เหล่าฮีโรรับมือความสูญเสียกันอย่างไร กลไกป้องกันทางจิตของ Avengers ที่เหลือรอด

คำเตือน : มีการเปิดเผยเรื่องราวของภาพยนตร์ Avengers : Infinity War และ Avengers : End Game

ใน Avengers: Infinity War เราได้เห็นฮีโรมากมายสลายไปต่อหน้าต่อตา แล้วถ้าหากเราเป็นตัวละครในเรื่องล่ะ ถ้าเราเป็นผู้ที่เหลือรอดจากสงครามนี้ เราจะรู้สึกอย่างไร และจะใช้ชีวิตต่อไปแบบไหน

Avengers : End Game ได้เผยชีวิตหลังสงคราม Infinity War ของเหล่าฮีโรที่เหลือรอดให้เราได้เห็น โดยเฉพาะตัวละครหลักในอเวนเจอร์รุ่นแรก ที่ดูจะมีบทบาทมากเป็นพิเศษในภาคนี้

ในทางจิตวิทยา มนุษย์จะมีกลไกทางจิตที่ใช้รับมือกับความคับข้องใจ หรือเหตุการณ์ที่เข้ามากระทบกระเทือนจิตใจในรูปแบบที่ต่างกันไปโดยเราเรียกลไกต่าง ๆ นี้ว่า กลไกการป้องกันทางจิต (Defense Machanism) เรามาดูกันว่า เหล่าอเวนเจอร์รุ่นหนึ่งมีกลไกการป้องกันทางจิตกันแบบไหนบ้าง
Hawkeye / Clint Barton

ถ้าใครที่ติดตามหนังในจักรวาล Marvel มาตลอดจะรู้เลยว่าบาร์ตัน เป็นผู้ชายที่รักครอบครัวมาก ถึงขนาดจะวางมือจากการเป็นฮีโรอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่วายโดนลากมาร่วมสู้อยู่ทุกทีไป

จากการดีดนิ้วของธานอส ทำให้ครอบครัวของบาร์ตันสลายหายไปทั้งหมด ผมไม่แน่ใจว่าบาร์ตันเข้าใจเรื่องการหายไปแบบสุ่มหรือเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นหรือเปล่า เพราะเขาไม่ได้อยู่ด้วยในสงคราม Infinity War

แต่ดูเหมือนเขาจะรู้ว่าสิ่งมีชีวิตครึ่งโลกได้หายไป และที่ทำให้เขาไม่พอใจที่คนที่เขารักได้หายไป แต่คนชั่วมากมายกลับได้มีโอกาสอยู่ต่อ เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาผันตัวไปเป็นนักฆ่าเจ้าของฉายา "โรนิน"

ในทางจิตวิทยาเราเรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่า Displacement เป็นการปลดปล่อยความคับข้องใจไปลงที่บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง เพราะไม่สามารถไปลงที่ต้นเหตุได้ เช่น

สามีโมโหหัวหน้าของตัวเองที่ตำหนิตนในที่ทำงาน แต่รู้ว่าทำอะไรหัวหน้าไม่ได้ จึงเก็บความรู้สึกไว้แล้วกลับมาแสดงออกด้วยการหงุดหงิดใส่ และทำร้ายร่างกายภรรยา หรือ

ภรรยาถูกสามีทำร้าย แล้วรู้ว่าสู้ไม่ได้จึงหันไปทำลายข้าวของ เป็นการย้ายความคับข้องใจไปลงที่สิ่งของแทน

ในกรณีของบาร์ตันเขาอาจไม่รู้ว่าต้นเหตุของเหตุการณ์นี้คือใคร หรือถ้าเขารู้เขาก็น่าจะรู้ด้วยว่าการฆ่าธานอสก็ไม่ได้ช่วยอะไร จึงย้ายความรู้สึกโกรธมาลงที่คนชั่วแทน

ซึ่งการเลือกเหยื่อเป็นคนชั่วนั้นก็เพื่อสร้างความชอบธรรมในการฆ่าขึ้นมา ฮีโรอย่างบาร์ตันรู้ดีว่าการฆ่าคนเป็นสิ่งที่ผิด แต่เขาได้สร้างเงื่อนไขที่สนับสนุนการฆ่าคนของตัวเองขึ้นมาว่า การฆ่าคนชั่วคือการทำเพื่อความถูกต้อง ซึ่งพฤติกรรมนี้ เป็นกลไกการป้องกันทางจิตอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งเรียกว่า Reaction Formation ซึ่งเป็นรูปแบบกลไกที่ทำให้มีการแสดงพฤติกรรมที่ตรงข้ามกับนิสัย หรือความรู้สึกออกมา
Hulk / Bruce Banner

