็เลยมีเรื่องกังวลใจมาก รู้สึกชีวิตไม่มีความสุขเลย ก็เลยซื้อหนังสือแนวนี้มาอ่านหลายเล่ม อ่านเยอะจนรู้สึกพอ และตอบตัวเองได้ว่า ความสุขคือสิ่งที่ไม่ต้องแสวงหา ถ้ามันจะสุข มันก็จะสุขเอง ยิ่งตามหา ยิ่งไม่มีความสุข แล้วหลังจากนั้น ก็ไม่อ่านหนังสือแนวตามหาความสุขอีกเลย

คำว่า “ความสุข” มันเป็นนามธรรม ความหมายของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป นักวิทยาศาสตร์ได้แจกแจงประเภทความสุขไว้หลายแบบเพื่อให้สะดวกต่อการทำวิจัย 

มีนิยามความสุขแบบหนึ่งที่ตรงกับความสุขในแบบที่เราเชื่อ เรียกว่า Hedonistic Happiness นั่นคือ ความสุขอันเกิดจากประสาทสัมผัสทั้งห้า

เช่น ได้กินของที่ชอบ กินของอร่อยๆ ดื่มกาแฟดีๆ, ได้ฟังเพลงเพราะๆ, ได้เดินเล่นในที่มีต้นไม้เขียวขจี มีน้ำ มีท้องฟ้า มีเสียงนกร้อง มีไอเย็นของบรรยากาศมาสัมผัสผิว พอสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดก็รู้สึกสดชื่น

เหล่านี้คือความสุขอันเกิดจากประสาทสัมผัส สำหรับเรา ความสุข(Happiness) คือเท่านี้จริงๆ เราก็เลยไม่ค่อยสนใจความสุขสักเท่าไร มีก็ดี ไม่มีก็ไม่เป็นไร สามารถอยู่ได้สบายมาก



3

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ มุมมองความสุขเรามีการปรับตัวอีกครั้งหลังหยุดไปนาน นั่นก็เพราะเราอ่านหนังสือสอนจัดบ้านของคนโด มาริเอะ มันไม่ใช่แค่หนังสือสอนจัดบ้าน แต่มันเป็นหนังสือสอนจัดชีวิต

การกระทำเรียบง่ายของการ “จัดบ้านให้เรียบร้อย” แฝงความหมายของการมีชีวิตและการใช้ชีวิตไว้มากมาย ทุกครั้งที่หยิบสิ่งของขึ้นมา 1 ชิ้น ระลึกถึงความทรงจำที่ผ่านเข้ามาว่าของชิ้นนั้นนำพาความรู้สึกแบบใดมาให้ มัน spark joy รึเปล่า? ถ้าใช่ ก็ขอบคุณ และเก็บของชิ้นนั้นไว้. ถ้าไม่ ก็ขอบคุณ และบอกลาของชิ้นนั้นไป.

ในช่วงที่ความเครียดสะสม บ้านจะรกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกว่าตนเองขาดแคลน ด้อยค่า ซึมเศร้า ทำให้เราสะสมและขนซื้อของเข้าบ้านมากเกินจำเป็น (คนละเรื่องกับการซื้อของยกโหลเพื่อมาทยอยใช้) เป็นเพียงการควักเงินจ่ายข้าวของไปโดยสัญชาตญาณ มากกว่าจะรู้ตัวว่าแท้จริงแล้วตนเองกำลังทำอะไรอยู่

ในวันที่สุขภาพจิตแข็งแรงดี การจัดบ้านอาจไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าการออกแรงโยกย้ายข้าวของ เสียเหงื่อไปเหมือนได้ออกกำลังกายและทำให้ได้บ้านสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อยคืนมา

