ห้องสนิม 1/3
คำที่คนโบราณเคยกล่าวไว้ว่า
มนุษย์น่ากลัวซะยิ่งกว่าผี คงจะจริงอย่างที่

คนเฒ่าผู้แก่ว่าไว้จริงๆ นั่นแหละ "
เรื่องเล่าที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบ 33 ปีที่แล้วโดย นักศึกษาท่านหนึ่งชื่อคุณ จิราห์ ที่เคยเรียนอยู่คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ด้วยความที่เป็นลูกพระพิรุณเหมือนกัน เธอก็เลยได้มารู้จักกับรุ่นน้องรุ่นราวคราวหลานคนหนึ่งชื่อว่า แป้ง
หญิงสาวที่เรียนคณะเดียวกันกััับเธอ เธอจึงสนิทสนทกับรุ่นน้องคนนี้เป็นพิเศษ


เนี้ยพี่ตอนหนูขึ้นปี 3 
หนูได้ไปสำรวจพื้นที่ต่างจััังหวัดด้วยนะ
ทำเกี่่่ยวกับงานวิจัยภาษาถิ่น 
เหนื่อยนะแต่สนุกมาก "
แป้งเริ่มบทสนทนาระหว่างที่ทั้งคู่กำลังนั่งพักผ่อนภายในรั้วมหา'ลัย

อ่อเหรอ? พี่ก็เคยทำเหมือนกันตอนปี 3 
แล้วไปเจอเหตุการณ์หนึ่งเข้า อยากเล่าให้แป้งฟังมากเลย " 

เหรอๆ พี่เป็นไงเป็นไงเล่าให้ฟังหน่อย "

ได้สิ ..คือเมื่อครั้งนั้นตอนที่พี่เรียนอยู่ปี 3  พ.ศ. 2529 
ทางด้านกลุ่มวิจัยภาษาถิ่นของพี่
ตกลงกันว่าจะไปลงสำรวจในพื้นที่
จังหวัดสระแก้ว อำเภอหนึ่ง โดยมีสมาชิก
ในกลุ่ม 4 คนคือ มีพี่ พี่ทิพย์ พีี่นุช และก็พี่วิรุณ
(ชายหนุ่มหนึ่งเดียวในกลุ่ม) ตอนนั้นเราเดินทางไปกันกับคุณพ่อพี่นุช 
เพราะคุณพ่อของพี่นุชแกเคยเป็นคนในพื้นที่มาก่อน
ก็เลยคุ้นเคยกับสถานที่เลยอาสาที่่่จะไปส่งพวกเรา

วันที่เดินทางพวกเราเดินทางจากบ้านไปจังหวัดสระแก้ว
กันตั้งแต่ตอนตี 5 เช้ามืดของวัน
ช่วงนั้นเป็นช่วงเข้าหน้าหนาวพอดีกลางคืนจะยาวนานกว่าปกติ 
พอไปถึงจังหวัดสระแก้วก็เกือบช่วงบ่ายสายๆ 
อย่างแรกที่พวกเราทำคือเข้าไปเช็คอินโรงแรมเข้าพัก
เป็นจุดปักหลักเก็บของสัมภาระต่างๆไว้ 
วันนั้นพวกเราก็ตกลงกันว่าวันนี้จะพักผ่อนกันก่อน
แล้วพรุ่งนี้ค่อยไปลงพื้นที่กัน พอเช้าวันรุ่งขึ้น
เราจึงใช้บริการรถขนส่งของทางโรมแรม
ที่จัดไว้ให้เดินทางกันไป

โดนพวกเราวางแผนกันว่าจะลงไปเก็บข้อมลูกัน 2 ที่หลักๆ 
เขตแรกคืออำเภอที่ติดกับชายแดนประเทศกัมพูชา 
กับอีกที่หนึ่งคือตัวอำเภอที่อยู่ใกล้ๆกัน 
โดยวางแพลนไว้ว่่าจะไปสำรวจอำเภอที่ 2 ก่่่อน 
หลัังจากนั้นค่อยไปสำรวจในตัวเมืองอำเภอ
ที่ติดกับชายแดนทีหลัง 
เผื่อจะได้ซื้อของฝากอะไรติดไม้ติดมือระหว่างขากลับ

