มาร์ติงเกล และเพื่อนไม่สนิท (1)
   มาร์ติงเกล และเพื่อนไม่สนิท (1)

   ผมยืนอยู่บนริมฟุตบาทข้างๆรถยนต์คาดิลแลคสีดำ รถคันดังกล่าวมีที่นั่งฝั่งคนขับอยู่ด้านซ้ายของตัวรถ ในตอนนี้ตัวผมกับบุคคลที่อยู่หลังพวงมาลัยจึงอยู่ห่างกันราวๆเจ็ดสิบเซนติเมตร

   ผมก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อมองหน้าชายที่นั่งอยู่ในรถยนต์ บุคคลที่ผมกำลังจะเปิดปากทักทาย เขาคือเจ้าของร้านกาแฟท้ายสวนหย่อมที่ผมมักจะไปเสมอในวันอาทิตย์ที่มีฝนตก สาเหตุที่ผมใช้เวลาไม่กี่วินาทีในการระบุตัวตนได้ว่าเขาเป็นใครนั้นอาจจะเป็นเพราะว่าผมไม่ค่อยจะรู้จักผู้คนในเป็นวงกว้างเท่าไหร่นัก ยิ่งถ้าเปรียบเทียบเขากับบรรดาผู้คนที่ผมรู้จักแล้ว

   ในหมู่ชายแก่สูงอายุที่ผมได้รู้จักคงไม่มีใครที่โดดเด่นออกมาจากกลุ่มได้เท่าเขาอีกแล้ว ถึงจะเป็นชายแก่ดูมีอายุ แต่รูปลักษณ์ภายนอกและการวางตัวของเขานั้นไม่เป็นเช่นชายแก่คนอื่นๆ เขามีเชื้อสายของชาวยุโรปหรืออย่างน้อยเขาก็เคยบอกผมเช่นนั้น ใบหน้าของเขามีโครงหน้าและโหนกแก้มที่ชัดเจนโดดเด่น สันจมูกโด่งได้รูปแต่ทว่าความแปลกประหลาดเริ่มต้นจากปลายจมูกที่เหมือนหลุดออกมาจากเกลียวก้นหอยฟีโบนัชชี ริมฝีปากบางโดยสาเหตุหลักอาจมาจากความหย่อนยานของผิวหนังบนใบหน้าที่ค่อยๆกลืนริมฝีปากหายเข้าไปในช่องปาก ความโดดเด่นที่ผสมผสานกับความแปลกประหลาดให้อารมณ์เหมือนโรงงานผลิตส่วนหัวตุ๊กตาเปลี่ยนคนออกแบบหน้าตารุ่นของเขากลางคัน

   นอกจากใบหน้าที่เป็นเอกลักษณ์แปลกแยกจากคนทั่วๆไปของเขาแล้ว เขายังมีผมที่ยาวประบ่าสีดำขลับ ลำตัวดูจะสั้นไปหน่อยเมื่อเทียบกับแขนขาที่ยาวเก้งก้าง และจุดเด่นอีกอย่างคือเขามักจะสวมหมวกคาวบอยและพันผ้าเช็ดหน้าไว้ที่คออย่างกระชับไม่ว่าจะดูน่าอึดอัดแค่ไหนก็ตาม เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลต่างๆที่กล่าวมา การจะจำแนกเขาออกจากคนทั่วๆไปนั้นเป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ไม่เกินความสามารถของผมอย่างแน่นอน

   “เอ่อ...สวัสดีครับ” ผมพูดทักทาย ผงกหัวให้เขาเล็กน้อย ชูร่มเปิดทัศนวิสัยของตัวเองสูงขึ้นมาเหนือหัวพลางก้าวเท้าเดินเข้าไปหาชายที่นั่งอยู่บนเบาะหนังสีดำ ผมหยุดยืนข้างๆประตูรถฝั่งของเขา

   “ขึ้นมาสิ ไอ้ลูกชายขึ้นมา เอ็มไปส่ง” ชายเจ้าของร้านกาแฟกระแอมกระไอก่อนพูดขึ้น

   เขามักจะใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า “เอ็ม” และใครๆต่างก็เรียกเขาเช่นนั้น คลังคำศัพท์ในการใช้พูดมีแต่คำแปลกๆเกินกว่าที่คนทั่วไปจะใช้กัน และนอกจากนี้องค์ประกอบของประโยคและวิธีการเลือกใช้คำพูดก็แปลกประหลาดไม่ต่างจากจิ๊กซอว์ที่ประกอบกันลงตัวแต่ทว่าไม่เป็นรูปภาพรูปเดียวกัน