แต่ในวันที่สภาพจิตใจไม่ได้แข็งแรงขนาดนั้น การจัดของแต่ละหมวด เช่น เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ของใช้ ของที่มีคุณค่าทางใจ การหยิบของขึ้นมาทีชิ้น เป็นการทบทวนตัวเองดูว่า 1) เก็บไว้ 2) บอกลา มันคือการค่อยๆ ลับความสามารถในการตัดสินใจให้แหลมคมขึ้น

ในวันที่เราจมอยู่กับความทุกข์ ความเศร้า ความเครียดเป็นเวลานาน จนละเลยกับการดูแลตัวเอง ลืมกระทั่งวิธีรักตัวเอง มันก็จะสะท้อนออกมาเป็นสภาพบ้านรกๆ โต๊ะรกๆ และข้าวของที่ยังไม่มีเวลาเก็บเพราะไม่ได้ใส่ใจ บางทีก็มีเหตุผลที่ทำให้ยังไม่ได้เก็บ แต่หลายที มันก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรหรอก มันรกก็รกอยู่อย่างนั้นต่อไป

วันเวลาแบบนั้น การได้หยิบเสื้อผ้าขึ้นมาพิจารณาทีละชิ้น และตอบตัวเองว่า YES or NO จะเก็บหรือจะปล่อย เป็นการกระทำที่เล็กน้อยมาก แต่กลับค่อยๆ ฟื้นคืนความมั่นใจ เพราะในทุกครั้งที่เราตัดสินใจไปว่าจะเก็บไว้หรือจะบอกลา มันคือเสียงของเราเอง คือการตัดสินใจของตัวเอง มันเป็นการฟื้นฟูความสามารถในการที่จะเชื่อมั่นในตนเองขึ้นมาอีกครั้ง

กว่าจะจัดการกองเสื้อผ้าเสร็จ กว่าจะจัดการกองหนังสือของตัวเองเรียบร้อย เราจะตัดสินใจได้ไวขึ้น ของบางชิ้นที่มีความผูกพันย่อมตัดสินใจยากเป็นธรรมดา บางชิ้นก็ต้องเก็บไว้ก่อนแล้วค่อยวกกลับมาตัดสินใจใหม่ แต่ของส่วนใหญ่ ถ้าถามว่ามัน spark joy ไหม จะตอบได้ทันที
 
กว่าจะจัดบ้านเสร็จ เราก็ได้ตัดสินใจไปแล้วหลายร้อยครั้ง สำหรับวันเวลาที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ไม่มีความหมาย ไม่มีความสามารถอะไรเลย เมื่อจัดบ้านจบ สิ่งที่ได้กลับคืนมาไม่ใช่แค่บ้านเป็นระเบียบ แทบไม่รู้สึกตัวหรอกว่าใช้แรงหมดไปเท่าไร เรื่องพวกนั้นไม่สำคัญเลยเมื่อเทียบกับการได้เสียงของตัวเอง ได้จิตใจของตัวเองกลับคืนมา

การจัดบ้านยังเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการซื้อของด้วย ในเมื่อเราเพิ่งจะอัญเชิญข้าวของที่เราไม่ต้องการอีกแล้วออกจากชีวิตไป เวลาจะนำของเข้าบ้านครั้งใหม่ ก่อนจะตัดสินใจซื้อ คำถามว่า “ของชิ้นนี้มัน spark joy ไหม?” จะลอยขึ้นมาในหัวเป็นอัตโนมัติ

คำถามว่า “มัน spark joy ไหม?” จึงเป็นคำถามที่ยกระดับมุมมองด้านความสุขของเราไปมาก เรายังคงไม่สนใจเรื่อง happiness เช่นเคย แต่เราสนใจเรื่อง joy มากกว่า

ภาษาไทยอาจเรียก joy ว่าความสุขใจ ซึ่งก็จะติดคำว่าสุขอยู่ดี แต่สำหรับเรา happiness ต่างกับ joy มันไม่เหมือนกันพอๆ กับที่ happy ไม่เหมือน peaceful และเราชอบ peaceful (สุขสงบ) มากกว่า

