Oprah Winfrey เจ้าแม่ทีวีโชว์แห่งโลกโพสต์โมเดิร์น


คนที่ประสบความสำเร็จเมื่อทำผิดจะยอมรับความผิดพลาดนั้นและพร้อมนำมันมาเป็นบทเรียน

จากข้อสรุปดังกล่าวข้างต้นนี้ ผมคิดว่ามีตัวอย่างที่สนใจ และเป็นการฉายภาพให้เห็นชัดมากที่สุด ซึ่งนั่นคงจะหนีไม่พ้นเรื่องราวชีวิตของผู้หญิงอเมริกันผิวสีคนหนึ่ง
.
ว่าด้วยการต่อสู้ดิ้นรนจากวัยเด็กสุดรันทด จนก้าวขึ้นสู่พิธีกรทอล์คโชว์ระดับตำนาน ที่มียอดผู้เข้าชมมากมาย กลายสตรีผู้ทรงอิทธิพลต่อความคิด และชีวิตของผู้คนมากที่สุดคนหนึ่งของโลก เธอคนนี้มีนามว่า Oprah Winfrey เจ้าแม่ทีวีโชว์แห่งโลกโพสต์โมเดิร์น*
.
Oprah Winfrey เกิดวันที่ 29 มกราคม ค.ศ. 1954 เมืองคอสวีอัสโก รัฐมิสซิสซิปปี Vernita Lee แม่ของเธอตั้งท้องตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นกับพ่อของเธอที่อายุแก่กว่า ซึ่งเกิดจากความสัมพันธ์เพียงชั่วข้ามคืน แรกทีเดียวนั้น เธอมีชื่อว่า Orpah เป็นชื่อที่ป้าของเธอได้มาจากคัมภีร์ไบเบิล เนื่องจากเป็นคำที่สะกดยาก จึงทำให้เครือญาติและคนรอบข้างของเธอ ออกเสียงเรียกชื่อผิดจนกระทั่งกลายมาเป็น Oprah ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
.
Oprah เติบโตขึ้นท่ามกลางความขัดสนข้นแค้น อัตคัด จนกระทั่งว่าเสื้อผ้าที่เธอสวมใส่ในวัยเด็กตัดเย็บมาจากกระสอบมันฝรั่ง ซึ่งหากเปรียบเทียบกับครอบครัวอื่นที่ยากจนแล้ว ครอบครัวของเธอจัดได้ว่าฐานะยากจนที่สุดในละแวกนั้น 
ภาพจำครั้งวัยเยาว์ของเธอ จึงเป็นภาพของเด็กผู้หญิงเนื้อตัวมอมแมมที่ถูกเพื่อนแกล้งตลอดเวลา 
.
เมื่อแบกรับภาระเลี้ยงดูลูกที่แสนหนักหน่วงไว้ไม่ไหว แม่ของเธอจึงส่งเธอไปอาศัยอยู่กับยาย และเนื่องจาก Oprah เป็นเด็กที่มีความเฉลียวฉลาด มีความจำเป็นเลิศ ยายของเธอจึงสอนให้เธออ่านหนังสือตั้งแต่ก่อนอายุ 3 ขวบ ซึ่งนั่นเป็นต้นทุนเดียวที่เธอมีติดตัวมา 
.
ภายหลังเธอได้กล่าวถึงภาพความจนในวัยเด็กว่า “แม้ว่าความยากจนเป็นเรื่องชวนสิ้นหวัง แต่เราเอาชนะได้ เพียงแค่คุณตัวเปล่าไม่ได้หมายความว่าจะต้องยากจนตลอดไป” และยังกล่าวยังกล่าวถึงต้นทุนการศึกษาอีกด้วยว่า “การศึกษาตั้งแต่อายุยังน้อยมีความสำคัญต่อการประสบความสำเร็จในอนาคต ไม่ว่าคุณจะมีฐานะทางการเงินเป็นอย่างไร จงลงทุนให้กับการศึกษาของลูก ๆ ตั้งแต่ วัยเยาว์”
.
ต่อมา เมื่อเธออายุได้ 6 ขวบ แม่ได้พาเธอกลับมาอยู่ด้วย ทั้งสองย้ายไปอาศัยอยู่ที่เมืองมิลวอกกี เพื่อความอยู่รอดแม่ของเธอจึงทำงานหามรุ่งหามค่ำจนไม่มีเวลาให้กับเธอ หลังจากนั้นไม่นานแม่ของเธอก็คลอดลูกสาว คนที่สอง 
.
ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจส่งเธออยู่กับ Vernon Winfrey พ่อแท้ ๆ ของเธอ ซึ่งถือได้ว่าเป็นช่วงชีวิตที่เลวร้ายที่สุดสำหรับเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง เพราะว่าเธอได้ถูกญาติผู้ชาย และเพื่อนของพวกเขาล่วงละเมิดทางเพศจนกระทั่งเธออายุ 13 ปี ซึ่งส่งผลกระทบต่ออารมณ์ความรู้สึก จนกลายเป็นตราบาปอันยากจะลบล้างลงได้ และเมื่อเธอพูดให้คนในครอบครัวฟังแต่ปรากฏว่าไร้ผลเพราะว่าไม่มีใครเชื่อ 
.
เธอจึงตัดหนีออกจากบ้าน เพื่อใช้ชีวิตตามลำพังแลตั้งท้องตอนอายุ 14 ปี ลูกชายของเธอคลอดก่อนกำหนด และเสียชีวิตลงหลังจากนั้น โดย Oprah ได้กล่าวถึงอดีตอันขมขื่นนี้ว่า 