   ผมจำได้ว่าในช่วงแรกๆที่ผมเริ่มไปร้านกาแฟท้ายสวนหย่อม ผมมักจะเรียกเอ็มว่า “คุณอา” เนื่องด้วยเขามีรูปลักษณ์ภายนอกเป็นชายแก่ใจดีวางตัวน่าเคารพ มีความมั่นใจอยู่เปี่ยมล้นและมักจะชวนผมคุยอยู่เสมอ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ถึงแม้ผมจะไม่ได้เคารพเขาน้อยลงแต่อย่างใด แต่รู้สึกตัวอีกทีผมก็เรียกชายเจ้าของร้านว่า “เอ็ม” เหมือนลูกค้าคนอื่นๆไปเสียแล้ว ที่เป็นเช่นนี้อาจจะเพราะว่าผมได้พบกับลักษณะนิสัยแปลกๆของเขาเพิ่มเติมอีกในภายหลัง นิสัยบางอย่างที่คุณอาจไม่เคยพบเห็นมาก่อน
 
   อันที่จริงผมก็ไม่ทราบถึงตัวเลขอายุที่แน่ชัดของเอ็มเช่นกัน อายุของเอ็มเป็นปริศนาที่ผมไม่เคยจะถามออกไปแม้เราจะเคยพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวกันมาบ้างยามผมสั่งกาแฟที่ร้าน แต่ถึงอย่างนั้นผมก็พอจะเดาอายุของเขาได้คร่าวๆจากร่องรอยบ่งบอกอายุบนใบหน้า บริเวณรอบดวงตาของเอ็มมีรอยตีนกาสลักลึกเหมือนรอยแยกของเทือกเขากลางมหาสมุทร และถ้าดูจากรอยเหี่ยวย่นยาวๆสองรอยเสมือนเส้นรุ้งที่ใช้บอกตำแหน่งบนพื้นโลกที่ย้ายตำแหน่งมาพาดอยู่บนหน้าผากของเอ็ม รอยดังกล่าวรอยหนึ่งคงเป็นตัวแทนของระยะเวลาสามสิบปี เพราะฉะนั้นสามสิบคูณสองจึงเท่ากับหกสิบปี

   ผมทึกทักเอาเองว่า เอ็ม ผู้นี้อาจจะมีอายุราวๆหกสิบปี

   เอ็มนั่งรอคำตอบของผมอย่างใจเย็น ในขณะที่ผมมัวแต่เสียเวลายืนคำนวณอายุของเขา เอ็มโน้มตัวไปข้างหน้า วางข้อมือทั้งสองข้างพักไว้บริเวณส่วนบนของพวงมาลัย มองสำรวจไปตามถนนเปียกน้ำฝนด้านหน้ารถ มองหน้าปัดของนาฬิกาบนข้อมือ เม้มริมฝีปากบางๆของเขาหนึ่งครั้งแล้วเงยหน้าขึ้นมามองผมที่ยืนอยู่ทางด้านซ้ายมือของเขา

   “หมดเวลาคิดแล้ว ไอ้ลูกชาย” เอ็มพูดขึ้นก่อนจะถอนหายใจเบาๆ

   “แต่ผมไปทางนั้นนะเอ็ม มันคนละทางกันกับที่เอ็มขับมา” ผมชี้มือขวาไปทางถนนข้างหลังรถของเขา

   “ไม่ต้องห่วง ไม่ว่าจะไปทางนั้นหรือทางนี้…” เอ็มชูนิ้วหัวแม่โป้งสลับกับนิ้วชี้

   “…เราทุกคนต่างก็มุ่งไปจุดหมายเดียวกันในตอนสุดท้าย” เอ็มพูดเหมือนจะให้ข้อคิดสอนใจกับผมแถมมาด้วย

   ถึงแม้เขามักจะใช้คำพูดแปลกประหลาดอยู่เสมอก็ตาม แต่ในบางครา โดยไม่ทันตั้งตัว เหมือนจู่ๆมีใครสับสวิตช์ เขาจะทำตัวแปลกออกไปจากเอ็มผู้แปลกประหลาดที่ผมรู้จัก เขาจะเปลี่ยนไปพูดอะไรมีความหมายแอบแฝงอยู่ออกมาให้ได้คิดตาม มีท่าทางการวางตัวกลายเป็นชายแก่ที่สุขุมนุ่มลึกแตกต่างจากเอ็มยามปกติเผยออกมาให้ได้เห็น ไม่ต่างจากคลื่นทะเลที่วินาทีหนึ่งคลื่นลมแรงพอจะทำให้เรืออับปางลงได้ไม่ยาก อีกวินาทีหนึ่งกลับสงบนิ่งไร้ลมอย่างเหลือเชื่อ แตกต่างซะจนบางทีผมก็เผลอคิดว่าเขาเป็นคนสองบุคลิก มี “เอ็ม” ชายแก่ที่มีนิสัยและการกระทำที่แปลกประหลาดกว่าคนทั่วไป และ “คุณอา” ชายแก่ใจดีที่วางตัวเหมาะสมและใช้คำพูดสอนใจผมอยู่เสมอ อยู่ภายในร่างกายคนๆเดียว

   “แต่...”