คำว่า joy เป็นความรู้สึกดีที่ไม่ยึดติดกับเหตุผล คือมันอาจมีหรือไม่มีเหตุผลก็ได้ แต่ถ้ารู้สึกดีก็จะรู้สึกดี

เหมือนเวลาได้เห็นเสื้อผ้าหรือกระเป๋าสวยๆ ถามว่าสวยไหม ก็สวย แต่ของบางชิ้น ดูแล้วไม่ให้ความรู้สึกอะไรเลย ของบางชิ้นปล่อยพลังงานในแง่ลบ และของบางชิ้นก็ joyful จนแค่เห็นก็รู้สึกดีมีความสุขแล้ว
  
สำหรับเรา Joy มาก่อน Happiness และในความเห็นของเรา Joy เชื่อมโยงกับการมีความหมาย(meaningful) ในขณะที่ความสุขไม่แน่ว่าจะมีความหมายทุกครั้ง



4

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งของ Roy Baumeister จาก Florida State University บอกไว้ว่า ชีวิตมีความหมาย กับ ชีวิตมีความสุข ไม่ได้มาด้วยกันเสมอไป (คิดภาพวงกลม 2 วง อินเตอเซ็คกัน วงหนึ่งเป็นความหมาย วงหนึ่งเป็นความสุข) เขาจึงศึกษาด้วยการวิเคราะห์ทางสถิติว่า

ก) อะไรที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย แต่ไม่มีความสุข และ
ข) อะไรที่ทำให้ชีวิตมีความสุข แต่ไม่มีความหมาย

จากการศึกษาพบว่า ชีวิตมีความหมาย (ฝั่งที่ไม่อินเตอเซ็คกับความสุข) ไม่เกี่ยวข้องกันเลยกับการมีสุขภาพดี มีเงินทอง หรือการมีชีวิตสะดวกสบาย ในขณะที่ชีวิตมีความสุข (ฝั่งที่ไม่อินเตอเซ็คกับการมีความหมาย) เกี่ยวข้องกับทั้งสุขภาพ เงินทอง และความเป็นอยู่สะดวกสบาย

ถ้าพูดอย่างสุดโต่งคือ เงินซื้อความสุขให้ชีวิตได้ แต่เงินซื้อความหมายให้ชีวิตไม่ได้



นักวิจัยยังระบุ ความแตกต่างระหว่างชีวิตมีสุขกับชีวิตมีความหมาย มาให้ด้วย 5 ประการ คือ

(1) สุขภาพ เงินทอง ความสะดวกสบาย เกี่ยวข้องความสุข แต่ไม่เกี่ยวกับความหมาย

(2) ความสุขคือการอยู่กับปัจจุบัน ส่วนความหมายคือการมองภาพรวมของอดีต-ปัจจุบัน-อนาคต 
อธิบายได้อีกแบบคือ ความสุขจะคงอยู่เพียงชั่วขณะ ความหมายจะคงอยู่ยาวนานกว่า
 
(3) ความสัมพันธ์เชิงสังคมที่เรามีต่อผู้อื่นเกี่ยวข้องกับทั้งความสุขและความหมาย
ชีวิตมีความหมาย เกิดจากการที่เรา “ให้” ผู้อื่น
ชีวิตมีความสุข เกิดจากผู้อื่น “ให้” เรา

ปกติเรามักจะได้ยินว่า "ความสุขเกิดจากการเป็นผู้ให้" แต่ผลการวิจัยกลับบอกว่า ความสุขเกิดจากการเป็นผู้รับ คำอธิบายเพิ่มเติมก็เพราะว่างานวิจัยชิ้นนี้แยกเรื่องความหมายกับความสุขออกจากกันโดยสิ้นเชิง (ศึกษาเฉพาะส่วนที่ไม่อินเตอเซ็คกัน) 