"สงครามครั้งนี้ผมแพ้ถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกฮัล์คแพ้ ครั้งที่สอง แบนเนอร์แพ้" นี่คือสิ่งที่สมาร์ตฮัล์คบอกกับทุกคนหลังจากได้พบกันเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีหลังเหตุการณ์ Infinity War

หลังความพ่ายแพ้ถึงสองครั้ง แบนเนอร์ใช้เวลาหลายเดือนหมกมุ่นอยู่แต่ในห้องแล็บ เพื่อผสานจุดแข็งของสองตัวตนที่อยู่ในตัวเขาให้รวมกันเป็นหนึ่งเดียว และนั่นทำให้โลกได้รู้จักกับสมาร์ตฮัล์ค ยักษ์เขียวที่มีพละกำลังเทียบเท่าฮัล์ค แต่มีสมองของอัจฉริยะแบบแบนเนอร์

แบนเนอร์เปลี่ยนความพ่ายแพ้เป็นแรงกระตุ้นให้เขามองหาความเป็นไปได้ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมา ซึ่งเกิดจากกลไกการป้องกันทางจิตที่เรียกว่า Sublimation (การทดแทน) เป็นการเปลี่ยนความคับข้องใจให้กลายเป็นแรงขับในการทำสิ่งอื่น ๆ เช่น สร้างผลงานศิลปะ แต่งเพลง เล่นกีฬา ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคน ซึ่งแน่นอนว่าแบนเนอร์ที่ถนัดอยู่ในห้องแล็บ ก็มีแรงขับให้สร้างผลงานออกมาจากห้องแล็บนั่นเอง

นอกจากนี้ ตอนที่สมาร์ตฮัล์ครู้ว่าแบล็กวิโดวได้สละชีวิตตัวเองเพื่อแลกกับมณีแห่งวิญญาณ ทำให้เขาเสียใจมาก และกลไกทางจิตของเขาก็ทำงานอีกครั้งในรูปแบบของ Displacement หรือการย้ายความขับข้องใจไปลงที่ผู้อื่น โดยเราจะเห็นเขาต่อยพื้น และปาเก้าอี้ ทั้งที่พื้น และเก้าอี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์นี้เลย
Black Widow / Natasha Romanoff

ในช่วง 5 ปีหลัง Infinity War ดูเหมือนนาตาชา หรือแบล็กวิโดว จะยังคงปฏิบัติหน้าที่ฮีโรผู้ดูแลความสงบสุขของโลก และจักรวาลอยู่ในศูนย์บัญชาการ คอยรับรายงานความผิดปกติจากฮีโรคนอื่น ๆ ที่ยังเหลือรอดอยู่

การปฏิบัติภารกิจอย่างตั้งใจ ทั้งที่ภายในยังคงเศร้าอยู่ เป็นกลไกทางจิตที่เรียกว่า Repression หรืออาการเก็บกดนั่นเอง

นาตาชาเก็บซ่อนความเศร้าเอาไว้ภายใต้ความเข้มแข็ง และแสดงความเป็นผู้นำออกมาตลอดเวลา และใช้ความเข้มแข็งนั้นเป็นกำแพงเพื่อปิดกั้นจิตใจของตัวเองไม่ให้ถูกกระทบกระเทือนไปมากกว่านี้

สำหรับนาตาชาที่โตมาโดยไม่เคยรู้จักครอบครัวตัวเอง อเวนเจอร์ คือครอบครัวแรกของเธอ และการสูญเสียครอบครัวไปครึ่งหนึ่งคงเป็นสิ่งที่กระทบจิตใจของเธอได้มากที่สุดครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ความทรงจำที่ถูกเก็บกดไว้ยังสามารถกลับมาได้เสมอหากมีสิ่งเร้ามากระตุ้นให้นึกถึง จะเห็นได้ว่าแม้นาตาชาจะพยายามเข้มแข็งเพียงใด แต่เธอก็ยังคงเสียน้ำตาให้กับเรื่องนี้อยู่ดี
Captain America / Steve Roger

"เราทุกคนสูญเสีย"

สตีฟ โรเจอร์ กล่าวกับโทนีที่พึ่งกลับมาจากอวกาศด้วยสภาพไม่สู้ดีนัก

หลังศึก Infinity War ดูเหมือนสตีฟจะวางมือจากการเป็นกัปตันอเมริกาไปพักหนึ่ง เขาเปลี่ยนหน้าที่จากวีรบุรุษสงคราม ไปทำหน้าที่อยู่ในกลุ่มบำบัด