   “ไม่ต้องคิดมาก ถือว่าเป็นสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าร้านกาแฟ บริการส่งถึงที่หมาย” เอ็มหรืออาจจะเป็นคุณอาพูดขัดผมขึ้น

   “ขึ้นมาเถอะ อย่างน้อยก็ดีกว่าเดินตากฝนไปนะ”

   “ขอบคุณครับ”

   ผมอยากบอกเขาว่าผมถือร่มเดินกลางฝนต่างหาก แต่ไม่ว่ายังไงการให้เขาไปส่งก็คงดีกว่าการที่ผมต้องเดินท่ามกลางฝนตกหนักไปอยู่ดี ผมผงกหัวเล็กน้อยให้เขาอย่างว่าง่ายแล้วเดินอ้อมหน้ารถไปทางฝั่งที่นั่งข้างๆคนขับ

   ผมเปิดประตูรถคาดิลแลค เดินอ้อมประตูเข้ามานั่งบนเบาะหนังสีดำในรถ ดึงมือขวาที่ชูร่มออกไปนอกตัวรถเข้ามาใกล้ตัวแล้วหุบร่มด้วยมือซ้าย สะบัดร่มเล็กน้อยแล้วนำร่มที่หุบแล้วมาวางไว้ข้างๆขาของตัวเองจากนั้นจึงปิดประตูรถยนต์ตาม ผมมองวิทยุติดรถยนต์ทรงเก่าย้อนยุคตรงหน้าของผมครู่หนึ่งเพราะไม่เคยเห็นวิทยุรูปร่างแบบนี้มาก่อน ผู้จัดรายการวิทยุกำลังพูดถึงเนื้อหาของเพลงที่กำลังจะเปิดถัดไป

   ผมหันไปมองเอ็มที่กำลังเสยผมยาวประบ่าของตัวเองไปทางด้านหลังศีรษะ แล้วสวมหมวกคาวบอยปีกกว้างสีดำครอบอีกทีหนึ่ง ดีดตัวขึ้นมาส่องใบหน้าตัวเองกับกระจกมองหลัง ทันทีที่ผมเริ่มสงสัยว่าตอนนี้เขาเป็นเอ็มหรือคุณอา เขาก็เอานิ้วชี้แหย่เข้าไปสำรวจรูจมูกแปลกประหลาดทั้งสองรูของเขา เห็นดังนั้นจึงทำให้ผมพอจะเดาได้ว่าในตอนนี้เขาคือเอ็มชายแก่แปลกประหลาดเสียแล้ว คุณอาผู้สุขุมไม่น่าจะทำอะไรแบบนั้น ผมคิดในใจ

   เอ็มจับสำรวจสายรัดคางที่ห้อยอยู่ใต้คางตัวเองจากนั้นจึงลดตัวกลับมานั่งกับที่นั่งคนขับกระบวนการต่างๆเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีทางที่บุคลิกใดบุคลิกหนึ่งจะเป็นการแสร้งทำของชายที่มีชื่อว่าเอ็ม ผมนั่งดูเขาทำท่าทางเหล่านี้เหมือนกำลังนั่งดูนักแสดงชาวต่างชาติกำลังแสดงลีลาท่าทางตามบทที่ซักซ้อมมาให้กับกล้องถ่ายภาพยนตร์โบราณอย่างชำนาญ ไม่ว่าจะเป็นแนวเกี่ยวกับอะไร แต่คงจะเป็นภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาแปลกน่าดู

   “บุหรี่ไหม?” เอ็มยื่นซองบุหรี่ลักกีสไตรก์ให้ผม ผมเหลือบเห็นรอยสักเล็กๆที่ข้อมือขวาของเอ็ม เป็นภาษาอังกฤษอ่านว่า ‘มาร์ติงเกล’ ผมเคยเห็นรอยสักนี้ของเอ็มมาก่อน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มันเข้ามาใกล้จนอยู่ในระยะที่ผมพอจะอ่านออกได้