หลังจากที่มาถึงสถานที่แรกพวกเราตัดสินใจ
ลงสำรวจวัดวัดหนึ่งในตัวอำเภอ 
ประจวบเหมาะกับตอนนั้นทางวัดได้มีการจัดงานวัดพอดิบพอดี 
เราก็เลยลงที่วัดเป็นที่แรก
หลังจากเก็บข้อมลูมาได้ประมาณหนึ่ง

ลุงคะเดียวเราว่าจะเข้าไปเก็บข้อมลูเพิ่มในหมู่บ้านถัดไปเนี้ย .. สักประมาณ 3 ชั่วโมง
หลังจากนั้นให้ลุงมารอรับพวกเราที่นี้นะคะ "

จิราห์ชี้นิ้วไปยังหมู่บ้านที่อยู่ตรงกันข้ามจากวัด
ประมาณ 500 เมตร ทีี่ต้องเดิินข้ามฝั่งกัันไป 

ก็ประมาณเกือบ 4 โมงเย็นพอดี 
งั้นเดียวลุงจะกลับเข้ามารับพวกคุณนะ "
สมัยก่อนเมื่อปี 2529 การติดต่อสื่อสารยังไม่ได้เข้าถึงมากนักเมื่อเทียบกับยุคสมัยใหม่ ที่มีทั้ง โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟนต่างๆ ได้สามารถติดต่อกันได้สะดวกมากกว่าเมื่อเทียบกับสมัยนั้น วิธีที่จะนัดหมายที่ดีที่สุดในขณะนั้นก็คือการนัดเวลา นัดสถานที่ให้แน่นอน คือวิธีที่ดีที่สุด
เพิ่มเติม:สมัยนั้นจะมีมือถือขนาดเล็กรุ่นกระติกน้ำอยู่ยี่ห้อหนึ่ง ราคาประมาณหลักแสนบาท การที่ใครจะมีโทรศัพท์ส่วนตัวสมัยนั้นถือว่าต้องรวยเอามากๆ

หลังจากที่กลุ่มของจิราห์ เดินข้ามถนนกันมาถึงอีกฝั่งของวัด 
จนเดินมาถึงหน้าหมู่บ้านเป้าหมาย 
ซึ่งเป็นชุมชนขนาดใหญ่พอสมควร 
มองตรงเข้าไปสิ่งที่แรกที่สะดุดตามากที่สุด
ในชุมชนแห่งนี้คือบ้านของผู้ใหญ่บ้าน
ที่ตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงามหลังใหญ่
ตั้งอยู่เด่นสง่า ถัดไปอีก 2-3 หลังจะเป็นบ้านกึ่งโรงงาน

ก่อนถึงบ้านผู้ใหญ่บ้านก็จะเป็นบ้านที่ผลิตสินค้า
จาก หวาย,ต้นกก,ต้นไหลที่เกี่ยวกับงานหัตถกรรมต่างๆ 
เช่น เสื่อ,ตะกร้า,ไม้กวาด 
ถัดมาอีกหลังจะเป็นโรงงานเกี่ยวกับงานตีเหล็ก 
และบ้านที่ทำเกี่ยวกับงานไม้ ต่างๆ

โห! นี้และข้อมลูขนาดใหญ่เลย 
เราไม่ต้องไปหาข้อมลูที่อื่นให้ยุ่งยากแล้ว "
(ทิพย์พูดขึ้น)

พอเดินเข้ามาในหมู่บ้านไม่กี่ก้าว
ชาวบ้านในหมู่บ้านก็เดินออกมาต้อนรับกันอย่างอบอุ่น

มาดูงานใช่ไหมตามสบายเลยนะ "

เสียงที่นุ่มลึกชวนน่าฟังดูเป็นมิตรจากชาย
ที่ดูแลชุมชนกล่าวทักทายอย่างเป็นกันเอง
กับกลุ่มของจิราห์ 

