ขบถเถอะ...ถ้าขบถได้
ไอ้เหี้ย...มึงช่วยทำให้เหมือนคนอื่นเขาไม่ได้รึไงวะ 
ไอ้แค่แต่งตัวให้มันถูกระเบียบเนี่ย มึงจะตายเหรอวะ..
คำพูดแรกของการพบกับเพื่อนสาขา หลังจากเข้าเรียนในวิชาแกนของภาคเรียนสุดท้าย 
..อืม.. คือคำตอบของเราที่มอบให้กับเพื่อนคนนั้นพร้อมกับการก้าวขาออกจากห้องท่ามกลางฝูงนิสิตที่ทยอยกันมุ่งตรงไปที่ประตูอันคับแคบหลังจากย้ายมาเรียนที่ใหม่ เพราะอาคารเรียนเก่ากำลังปรับปรุงให้ดูดีตามสมัยแต่อยู่ภายใต้โครงสร้างเดิมที่มันเป็น ไม่ต่างจากคำตอบที่เราตอบกับเพื่อนคนนั้น เราไม่กล่าวโทษมันต่อให้บางครั้งอยากจะตะโกนใส่หน้ามันว่า "ไอ้สัส มันเรื่องของกูไหม มึงเสือกไรด้วย กูจะแต่งตัวยังไงเข้าเรียนมันเรื่องของกู"แต่การรักษาความสัมพันธ์นั้นและประสงค์ของมันเรารับรู้ได้ว่ามันเป็นห่วงมากกว่าจะตำหนิ "อืม" จึงเป็นเสมือนปฎิกิิริยาที่ตอบสนอง ณ ขณะนั้น แต่ความรู้สึกมันบอกว่า "สัสเอ้ย แม่งโครตสนุกเลยวะ" มันเหมือนเราผ่านด่านทดสอบอะไรบางอย่างที่เราเองสงสัยกับมันมานาน ด่านต่อไปคือด่านของอาจารย์ที่จะวนเวียนเปลี่ยนกันมาสอนในแต่ละหัวข้อซึ่งแน่นอนว่า เรายังคงทำทุกอย่างเหมือนเดิม และเฝ้ารอให้อาจารย์ซักคนถามเราขึ้นมา
..."ถามเถอะ ถามสิ ถามว่าทำไมเธอไม่ทำตามระเบียบ" เสียงภาวนาที่ดังอยู่ในใจเราเมื่ออาจารย์เปลี่ยนคน เรายังคงการกระทำและยังตระหนักถึงสายตาของเพื่อนบางคนที่มองแต่รู้อะไรไหม เราสัมผัสได้ว่า คนทุกคนต้องการอิสระแค่เขาหรือเธอคนนั้นยังไม่กล้าพอ บางคนเลือกปกปิดอิสระของตนเองผ่านเสื้อช๊อปคณะหรือเลือกเสื้อที่มีอะไรบ่งบอกสัญลักษณ์ของมหาลัย เราเข้าใจว่าการกระทำแบบนั้นมันคือการพยายามจะแสดงบางอย่าง แสดงตัวตนที่โดนปิดทับ แสดงการต่อต้านในระเบียบที่งมงาย 
คุณเลือกจะหลบซ่อนอิสระภาพของตนเอง หรือคุณจะท้าทายมัน 
ผ่านไปหลายสัปดาห์เสียงภาวนาของเราไม่ประสบผลสำเร็จ หรือเป็นเพราะอาจารย์เหล่านั้นมองข้ามหรือมองเป็นเรื่องปกติ เราเริ่มเสียสติเพราะมันไม่เป็นไปตามสิ่งที่เราอยากให้เป็น 
.."ทำไมวะ"คำถามที่ผุดขึ้นมาเมื่อเวลาล่วงเข้าปลายเทอม ไม่นะ..แผนการทั้งหมดกำลังจะพังทลายการพิสูจน์บางอย่างกำลังจะจบลง...แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น!!!
     ในห้องเรียนที่เราไม่เคยคิดว่ามันจะเกิด ที่น่าตลกอะไรรู้ไหมมันเป็นวิชาที่ต้องทำความเข้าใจปรากฎการณ์ทางสังคมผ่านคติชนอย่างเช่น นิทานพื้นบ้าน ตำนาน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลผลิตทางสังคมของกลุ่มคน การหาเหตุผลว่าเพราะเหตุใด กลุ่มคนเหล่านั้นถึงสร้างเรื่องราวแบบนั้น มันฟังดูน่าสนุกเราเลยตัดสนใจลงและหวังว่ามันคงไม่กร่อยเหมือนกับวิชาที่ผ่านๆมาแต่ก็นะ อะไรที่เราหวังมันมักจะผิดหวังเสมอมา สุดท้ายก็ไม่ต่างอะไรก็แค่นั่งเรียนให้มันผ่านไปเช่นเดิมแต่เรื่องที่เรารอก็เกิดขึ้นเมื่อสายตาของจารย์ท่านนั้นมองมาที่นิสิตที่กำลังรอเรียน พร้อมกับคำพูดแรก 
..."พวกเธอไปทำอะไรมา ทำไมถึงแต่งตัวแบบนี้"...เห้ยยยมันเกิดขึ้นแล้ว 
.."ก็มาเรียนวิชานี้แหละครับ"..เพื่อนเราที่นั่งใกล้กันตอบอย่างรวดเร็วพร้อมกับสีหน้าที่มั่นใจเราสองคนสบตากัน เรามองหน้ามันเพื่อส่งสัญญาณให้มันว่า มึงตอบได้ดีมากรอดูสิว่าอาจารย์ท่านนั้นจะถามต่อว่าอะไร 
..."อืม จริงๆกฎระเบียบก็แปะไว้หน้าห้องนะ อาจารย์ก็ไม่อยากจะพูดอะไรมาก" ประโยคที่อาจารย์พูดออกมาก็ยังคงอ้อมไปมา จนทำให้เราจับไ้ว่า บทบาทของเหล่าอาจารย์ไม่เคยใช้คำง่ายๆหรือพูดตรงๆ พวกอาจารย์มักจะสร้างภาพให้ตัวเองดูสูงส่ง สามารถบังคับอะไรก็ได้ ออกสอบอะไรก็ได้ ให้คะแนนอะไรก็ได้ ทำไมล่ะก็ในเมื่อพวกเธอตอบคำตอบไม่ตรงกับคำตอบของฉัน ...