"มีวาฬในแม่น้ำฮัดสัน ขยะน้อยลง สิ่งแวดล้อมดีขึ้น"

อาจเพราะสตีฟยังคงถูกแปะป้ายว่าเป็นความหวังของหมู่บ้าน ความหวังของอเมริกา ถ้ากัปตันอเมริกาอย่างเขาสิ้นหวัง แล้วใครจะยังมีแรงใช้ชีวิตได้อีก แม้ในใจจะยังเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขายังคงพยายามจะมองโลกในแง่ดี และคอยบอกให้ผู้คนต้องใช้ชีวิตต่อไป

"แต่นั่นไม่ใช่เรา"

การพยายามมองโลกในแง่ดี ทั้งที่ในใจไม่ค่อยจะยินดีนัก เป็นกลไกทางจิตที่เรียกว่า Rationalization (การหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง) ตรงกับสำนวนที่ว่า "องุ่นเปรี้ยว มะนาวหวาน" หมายถึง การพูดถึงแต่ข้อเสียของสิ่งที่ตัวเองอยากได้แต่ไม่ได้(องุ่นเปรี้ยว) หรือพูดถึงข้อดีของสิ่งที่ตัวเองไม่อยากได้แต่ได้มา(มะนาวหวาน) เช่น

นักเรียนอยากเรียนหมอ แต่พอรู้ว่าสอบไม่ติดก็จะบอกว่า "ไม่เห็นอยากเรียนเลย เรียนหนักจะตาย เรียนอย่างอื่นดีกว่า" (องุ่นเปรี้ยว) หรือ "เรียนคณะไหนก็ดีเหมือนกัน ทุกคณะมีคุณค่าเท่า ๆ กันหมดแหละ" (มะนาวหวาน)

เห็นได้ชัดว่าการพยายามมองโลกแง่ดีของสตีฟเป็น Rationalization แบบมะนาวหวาน (Sweet Lemon) ที่พยายามบอกทุกคนว่าโลกแบบนี้มันก็ยังมีข้อดี ทั้งที่ในใจยังรู้สึกคับข้องใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่
Ironman / Tony Stark

หลังพ่ายแพ้บนดาวไททัน โทนีก็ดูจะมีท่าทีเปลี่ยนไป ความหยิ่งผยองของเขาหายไป เอาแต่กล่าวโทษสตีฟ หรือกัปตันอเมริกาว่า เป็นเพราะสตีฟที่ไม่สนับสนุนการสร้างกองทัพหุ่นเหล็กพิทักษ์โลกของเขา ทำให้เขาต้องพบกับความสูญเสีย

โทนีกำลังใช้กลไกทางจิตที่เรียกว่า Projection เป็นการโยกย้ายความรู้สึกผิดของตัวเองไปให้ผู้อื่น หรือพูดง่าย ๆ คือการโทษคนอื่น เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกผิดน้อยลง

เป็นไปได้ว่าเขารู้สึกผิดที่ปกป้องปีเตอร์ พาร์กเกอร์ และคนอื่น ๆ เอาไว้ไม่ได้ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่หนักเกินกว่าจะแบกรับเอาไว้คนเดียว จิตใต้สำนึกของเขาจึงทำการแบ่งเบาความรู้สึกผิดโดยการโอนถ่ายไปให้สตีฟแทน

5 ปีผ่านไป โทนีวางมือจากการเป็นฮีโรมาอยู่กับครอบครัวอย่างสงบสุข จนกระทั่งสก็อต แลงค์ หรือแอนท์แมน และพรรคพวกกลับมาพร้อมกับความหวังครั้งใหม่ และโอกาสแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น

ถ้าเป็นเมื่อก่อน โทนีคงจะรีบตกลงเข้าร่วมในทันทีด้วยความผยอง และชอบลองเสี่ยงเหมือนทุก ๆ ครั้งที่ผ่านมา โทนีไม่เคยยอมแพ้แม้จะเสี่ยงแค่ไหนเขาพร้อมจะเดิมพันเสมอ เหมือนที่ฮาร์เวิร์ด สตาร์ค พ่อของเขาเป็นคือ ไม่มีอะไรเอาชนะความพึงพอใจส่วนตัวของเขาไปได้