สวัสดีคะ/ครับ ผู้ใหญ่บ้าน "
ทั้งหมดยกมือไหว้ผู้ใหญ่บ้าน
ก่อนที่จิราห์จะเป็นคนพูดถึงจุดประสงค์
ของกลุ่มพวกตนที่่่มาในครั้งนี้

คือพวกเราว่าจะมาขอเก็บข้อมลู
จากที่นี้หน่อยน่ะคะ พวกเรามาจากคณะเกษตร
ได้รับโครงงานให้มาสำรวจสถานที่ต่างจังหวัด
เกี่ยวกับงานวิจัยภาษาถิ่น 
จากมหา'ลัย เกษตรศาสตร์คะ ''

ตามสบายเลยนะ ''
(ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้าเชิงอนุญาต)

หลังจากนั้นทั้งหมดก็ขอข้อมลูกับทางชาวบ้าน
ในหมู่บ้านกันอย่างสนุกสนามจนลืมเหนื่อย

ผู้ใหญ่บ้านก็ใจดี
ชาวบ้านที่นี้ก็อัธยาศัยดีกัน
ทุกคนเลยเน่อะ ''
(นุชยิ้มแก้มปริ)

หลังจากเก็บข้อมลูมาได้พอสมควร
ผู้ใหญ่่บ้านก็ชวนทั้ง 4 คน
ขึ้นไปรับประทานอาหารมื้อเที่ยงด้านบนบ้าน

ตามสบายเลยนะไม่พอขอใหม่ได้
คิดซะว่าเป็นบ้านของตัวเองนะ  "

ขอบคุณนะคะแค่นี้ก็เกรงใจมากแล้วคะ " 
สักพักแม่ครัวของบ้านก็ยกอาหาร
มาเสริมให้กับกลุ่มของคุณจิราห์จนเต็มโต๊ะ 

โห ..มีขาหมูพะโล้ต้มเปื่อยๆร้อนๆ 
ของโปรดของผมด้วย "
วิรุณชายหนุ่มคนเดียวในกลุ่มออก
อารมณ์ดีใจเป็นพิเศษ หลังจากทั้งหมดรับประทาน
มื้อเที่ยงกันจนอิิ่มหมีพีมัน ก็ลงมานั่งเล่นฆ่าเวลาชมนกชมไม้
กันใต้ตุนบ้านของผู้ใหญ่บ้าน 
เพื่อรอลุงคนขับรถมารับกลับไปยังโรงแรมที่พัก

มาๆ นั่งกินข้าวกันวันนี้ผู้ใหญ่ฯต้มขาหมูพะโล้
หม้อใหญ่ไว้รอแล้วมานั่งกินข้าวกันก่อน "

ผู้ใหญ่บ้านพูดพร้อมกับกวักมือเรียกพวกชาวบ้าน
ให้เข้ามานั่งล้อมวงรับประทานอาหารกัน 
บรรยากาศเป็นไปอย่างเป็นกันเองและอบอุ่น 
ระหว่างที่ทุกคนกำลังจดจ่ออยู่กับอาหารตรงหน้า 
ก็มีชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ 
ผมเผ้ายุ่งเหยิงแต่งตัวมอมแมมเสื้อขาดหลุดลุ่ย 
เดินมากระเซอะกระเซิงตรงมายังหมู่บ้าน
ที่กลุ่มจิราห์นั่งอยู่ ในมือของชายคนนั้น
มีซากกบที่ตายแล้วถือติดมือมาด้วย ......
SHARE
Written in this book
เรื่องเล่าจาก The ghost radio 
คลื่นวิทยุหลอนของคนที่มีประสบการณ์ตรงหรือเรื่องเล่าที่เกี่ยวกับเรื่องผีหรือวิญญาณ ที่พวกเขาเหล่านั้นได้ประสบพบเจอกันมา ที่จะพาให้คุณหลอกตามไปกันกับพวกเขา
Writer
MAYOMWAN
ชายผู้ที่หลงไหลในแมวสีดำ
หากคุณชอบอ่านเรื่องเล่าหลอนๆ เราคือครอบครัวเดียวกัน'

Comments