ผลกระทบจากการล่วงละเมิดทั้งทางร่างกาย และความรู้สึกจะคงอยู่ชั่วชีวิต แม้ว่าคุณจะมีหน้าที่การงาน หรืออาจประสบความสำเร็จสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่สามารถเยียวยาแผลเป็นในจิตใจได้
.
หลังจากใช้ชีวิตเหลวแหลกมาระยะหนึ่ง เธอก็ถูกส่งตัวกลับไปอยู่กับพ่ออีกครั้ง แต่นี้พ่อของเธอตระหนักขึ้นได้ว่า จะต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ลูกสาวของตนได้รับการศึกษาที่ดี เขาจึงส่งเธอเข้าเรียนที่โรงเรียนอิสต์แนชวิลล์ฮิลล์ ด้วยความที่เป็นเด็กหัวไว และเปี่ยมด้วยทักษะการสื่อสารที่ยอดเยี่ยม ไม่นานนัก เธอก็เข้าร่วมทีมสุนทรพจน์ของโรงเรียนจนชนะการแข่งขันวาทศิลป์ที่มีชื่อเสียงรายการหนึ่ง 
.
ซึ่งต่อมาเธอก็ได้รับทุนการศึกษาเพื่อเรียนต่อทางด้านการสื่อสารที่มหาวิทยาลัยเทนเนสซี โอกาสทางการศึกษาที่เธอได้รับในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ช่วยผลักดันชีวิตของเธอจากความวิถีชีวิตยากจนข้นแค้นสู่ความรุ่งโรจน์ในอนาคตด้านสื่อสารมวลชน ซึ่งเธอก็ดูเหมือนจะซาบซึ้งใจกับสิ่งนี้เป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากที่เธอได้กล่าวในภายหลังไว้ว่า “การศึกษาเป็นวิธีการที่สำคัญที่สุดในการสร้างความทะเยอทะยาน และทำให้ความฝันกลายเป็นจริง”
.
Oprah เริ่มมีชื่อเสียงในวงการสื่อสารมวลชน หลังจากทำงานที่สถานีโทรทัศน์ WLAC TV และช่องข่าว WJC TV ในฐานะผู้ประกาศข่าวหญิงผิวสีคนแรกที่มีอายุน้อยที่สุด ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 เธอก็ได้รับตำแหน่งเป็นพิธีกรร่วมในรายการทอล์คโชว์ท้องถิ่นของช่องพีเพิลอาร์ทอล์คกิ้ง และไดอัลลิงฟอร์ดอลลาร์ส ด้วยบุคลิกภาพที่อบอุ่น และกระตือรือร้นยิ่งของเธอส่งผลทำให้เป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมเป็นอย่างมาก ยิ่งนับวันความนิยมนั้นก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น
.
จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1983 เธอจึงถูกซื้อตัวโดยช่อง WLS TV ในชิคาโก ในฐานะพิธีกรรายการทอล์คโชว์ยามเช้า ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างท่วมท้น จนทำให้รายการก่อนหน้านี้ที่มีเรตติ้งต่ำกลายเป็นทอล์คที่มีเรตติ้งสูงที่สุดในชั่วข้ามคืน 
.
และหลังจากนั้นเธอก็ได้เซ็นสัญญาขายรายการให้กับบริษัทคิงเวิลด์ ทอล์คโชว์ยามเช้าของเธอจึงกลายมาเป็น The Oprah Winfrey Show ในเวลาต่อมา และเมื่อเริ่มออกอากาศในปี ค.ศ. 1986 (ถึง 2011) ก้ปรากกฏว่า รายการนี้กลายเป็นทอล์คโชว์ยอดนิยมอันดับหนึ่งของอเมริกาอย่างรวดเร็ว โดยมีผู้ชมมากกว่า 20 ล้านคนต่อวัน 
.
แหละเหตุผลหนึ่งที่ทำให้รายการนี้กลายตำนาน ก็คือ การที่เธอได้ทำการสัมภาษณ์ Michael Jackson “ราชาเพลงป็อบ” (The King of Pop) ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าน้อยครั้งนัก ที่เขาจะให้ใครสัมภาษณ์ได้ง่าย ๆ ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้มีผู้เข้าชมมากถึง 90 ล้านคน จนถือกันว่าเป็นการสัมภาษณ์ออกอากาศที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์
.