การที่เราไปช่วยคนอื่น (เป็นผู้ให้) โดยที่ไม่มีความหมายรองรับ มีแต่จะทำให้เราลำบาก ต้องออกไปทำอะไรเพิ่มขึ้น เท่ากับมีความสุขลดลง แต่ถ้ามีความหมายรองรับการกระทำนั้น เราจะยินดีกระทำขึ้นมาทันที เพราะได้ความหมายเป็นผลตอบแทน

ลองคิดภาพ เราล้างจานหลังกินข้าวเสร็จที่บ้าน กับเราไปล้างจานให้คนออกค่ายพัฒนาชนบท กิจกรรมเดียวกัน คือ เราล้างจานให้คนอื่น แต่พอความหมายต่างกัน ความสุขก็ต่างกัน

ความหมายจึงเกิดจากการที่เราเป็น “ผู้ให้” แต่ความสุขเกิดจากการเราเป็น “ผู้รับ”

(4) ชีวิตมีความหมาย เกี่ยวข้องกับความเครียดและความท้าทาย

ระดับความวิตกกังวลและความเครียดจะสูงตามความหมายที่เราตั้งไว้ให้ชีวิต การต้องเผชิญสถานการณ์ยากลำบากท้าทายความสามารถ หรือบางทีก็เกินขอบเขตความสบายใจของตัวเองเกี่ยวข้องกับชีวิตมีความหมาย ไม่ใช่ชีวิตมีความสุข

(5) การแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเอง สำคัญต่อชีวิตมีความหมาย ไม่ใช่ชีวิตมีความสุข 
เช่น การแสดงออกว่าตนเองมีความสามารถ แสดงออกเรื่องจุดยืนของตนเอง สำคัญต่อความหมาย ไม่ใช่ความสุข

ในบทความยังยกตัวอย่างคนที่ใช้ชีวิตอิงไปด้านใดด้านหนึ่งเพียงอย่างเดียว เช่น นักเคลื่อนไหวที่แน่วแน่ชัดเจน จนสุดท้ายจบชีวิตในคุก หรือคนที่มีพร้อมทุกสิ่งในชีวิต แต่รู้สึกกลวงเปล่าภายใน แน่นอนว่าชีวิตจริง เราไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอไป บางครั้งความหมายกับความสุขก็ไปด้วยกันได้ อยู่ที่เราเลือกเอง



6

เราเคยอ่าน Man’s Search for Meaning ของจิตแพทย์ Viktor E. Frankl คุณหมอท่านนี้ถูกจับไปเป็นเชลยในค่ายกักกันนาซีในยุคฮิตเล่อร์ เป็นหนังสือที่อ่านแล้วหนาวจนขนหัวลุก จะบอกว่าหนาวเหน็บจากสภาพอากาศ หรือจะหนาวจากความโหดร้ายไม่น่าเชื่อว่ามนุษย์สามารถกระทำต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้ขนาดนี้ ก็ไม่แน่ใจว่าแบบไหนจะหนาวกว่ากัน
 
ในค่ายเอาช์วิตช์ไม่มีความสุขมาเร่ขาย ความสุขไม่ใช่คำตอบของการมีชีวิตอยู่ของเชลย แล้วอะไรที่ทำให้คนบางคนยังมีพลังใจยืนหยัดให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้

เราอยากรู้ว่าในวันเวลาที่ชีวิตไม่มีอิสรภาพ ไม่มีความสุข ความหมายในชีวิตที่เหลืออยู่ของคนในสถานการณ์นั้นคืออะไร เราเลยหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน
 
จะเรียกว่าเราเอียงข้างถือฝั่งความหมายก็ไม่แปลก เพราะ “ความหมาย” เป็นสิ่งที่เรากำหนดเองได้และมันเปลี่ยนแปลงไปตามความคิดของเรา ถ้ากำหนดความหมายให้ใหม่ ชีวิตเราก็จะเปลี่ยนไปตามการให้นิยามความหมายนั้น เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มี Perception เมื่อปรับมุมมองทางความคิดของตัวเองไป ความหมายก็จะไม่เหมือนเดิม สถานการณ์ที่เผชิญอยู่ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เช่น การเป็นเด็กม.6 ที่สอบไม่ได้คณะและมหาวิทยาลัยที่ตัวเองหวัง ก็รู้สึกหดหู่ สิ้นหวัง ชีวิตจบสิ้น หนักหนาเหลือเกินกับชีวิตนี้

