ห้องสนิม 1
คำที่คนโบราณเคยกล่าวไว้ว่า
มนุษย์น่ากลัวซะยิ่งกว่าผี คงจะจริงอย่างที่

คนเฒ่าผู้แก่ว่าไว้จริงๆ นั่นแหละ "
เรื่องเล่าที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบ 33 ปีที่แล้วโดย นักศึกษาท่านหนึ่งชื่อคุณ จิราห์ ที่เคยเรียนอยู่คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ด้วยความที่เป็นลูกพระพิรุณเหมือนกัน เธอก็เลยได้มารู้จักกับรุ่นน้องรุ่นราวคราวหลานคนหนึ่งชื่อว่า แป้ง
หญิงสาวที่เรียนคณะเดียวกันกััับเธอ เธอจึงสนิทสนทกับรุ่นน้องคนนี้เป็นพิเศษ


เนี้ยพี่ตอนหนูขึ้นปี 3 
หนูได้ไปสำรวจพื้นที่ต่างจััังหวัดด้วยนะ
ทำเกี่่่ยวกับงานวิจัยภาษาถิ่น เหนื่อยนะแต่สนุกมาก 
(แป้งเริ่มบทสนทนาระหว่างที่ทั้งคู่กำลังนั่งพักผ่อนภายในรั้วมหา'ลัย)

อ่อเหรอ? พี่ก็เคยทำเหมือนกันตอนปี 3 
แล้วไปเจอเหตุการณ์หนึ่งเข้า อยากเล่าให้แป้งฟังมากเลย " 

เหรอๆ พี่เป็นไงเป็นไงเล่าให้ฟังหน่อย "

ได้สิ ..คือเมื่อครั้งนั้นตอนที่พี่เรียนอยู่ปี 3  
พ.ศ. 2529 ทางด้านกลุ่มวิจัยภาษาถิ่นของพี่ตกลงกันว่าจะไปลงสำรวจในพื้นที่
จังหวัดสระแก้ว อำเภอหนึ่ง โดยมีสมาชิก
ในกลุ่ม 4 คนคือ มีพี่ พี่ทิพย์ พีี่นุช และก็พี่วิรุณ
(ชายหนุ่มหนึ่งเดียวในกลุ่ม) ตอนนั้นเราเดินทางไปกันกับคุณพ่อพี่นุช เพราะคุณพ่อของพี่นุช 
แกเคยเป็นคนในพื้นที่มาก่อนก็เลยคุ้นเคยกับสถานที่ เลยอาสาที่่่จะไปส่งพวกเรา

วันที่เดินทางพวกเราเดินทางจากบ้านไปจังหวัดสระแก้วกันตั้งแต่ตอนตี 5 เช้ามืดของวัน
ช่วงนั้นเป็นช่วงเข้าหน้าหนาวพอดีกลางคืนจะยาวนานกว่่าปกติ พอไปถึงจังหวัดสระแก้วก็เกือบช่วงบ่ายสายๆ 
อย่างแรกที่พวกเราทำคือเข้าไปเช็คอินโรงแรมเข้าพักเป็นจุดปักหลักเก็บของสัมภาระต่างๆไว้ วันนั้นพวกเราก็ตกลงกันว่าวันนี้จะพักผ่อนกันก่อนแล้วพรุ่งนี้ค่อยไปกัน พอเช้าวันรุ่งขึ้นเราจึง
ใช้บริการรถขนส่งของทางโรมแรมที่จัดไว้ให้
เดินทางกันไป

โดนพวกเราวางแผนกันว่าจะลงไปเก็บข้อมลูกัน 2 ทีี่หลัักๆ เขตแรกคืออำเภอที่ติดกับชายแดนประเทศกัมพูชา กับอีกที่หนึ่งคือตัวอำเภอที่อยู่ใกล้ๆกัน โดยวางแพลนไว้ว่่าจะไปสำรวจอำเภอที่ 2 ก่่่อน หลัังจากนั้นค่อยไปสำรวจในตัวเมืองอำเภอที่ติดกับชายแดนทีหลัง เผื่อจะได้ซืื้อของฝากอะไรติดไม้ติดมือระหว่างขากลับ

หลังจากที่มาถึงสถานที่แรกพวกเราตัดสินใจลงสำรวจวัดวัดหนึ่งในตัวอำเภอ ประจวบเหมาะกับตอนนั้นทางวัดได้มีการจัดงานวัดพอดิบพอดี 
เราก็เลยลงที่วัดเป็นที่แรก
หลังจากเก็บข้อมลูมาได้ประมาณหนึ่ง
.
.
.
ลุงคะเดียวเราว่าจะเข้าไปเก็บข้อมลูเพิ่มในหมู่บ้านถัดไปเนี้ย .. สักประมาณ 3 ชั่วโมง
หลังจากนั้นให้ลุงมารอรับพวกเราที่นี้นะคะ

จิราห์ชี้นิ้วไปยังหมู่บ้านที่อยู่ตรงกันข้้้ามจากวัด  ประมาณ 500 เมตร ทีี่ต้องเดิินข้ามฝั่งกัันไป "

ก็ประมาณเกือบ 4 โมงเย็นพอดี 
งั้นเดียวลุงจะกลับเข้ามารับพวกคุณนะ
สมัยก่อนเมื่อปี 2529 การติดต่อสื่อสารยังไม่ได้เข้าถึงมากนักเมื่อเทียบกับยุคสมัยใหม่ ที่มีทั้ง โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟนต่างๆ ได้สามารถติดต่อกันได้สะดวกมากกว่าเมื่อเทียบกับสมัยนั้น วิธีที่จะนัดหมายที่ดีที่สุดในขณะนั้นก็คือการนัดเวลา นัดสถานที่ให้แน่นอน คือวิธีที่ดีที่สุด
เพิ่มเติม:สมัยนั้นจะมีมือถือขนาดเล็กรุ่นกระติกน้ำอยู่ยี่ห้อหนึ่ง ราคาประมาณหลักแสนบาท การที่ใครจะมีโทรศัพท์ส่วนตัวสมัยนั้นถือว่าต้องรวยเอามากๆ