แต่ครั้งนี้ต่างออกไป โทนีปฏิเสธการร่วมภารกิจกับทีม เพราะอยากใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข และไม่ขอเอาความสุขนี้ไปเดิมพันกับภารกิจเสี่ยง ๆ อีก เป็นกลไกทางจิตที่เรียกว่า Regression เป็นสภาาวะที่จิตใจได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนัก จนรู้สึกไม่มั่นคง ทำให้เกิดการถดถอยของพัฒนาการทั้งด้านความคิด การตัดสินใจ รวมไปถึงพฤติกรรม ทำให้โทนีการถอยตัวเองกลับไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ไม่เสี่ยง ไม่เดิมพันอะไรอีก เพราะการอยู่กับครอบครัวก็คือโอกาสแก้ตัวของเขาเหมือนกัน

Thor

อาจเรียกได้ว่าบุตรแห่งโอดินผู้นี้ คือผู้ที่ได้รับผลกระทบจนหมดสภาพที่สุดก็ว่าได้

ถ้าเทียบกับอายุหลายร้อยปีที่เทพเจ้าอย่างเขาได้ใช้ชีวิตอยู่มา ช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมาคงเป็นมรสุมชีวิตที่เทพเจ้าธอร์ต้องแบกรับความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับเขา

ไม่ว่าจะเป็นการอกหัก สูญเสียคนรัก สูญเสียแม่ สูญเสียพ่อ สูญเสียค้อนคู่ใจ สูญเสียสหาย สูญเสียพี่สาว สูญเสียดาว สูญเสียน้องชาย สูญเสียลูกน้องคนสนิท สูญเสียประชากร และสูญเสียโอกาสแก้ตัว หากใครไม่รู้อาจคิดว่าธอร์เป็นเทพเจ้าแห่งการสูญเสียก็เป็นได้

ธอร์ และชาวแอสการ์ดได้ย้ายถิ่นฐานมาสร้างอาณาจักรกันใหม่บนดาวโลก แต่กษัตริย์แห่งแอสการ์ดกลับใช้ชีวิตอยู่แต่ในห้องของเขา เมามายอย่างมีความสุข จนกระทั้งฮัล์ค และร็อกเก็ตมาขอความช่วยเหลือจากเขา

เราได้รู้จากการพูดคุยของฮัล์คกับธอร์ว่า ธอร์ได้ตั้งกฏขึ้นมาไม่ให้ใครพูดถึงธานอส และการพยายามลืมการมีอยู่ของเหตุการณ์นี้ก็ทำให้เราเห็นกลไกทางจิตของธอร์คือ Denial หรือการปฏิเสธความจริง

กลไกทางจิตแบบนี้เกิดขึ้นจากการเผชิญกับสถานการณ์ที่รุนแรงเกินกว่าที่จิตใจจะรับไหว จึงปฏิเสธการมีอยู่ของเหตุการณ์นั้น และใช้ชีวิตอยู่กับความเป็นจริงแบบใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมาเหมือนเหตุการดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นจริง
กลไกการป้องกันทางจิต เป็นทฤษฎีเก่าแก่ที่ถูกต่อยอดออกมาหลากหลายแนวคิด และทฤษฎีที่ผมนำมาใช้อ้างอิงในบทความนี้คือทฤษฎีของ แอนนา ฟรอยด์ ลูกสาวของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ ผู้ที่นำเสนอแนวคิดเรื่องกลไกการป้องกันทางจิตให้โลกรู้จักเป็นครั้งแรก

เป็นธรรมดาที่เราไม่ควรถามหาความสมเหตุสมผลจากหนังประเภทไซ-ไฟ แฟนตาซี โดยเฉพาะหนังฮีโรที่มักจะให้ตัวเอกชนะเสมอไม่ว่าด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง แม้จะต้องพึ่งปาฏิหาริย์ก็ตาม แต่สิ่งที่ทำให้หนังในจักรวาลมาร์เวลสามารถเข้าถึงผู้คนได้มากมายขนาดนี้คงเป็นเพราะ ความเป็น 'มนุษย์' ของตัวละคร ทีเติบโตไปพร้อมกับผู้ชม และมีความผิดพลาด มีความพ่ายแพ้ มีความกลัว มีความเสียใจ อยู่ในตัวฮีโรทุกคน
ในเมื่อฮีโรยังเป็นคนธรรมดาได้ คนธรรมดาก็สามารถเป็นฮีโรได้เช่นกัน 
บทความนี้ผมตั้งใจเรียกตัวละครแต่ละตัวด้วยชื่อที่พวกเขาใช้ขณะเป็นมนุษย์ธรรมดา เพื่อแสดงให้เห็นว่ากลไกการป้องกันทางจิต เป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่ทุกคนจะต้องมี แต่หากมีมากไปก็อาจส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิตได้เช่นกัน

SHARE

Comments