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างปกติหลังจากคาบเรียนวันนั้นอาจารย์คนนั้นก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรอีก แต่เรารู้ว่าภายใต้ความเงียบนั้นกำลังมีแผนการอะไรบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น เราผ่านการสอบมิทเทอมและเข้าเรียนปลายภาคแล้วในคาบแรกของการเริ่มเรียนปลายภาคแผนการนั้นก็เกิดขึ้นเมื่ออาจารย์คนนั้นเรียกชื่อ คนทั้งหมดสามคน แล้วบอกให้เขาเหล่านั้นไปทำการ Drop เนื่องด้วยเหตุผลทีว่าเขาเหล่านั้นทำข้อสอบพาร์ท ทฤษฎีไม่ได้ 
"เชี่ย เอาแล้วไงสุดท้ายเครื่งมือที่อาจารย์ใช้เล่นงานก็มีไม่กี่อย่างหรอกหนึ่งในนั้นคือการออกข้อสอบที่ไม่ได้รับการการันตรีจากใครว่ามันจะสามารถวัดความรู้ได้จริงๆ มันก็แค่โดนสร้างมาเพื่อเอาคืน!!" ความคิดนนี้ผุดขึ้นมาท่ามกลางรายชื่อเหล่านั้นและหนึ่งในสามนั้นคือเพื่อนของเราที่ตอบคำถามในวันนั้น รู้อะไรไหม เรื่องสองอย่างนี้อาจจะไม่เกี่ยวกันแต่ลึกๆแล้วเราว่ามันเกี่ยวกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เรารู้สึกกับว่ามันคือการตอบโต้กลับของอาจารย์คนนั้นเพื่อบอกว่ายังไงฉันก็กุมชะตาของพวกเอ็งไว้ จำไว้ คราวหลังอย่าคิดตอบอะไรที่มันทำให้ฉันรู้สึกด้อยกว่า เพราะฉันเป็นอาจารย์ไง ฉันต้องเหนือกว่าทุกคนในห้องนี้ สิ่งเหล่านี้คือผลลัพธ์ของการทดสอบสิ่งที่เราอยากจะรู้ผ่านการกระทำที่ทุกคนมองว่าเป็น ขบถ...
สิ่งที่กดทับเราอยู่บางครั้งกว่าหน้าตามันจะปรากฎออกมาให้เห็น มันต้องใช้เครื่งมือที่เรียกว่าการ ขบถ
..เราเลยบอกกับเพื่อนคนนั้นว่า "ไม่เป็นหรอกมึง เข้าไปคุยกับเขา บอกเขาให้รู้ว่าสิ่งที่เขาทำมันกำลังส่งผลกระทบอะไร การใช้ให้นิสิตปีสุดท้ายไป Drop มันหมายถึงการเรียนไม่จบในปีการศึกษานี้" การพูดคุยผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมง และทันทีที่มันก้าวออกมาจากห้องเรียนหลังการพูดคุยกับอาจารย์คนนั้น "เป็นไงบ้าง" 
"กูแม่งสติแตกวะ เขาบอกกับกูว่าข้อสอบยังตรวจไม่เสร็จ ตรวจเสร็จแค่ส่วนที่เป็นทฤษฎีแล้วไล่ให้กูไปดรอป เขาบอกว่าถ้าทำทฤษฎีไม่ได้หมายความว่ากูไม่เข้าใจเนื้อหาทั้งหมด ไอ้สัสมึงคิดดูอาจารย์เขาสอนทฤษฎีแค่ไหน ข้อสอบเขาดีแค่ไหน" คำพูดของเพื่อนเราคนนั้นมันทำให้เรายิ้มโดยที่เรารู้สึกปราบปลื้มกับมันมาก "ประสบผลสำเร็จ กูชนะ"
อำนาจบางอย่างกว่าคุณจะรู้ว่ามันน่ากลัวแค่ไหน ก็ต่อเมื่อคุณเข้าไปเจอกับมัน



SHARE

Comments