หลังจากที่ครองความยิ่งใหญ่ในอาณาจักรทีวีโชว์เป็นระยะเวลายาวนาน เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 2013 Oprah ได้ถูกเชิญจากทำเนียบขาวเพื่อรับเหรียญแห่งอิสรภาพของประธานาธิบดีจากประธานาธิบดี Barack Obama เพื่อตอบแทนการอุทิศชีวิตและทรัพย์สินส่วนหนึ่งของเธอ ที่มอบให้การกุศล และด้านการส่งเสริมการศึกษาเด็กเรียนดีที่ยากจน ซึ่งรางวัลเกียรติยศสูงสุดแห่งความภาคภูมิใจของเธอ เป็นรางวัลอันทรงเกียรติเดียวกันกับที่ลูกเรือจรวด Apollo 13, แม่ชี Teresa และ Stephen Hawking เคยได้รับมาก่อน
.
หากพูดถึงในแง่อิทธิพลทางความคิด โดยในปี ค.ศ. 2001 นิตยสาร Time ได้ยกย่องให้ Oprah เป็น “ผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก” ส่วนนิตยสาร Life ก็ยกย่องให้เธอเป็น “ผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในอเมริกา” นิตยสาร Forbes ก็ได้จัดอันดับให้เธอเป็นผู้หญิงที่ทรงอิทธิมากที่สุดในโลกห้าปี อาทิ ปี ค.ศ. 2005, 2007, 2008, 2010 และ 2013 เป็นต้น ความมีอิทธิพลของเธอรุนแรงจนกระทั่งนิตยสาร Wall Street Journal ถึงกับบัญญัติศัพท์คำว่า Oprahfication เพื่อใช้อธิบายถึงอิทธิของเธอต่อชาวอเมริกันชนชั้นกลาง (Middle America) 
.
เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีการกล่าวขวัญกันว่า หาก Oprah หยิบจับอะไรขึ้นมาพูดออกอากาศ สิ่ง ๆ นั้นจะกลายเป็นที่นิยมภายในชั่วข้ามคืน ตัวอย่างเช่น เมื่อเธอเปิดตัวชมรมหนังสือ Oprah ซึ่งเป็นมีการพูดถึงนวนิยายที่แต่ก่อนไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของผู้คน จนทำให้กลายมาเป็นหนังสือขายดีติดอันดับหนึ่งได้อย่างน่าอัศจรรย์
.
จากข้อมูลของ The New York Times ระบุว่า “การแนะนำหนังสือของ Oprah สามารถเพิ่มยอดขายอีก 1 ล้านเล่มได้อย่างง่ายดาย” และหากเธอแสดงออกว่าไม่ชอบสิ่งใดแล้วละก็ ยอดขายของสิ่งนั้นจะลดลงฮวบฮาบในพริบตา ซึ่งสิ่งนี้เรียกกันว่า The Oprah Effect จนช่วงหลังเธอเริ่มระมัดระวังคำพูด และการแสดงออกมากขึ้น เป็นพิเศษ ซึ่งจะเห็นได้จากที่เธอกล่าวว่า “จงตระหนักถึงผลกระทบที่เป็นไปได้ จากสิ่งที่คุณพูดเกี่ยวกับผู้อื่น ใช้โอกาสในการแสดงความเห็นของคุณเพื่อผลดีของสาธารณชน และเตรียมพร้อมที่จะปกป้องสิ่งที่คุณสนับสนุน”
.
เล่ามาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านจะเห็นได้ว่า คนเราแม้จะเกิดจากโคลนตม แต่ไม่จำเป็นจะต้องจมปรักอยู่ในตมนั้นตลอดไป หรือแม้จะไร้ซึ่งต้นทุนชีวิต เราก็ยังสามารถสร้างต้นทุนให้กับตัวเองได้ ดังเช่น Oprah Winfrey ที่เธอได้สร้างต้นทุนจากการอ่านหนังสือ และฝึกฝนทักษะการสื่อสารของเธอผ่านเรียนรู้ และอดทน ด้วยความกระตือรือร้น จนมันนำพาเธอไปสู่จุดสูงสุดของชีวิต ซึ่งไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลย หากมองย้อนกลับไปในอดีตวัยเด็กของเธอ แม้กระทั่งตัวของเธอเอง ก็มิอาจคาดเดาได้
.
สิ่งนี้มันทำ ให้ผมนึกถึงคำพูดของ Alfred Binet นักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศส ที่กล่าวว่า “ผู้ที่เกิดมาฉลาดที่สุดอาจไม่ได้ลงเอยด้วยการเป็นคนฉลาดที่สุด” หมายถึง คนเราสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้เสมอ หลายครั้งในชีวิตคนเราอาจเคยทำผิดพลาดมาก่อน แต่หากเรายอมรับความผิดพลาดนั้น และพร้อมนำมันมาเป็นบทเรียนในการใช้ชีวิตต่อไป 
.
และด้วยต้นทุนเหล่านี้นี่เอง จะนำพาเราไปสู่หนทางอันโรจน์รุ่งที่สุดของชีวิต...