ในขณะที่ผู้ใหญ่มองเหตุการณ์เดียวกัน ก็จะรู้สึกว่า ...คณะไหนก็ได้ เรียนไปก่อน, หรือถ้าอยากเรียนสาขา/ม.นั้นมากจริงๆ ปีหน้าสอบใหม่ก็ได้, หรือ เรียนไปเถอะ ถึงยังไงจบมาก็ทำงานไม่ตรงสายอยู่ดี, หรือ เรียนไปก่อน สาขานั้นเดี๋ยวเรียนมหาลัยเปิดคู่กันไปก็ได้, หรือ สอบติดก็ดีแล้ว สาขานั้นเก็บไว้เรียนตอนป.โทแล้วกัน ฯลฯ

คำตอบที่เชื่อว่ามีทางเดียว มันไม่ได้มีทางเดียว ที่เราเห็นว่ามีทางเดียว เป็นเพราะความรู้และประสบการณ์เราส่งให้เราเห็นว่าคำตอบมีเพียงแบบเดียวเท่านั้น

“ความหมาย” เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตสนุกและมีคุณค่า เพราะเมื่อให้ความหมายใหม่ มุมมองที่เรามีต่อโลก ต่อคนอื่น ต่อการใช้ชีวิตก็จะเปลี่ยนไป เช่น ถ้ามีคนถามว่า "คุณคิดว่าตัวเองเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ไหม?" คำตอบของคุณคือ...
 
ถ้าตอบว่า “ไม่” ก็ต้องถามต่อ "แล้วคุณคิดว่า “ความคิดสร้างสรรค์” คืออะไรล่ะ?" 


หรือหากคุณต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต

งั้นก็ต้องนิยามความหมายของคำว่า “ความสำเร็จ” ออกมาดูสักหน่อยว่ามันคืออะไร เพื่อที่ว่าเราจะได้เดินไปให้ถึงสิ่งนั้น

ความสำเร็จอาจเป็นการได้ออกข่าวโทรทัศน์, มีรายได้เดือนละหกหลัก, เดินไปทางไหนก็มีแต่คนรู้จัก, มียอดผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียหลักล้าน, การมีเวลาให้กับคนที่เรารัก, คือการได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนให้ดีขึ้น ฯลฯ

ความสำเร็จในความหมายของคุณคืออะไร?

ความหมายของชีวิตแบบไหนที่เราต้องการ เรากำหนดเองได้ เรานิยามความหมายของมันเองได้ โดยไม่จำเป็นว่าต้องเป็นความหมายเดียวกันกับที่ราชบัณฑิตเป็นผู้กำหนด ไม่จำเป็นต้องเป็นความหมายเดียวกับที่สังคมนิยามเลย


แน่นอนว่าการให้ความหมายบางอย่างก็ส่งผลในแง่ลบ เช่น คนที่ยอมระเบิดพลีชีพเพื่อเป็นการแสดงออกสูงสุดว่าเขาเคารพต่อศาสนา นั่นก็เป็นวิธีการให้ความหมายกับตนเองอย่างหนึ่ง ซึ่งถ้าเราไม่เห็นด้วย เราก็ไม่ต้องใช้ “ความหมาย” นั้น เราสามารถกำหนดความหมายของเราขึ้นมาเอง