หลังจากที่กลุ่มคุณจิราห์ เดินข้ามถนนกันมาถึงอีกฝั่งของจากวัด จนเดินมาถึงหน้าหมู่บ้านเป้าหมาย ซึ่งเป็นชุมชนขนาดใหญ่พอสมควร 
มองตรงเข้าไปสิ่งที่แรกที่สะดุดตามากที่สุด
ในชุมชนแห่งนี้คือบ้านของผู้ใหญ่บ้านที่ตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงามหลังใหญ่ตั้งอยู่เด่นสง่า ถัดไปอีก 2-3 หลังจะเป็นบ้านกึ่งโรงงาน

ก่อนถึงบ้านผู้ใหญ่บ้านก็จะเป็นบ้้้านที่ผลิตสินค้าจาก หวาย ต้นกก ต้นไหลที่เกี่ยวกับงานหัตถกรรมต่างๆ เช่น เสื่อ ตะกร้า ไม้กวาด 
ถัดมาอีกหลังจะเป็นโรงงานเกี่ยวกับงานตีเหล็ก และบ้านที่ทำเกี่ยวกับงานไม้ ต่างๆ
.
.

โห! นี้และข้อมลูขนาดใหญ่เลย 
เราไม่ต้องไปหาข้อมลูที่อื่นให้ยุ่งยากแล้ว
" ทิพย์พูดขึ้น "

พอเดินเข้ามาในหมู่บ้านไม่กี่ก้าว .. ชาวบ้านในหมู่บ้านก็เดินออกมาต้อนรับกันอย่างอบอุ่น

มาดูงานใช่ไหม .. ตามสบายเลยนะ "
เสียงที่นุ่มลึกชวนน่าฟังดูเป็นมิตรจากชายที่ดูแลชุมชนกล่าวทักทายอย่างเป็นกันเองกับกลุ่มของ
จิราห์ 

สวัสดีคะ/ครับ ผู้ใหญ่บ้าน '
ทั้งหมดยกมือไหว้ผู้ใหญ่บ้านก่อนที่จิราห์จะเป็นคนพูดถึงจุดประสงค์ของกลุ่มพวกตนที่่่มาในครั้งนี้ "

คือพวกเราว่าจะมาขอเก็็บข้อมลูจากที่นี้หน่อยน่ะคะ พวกเรามาจากคณะเกษตร
ได้รับโครงงานให้มาสำรวจสถานที่ต่างจังหวัด
เกี่ยวกับงานวิจัยภาษาถิ่น 
จากมหา'ลัย เกษตรศาสตร์คะ '

ตามสบายเลยนะ 
" ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้าเชิงอนุญาต "

หลังจากนั้นทั้งหมดก็ขอข้อมลูกับทางชาวบ้าน
ในหมู่บ้านกันอย่างสนุกสนามจนลืมเหนื่อย

ผู้ใหญ่บ้านก็ใจดีชาวบ้านที่นี้ก็อัธยาศัยดีกัน
ทุกคนเลยเน่อะ " นุชยิ้มแก้มปริ "

หลังจากเก็บข้อมลูมาได้พอสมควรผู้ใหญ่่่่่่ก็ชวนทั้ง 4 คนขึ้นไปรับประทานอาหารมื้อเที่ยงด้านบนบ้าน

ตามสบายเลยนะไม่พอขอใหม่ได้
คิดซะว่าเป็นบ้านของตัวเองนะ 

ขอบคุณนะคะแค่นี้ก็เกรงใจมากแล้วคะ 
" สักพักแม่ครัวของบ้านก็ยกอาหารมาเสริมให้กับกลุ่มของคุณจิราห์จนเต็มโต๊ะ "

โห.. มีขาหมูพะโล้ต้มเปื่อยๆร้อนๆ 
ของโปรดของผมด้วย!
วิรุณชายหนุ่มคนเดียวในกลุ่มออกอารมณ์ดีใจเป็นพิเศษ หลังจากทั้งหมดรับประทานมื้อเที่ยงกันจนอิิ่มหมีพีมัน ก็ลงมานั่งเล่นฆ่าเวลาชมนกชมไม้กันใต้ตุนบ้านของผู้ใหญ่บ้าน เพื่อรอลุงคนขับรถมารับกลับไปยังโรงแรมที่พัก

มาๆ นั่งกินข้าวกันวันนี้ผู้ใหญ่ฯต้มขาหมูพะโล้หม้อใหญ่ไว้รอแล้วมานั่งกินข้าวกัน.. !

ผู้ใหญ่บ้านพูดพร้อมกับกวักมือเรียกพวกชาวบ้านให้เข้ามานั่งล้อมวงรับประทานอาหารกัน บรรยากาศเป็นไปอย่างเป็นกันเองและอบอุ่น ระหว่างที่ทุกคนกำลังจดจ่ออยู่กับอาหารตรงหน้า ก็มีชายหนุ่ม รูปร่างสูงใหญ่ ผมเผ้ายุ่งเหยิงแต่งตัวมอมแมมเสื้อขาดหลุดลุ่ย 
เดินมากระเซอะกระเซิงตรงมายังหมู่บ้านที่พวก
จิราห์นั่งอยู่ ในมือของชายคนนั้นมีซากกบที่ตายแล้วถือติดมือมาด้วย "
SHARE

Comments