*คำว่า “โพสต์โมเดิร์น” (postmodern) แปลว่า “หลังสมัยใหม่” เป็นแนวคิดที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในโลกวิชาการตะวันตกช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ซึ่งมักถูกใช้เรียกหรืออธิบายสภาพสังคมที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างมาก ภายใต้ชุดตรรกะทุนนิยมพัฒนาที่แทรกซึมทั่วทุกอณูของสังคมที่คอยปลุกเร้าให้ผู้คนเสพติดการบริโภคการกลไกลตลาดที่ยึดสื่อมวลชนและการโฆษณาเป็นเครื่องมือสำคัญ นอกจากนี้ ยังถูกใช้ในงานทางวิชาการด้วยสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และ การสร้างสรรค์ศิลปวรรณกรรมที่ท้าทายคติและรสนิยมทางสุนทรียะของสังคมสมัยใหม่อีกด้วย 

หมายเหตุ: มือใหม่หัดเขียน ผิดพลาดประการใด โปรดช่วยชี้แนะ ผมด้วยนะครับ!

อ้างอิง
- หนังสือ โลกเป็นของคนที่เห็นโลกก่อนใคร (Top 10 visionaries that changed the world) แปลโดย คุณพลกิตต์ เบศรภิญโญวงศ์





SHARE
Writer
ChavisPhewngerN
Teacher
นัก (เรียน) เล่าเรื่อง ผู้พยายามสร้างเรื่องราว ผ่านเรื่องเล่า ที่เขาเล่าเอง

Comments

nananatte
6 months ago
ขอบคุณที่แบ่งปันค่ะ ชอบโอปราห์เช่นกันค่ะ :-)
Reply
ChavisPhewngerN
6 months ago
ขอบคุณครับบบ!.
nananatte
6 months ago
เริ่มมาติดตามโอปราห์หลังจากเธอเลิกจัดรายการไปแล้ว ตอนนี้ฟังแต่พ็อดคาสท์ของเธอ โห...ดีมากจริงๆ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมใครๆ ก็รัก ไม่แปลกใจว่าทำไมถึงเป็นผู้มีอิทธิพล โอปราห์สุดยอดจริงๆ ค่ะ
ChavisPhewngerN
6 months ago
ผู้หญิงคนนี้ทรงพลังมากจริงๆครับ.