เราไม่ได้เป็นสายสุขนิยมเท่าไร แต่ก็เจอคำนิยาม “ความสุข” ที่น่าสนใจจากของนักจิตวิทยาสาย Utilitarianism คณะนี้เสนอไว้ว่า ความสุขเกิดจากการกระทำของเราที่นำพาความสุขอันยิ่งใหญ่มาสู่ผู้คนจำนวนมหาศาล

สังเกตได้ว่าจากนิยามของสายนี้ ความสุขเกิดจาก 3 ส่วน คือ การกระทำของเรา (เราต้องเป็นผู้ลงมือทำเอง), สร้างความสุขแด่ผู้อื่น, ผู้อื่นที่ว่ามีจำนวนมากมายมหาศาล 


เนื่องจากมันก็เป็นคำถามปลายเปิด และนี่ก็ไม่ใช่ข้อสอบ ไม่ได้มีคำตอบที่ถูกหรือผิดอะไร อยู่ที่เราคิดแบบไหนมากกว่า

แล้วคุณล่ะคะ ต้องการอะไร 
ชีวิตมีความหมาย หรือชีวิตมีความสุข?
 



nananatte
15.05.2019


ป.ล. โพสต์นี้ทำเป็น podcast แล้ว ใครสนใจตามไปฟัง sit down and write podcast ได้ที่ apple podcasts, google podcasts, spotify, podbean และ CastBox ค่ะ (^___^)v


 
Source:
Greater Good Magazine: Is a Happy Life Different from a Meaningful One?
https://greatergood.berkeley.edu/article/item/happy_life_different_from_meaningful_life 
SHARE
Written in this book
sit down and write
บันทึกสิ่งที่ค่อยๆ เรียนรู้ไปบนเส้นทางนักเขียน 
Writer
nananatte
storyteller
nananatte (นานานัตเต) ...ทำอาหารไม่เก่ง ...ชอบแมว โดยเฉพาะแมวดำ ...เป็นนักเขียนนิยายแนว slice of life กึ่งโรแมนติก กึ่งชิลล์ เพราะชอบเรื่องราวของคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ นิยายที่เขียนก็เลยมีแต่เรื่องราวของผู้คนเหล่านี้ ...ชอบเครื่องเขียน ชอบกาแฟดำ ชอบอ่านหนังสือ ชอบสวน ชอบเดินเล่นในวันอากาศดีๆ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ ผลงานนิยายของเราตอนนี้มี 2 เรื่อง คือ Say You Love Me และ ร้านหนังสือเที่ยงคืน ติดตามอ่านกันได้ที่ fictionlog นะคะ :-)

Comments

takumacheerup
2 months ago
ชีวิตมีความหมาย กับชีวิตมีความสุข
ส่วนตัวคิดว่า มันคือๆ กัน
ถ้าเราพอใจกับชีวิต มันก็จะมีความหมายและมีความสุขไปพร้อมๆกัน
Reply
nananatte
2 months ago
ความพอใจเป็นเรื่องที่น้อยคนจะไปถึงแหล่ะคุณ takuma
คำว่า "เราพอใจ" เป็นคำที่ถ้าตอนเป็นเด็กกว่านี้จะไม่มีทางเข้าใจเลย แต่คำว่า "เราพอใจ" นี่มันดีจริงๆ นะคะ
JINNYJAP
2 months ago
ขอบคุณที่ทำให้เข้าใจชีวิตมากขึ้นนะ
เป็นบทความที่ดีมากๆ
ขอบคุณมากๆนะคะ
Reply
nananatte
2 months ago
ยินดีค่ะ ขอบคุณที่แวะมาทักทายนะคะ คุณ JINNYJAP :-)
BioMeows
2 months ago
ขอบคุณที่แชร์เรื่องราวดีๆครับ :) 
Reply
nananatte
2 months ago
ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่า :D
Happinessseeker
2 months ago
ขอบคุณค่ะ ชอบค่ะ
Reply
nananatte
2 months ago
ยินดีจ้า ขอบคุณมากเลย :D
Intricacy
2 months ago
สุดจัด
Reply