   “ไม่ล่ะ ขอบคุณครับ” ผมส่ายหัว

   “ล้อเล่นน่ะ สูบบุหรี่ในรถยนต์เอ็มไม่ได้อยู่แล้ว” เอ็มยัดซองบุหรี่เข้าไปในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตสีดำของเขาแล้วยกมือขวาปรับมุมกระจกมองหลังพลางยิ้มหัวเราะกับตัวเองเบาๆ คราวนี้ผมยิ่งมั่นใจว่าไม่ใช่คุณอาหากแต่เป็นเอ็ม บุคลิกที่เป็นคุณอานั้นแทบจะไม่เคยหลุดหัวเราะให้ผมได้เห็น

   “ว่าแต่ ไอ้ลูกชายจะไปไหนล่ะ?” เอ็มมองกระจกมองหลังสำรวจถนนก่อนจะพูดขึ้น

   “โรงแรมทีเอชเอ็น ในตัวเมืองน่ะครับ” ผมพูดพลางเหลือบไปดูกระจกมองข้างรถยนต์ฝั่งของผม ถนนว่างเปล่าไร้ผู้คนสัญจร

   “ทีเอชเอ็น คิดถึงจริงๆ 'ทีเอชเอ็น...คำตอบของทุกสิ่ง' คำขวัญของโรงแรมแห่งนี้ เคยได้ยินไหม?” เอ็มพูด

   "ไม่เคยได้ยินครับ อันที่จริงนี่เป็นครั้งแรกที่ผมไปโรงแรมทีเอชเอ็น มันทำไมหรือครับ" ผมตอบพลางส่ายหัวให้เขา

    "เปล่าๆ ไม่มีอะไรหรอก พอดีเอ็มเป็นคนคิดคำขวัญประโยคนี้ขึ้นมาเอง"

   จู่ๆผมก็มีความคิดแว็บขึ้นมาหลังจากผมได้ยินประโยคดังกล่าว ผมรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล เอ็มที่บังเอิญมาพบกับผมในวันที่ผมตั้งใจจะไปโรงแรมทีเอชเอ็น มีความเกี่ยวข้องอะไรบางอย่างกับสถานที่ปลายทางที่ผมกำลังจะไป นี่เป็นเรื่องบังเอิญจริงๆหรือ? ผมคิดในใจ

   ไม่ทันที่ผมจะได้ถามอะไรต่อ จู่ๆเอ็มเหยียบคันเร่งพร้อมกับหมุนพวงมาลัยเพื่อกลับรถพรวดพราดกลางถนน รถหมุนคว้างอย่างรวดเร็วหากแต่แม่นยำ ล้อเสียดไปกับแอ่งน้ำฝนบนถนนเกิดน้ำกระฉอกออกมาจากบริเวณล้อทั้งสี่ เมื่อกลับรถได้แล้วเอ็มขับรถมุ่งหน้าต่อไปทันที ไม่ปล่อยให้เสียเวลาแม้แต่เสี้ยววินาที
  
   สถานีวิทยุกำลังเล่นเพลง เดอะ สกาย อิส ครายอิ้ง ที่ขับร้องโดย เอลมอร์ เจมส์ คลออยู่เบาๆ เมื่อรู้สึกตัวได้ว่าสถานีวิทยุกำลังเล่นเพลงอะไรอยู่ เอ็มยื่นมือไปหมุนปุ่มเพื่อเร่งเสียงวิทยุติดรถยนต์ เสียงเพลงเริ่มคืบคลานเข้ามากลบเสียงฝนตกกระทบหลังคารถ

   “ฟ้าฝนกำลังร่ำไห้ เธอไม่เห็นหรืออย่างไรว่าหยดน้ำตากำลังนองเนืองอยู่บนถนน” เอ็มรอให้ถึงท่อนร้อง แล้วจึงแผดเสียงทุ้มจากลำคอของเขาร้องขึ้นมาพร้อมกับเสียงของเอลมอร์ เจมส์ เสียงประสานทั้งสองเสียงหากแต่ต่างยุคสมัยแทบจะรวมเป็นเสียงเดียวกัน ผมนั่งรอจังหวะที่เขาหยุดร้องเพลงแล้วจึงเปิดบทสนทนากับเขา 


   “เอ็ม...ช่วยบอกหน่อยได้ไหมครับ ว่าคุณเกี่ยวข้องอะไรกับโรงแรมทีเอชเอ็น?” ผมถามเอ็ม


☂ 




SHARE
Written in this book
ฝนตก สวนหย่อม และเพื่อนไม่สนิท
คำนำ ผมโตขึ้น บทเพลงชีวิตยังบรรเลงต่อไป ไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดลงที่ท่อนใด รู้แค่ว่าผมชอบวันฝนตก
Writer
coldscriptedline
Writer
And though I write them by the light of day, Please read them by the light of the moon

Comments