กล่องแห่งความทุกข์และต้นไม้แห่งความสุข
ทุกๆ คนย่อมมีกล่องแห่งความทุกข์อยู่นับไม่ถ้วน

บางคนอาจจะเป็นกล่องใหญ่
บางคนอาจจะเป็นกล่องเล็ก

แต่กล่องความทุกข์ของทุกคนเป็นสีเทา
จะเทาเข้ม หรือเทาอ่อน ขึ้นอยู่กับระดับความทุกข์ที่อยู่ในกล่องนั้น

ถ้าทุกข์มาก ก็คงจะเทาเข้มมากสักหน่อย
ถ้าทุกข์น้อยหน่อย ก็คงจะเป็นสีเทาเกือบขาว

ทุกคนมีกล่องความทุกข์ แต่ไม่มีใครที่อยากจะมี
ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่แก้ไขอะไรเลย กล่องใบนั้นจะเติบโตขึ้นแล้วฝังรากไว้ในใจของเจ้าของกล่องใบนั้น

หน้าที่การซ่อมกล่องความทุกข์จึงตกเป็นหน้าที่ของใครสักคนที่ทำมันได้

บางคนอาจจะไม่ยินยอมที่จะคอยซ่อมกล่องความทุกข์ให้คนอื่น.. แต่ไม่ใช่กับเด็กชายคนนี้

ฉันมีเรื่องจะเล่าให้ฟังล่ะ เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับต้นไม้แห่งความสุขที่มักจะออกดอกบานสะพรั่งให้ทุกคนในเมืองแห่งหนึ่งได้เชยชมกลิ่นและความสวยงามของมันและทำให้กล่องแห่งความทุกข์หายไป แต่จนถึงทุกวันนี้ ที่มาของมันก็ยังคงเป็นปริศนาแก่ชาวเมืองอยู่

บางตำนานก็ว่ามีเทพจากสวรรค์บันดาลมาให้ บางตำนานก็ว่าเป็นต้นไม้ที่มาจากเมล็ดพันธุ์วิเศษ

แต่ที่ฉันจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้เป็นตำนานที่น้อยคนนักจะรู้..

เด็กชายคนหนึ่งเกิดมาพร้อมกับความสดใส

ทุกๆ สิ่งที่เด็กชายคนนี้เติบโตมาด้วยกันมักจะมีสีสันสดใสและงดงาม

เขาเป็นเด็กที่มองโลกแง่ดีและชอบช่วยเหลือผู้อื่น

จนวันหนึ่ง.. เขาได้รู้จักกับกล่องความทุกข์เป็นครั้งแรก

กล่องความทุกข์ใบแรกของเขาเป็นกล่องใบเล็กๆ สีเทาอ่อนจนเกือบขาว ข้างในคือความทุกข์ของเด็กชายที่ปั่นจักรยานหกล้มจนหัวเข่าแตก

"มันไม่เจ็บ แผลแค่นี้เอง"

เด็กชายพูดปลอบกับตัวเองเหมือนที่แม่ปลอบน้องชายของเขาตอนน้องวิ่งหกล้ม

เขาเริ่มคิดวิธีซ่อมกล่องความทุกข์ของตัวเองจนมีสีสันสวยงาม
และเขาก็ซ่อมมันสำเร็จ..

ข่าวลือที่เด็กชายซ่อมกล่องความทุกข์ได้เริ่มแพร่สะพัด

ทุกๆ คนต่างเอากล่องความทุกข์มาให้เด็กชายซ่อมก่อนที่กล่องของตัวเองจะโตขึ้น

เด็กชายซ่อมมาเรื่อยๆ..
.
.
เรื่อยๆ..
.
.
เรื่อยๆ..
.
.
ความเหนื่อยล้ากลายมาเป็นกล่องความทุกข์ใบเล็กๆ ของเด็กชายอีกใบ


ทุกๆครั้งที่เด็กชายจะเริ่มซ่อมมัน ก็มักจะมีผู้คนเอากล่องความทุกข์มาให้ซ่อมเพิ่มเสมอ

แน่นอน เด็กชายซ่อมให้คนอื่นก่อน

เหตุการณ์เป็นเช่นนี้มาเรื่อยๆ เรื่อยๆ ซ้ำไป ซ้ำมา

จนวันหนึ่งที่เด็กชายจะซ่อมกล่องความทุกข์ของตัวเอง

แต่..

มันก็สายไปแล้ว..

กล่องความทุกข์เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ที่เริ่มฝังรากลึกเข้ามาในใจของเด็กชาย

'ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ดีแน่'

เด็กชายคิด

ต้นไม้ต้นนี้ใหญ่เกินกว่าที่เด็กชายตัวเล็กๆจะล้มมันได้

เด็กชายขอความช่วยเหลือจากคนหลายคนที่ตนเคยช่วยเหลือไว้

หากแต่ไม่มีใครช่วยเหลือเขาเลยสักคนเดียว

เด็กชายตัวน้อยตัดสินใจ

ในเมื่อไม่มีใครช่วยเขา

เขาก็ต้องช่วยเหลือตนเอง

และในเมื่อโค่นต้นไม้นี้ไม่ได้

เขาก็ต้องแก้ไขอะไรมันสักนิด..

เด็กชายเริ่มพยายามลองซ่อมต้นไม้ที่เริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ..

จนกระทั่งเขาทำสำเร็จ..


เช้าวันต่อมาชาวเมืองทุกคนล้วนตื่นตกใจกับต้นไม้ที่ปรากฎกลางเมือง

กล่องความทุกข์ของทุกคนเริ่มหายไปเพียงแค่เจ้าของกล่องได้กลิ่นหอมหวานของดอกไม้จากต้นไม้ปริศนาต้นนี้..

หนังสือพิมพ์มากมายลงข่าวเรื่องต้นไม้ปริศนาที่สามารถทำให้กล่องความทุกข์ของชาวเมืองหายไปได้อย่างน่าอัศจรรย์..
พร้อมกับข่าวเด็กชายนักซ่อมกล่องที่หายไป   ตรงมุมเล็กๆ ของหน้าหนังสือพิมพ์..



จากเรื่องที่ฉันเล่าไป ทุกคนคงเห็นว่าแม้ช่วงสุดท้ายของชีวิต.. เด็กชายนักซ่อมกล่องยังคงเลือกที่จะทำเพื่อผู้อื่น คือซ่อมแซมและแก้ไขต้นไม้ธรรมดาให้เป็นต้นไม้ที่ทำให้กล่องแห่งความทุกข์หายไปเพียงเจ้าของได้รับกลิ่นของดอกไม้จากต้นไม้ต้นนี้ได้

จริงๆ แล้วเด็กชายสามารถที่จะปล่อยให้ตัวเองเป็นเพียงต้นไม้ธรรมดาก็ย่อมได้

แต่.. ทำไมกันนะ? ทั้งๆ ที่ทุกคนเอาแต่ให้เด็กชายซ่อมกล่องให้จนไม่มีเวลาซ่อมกล่องของตัวเอง ทั้งๆ ที่ไม่มีใครช่วยเด็กชายในตอนที่เด็กชายลำบาก แต่เด็กชายยังเลือกที่จะทำเพื่อผู้อื่นแม้ตอนที่ตนเองจะไม่สามารถอยู่ต่อไปได้แล้ว

นั่นเพียงเพราะเด็กชายนักซ่อมกล่องเป็นคนที่มี น้ำใจไมตรี แค่นั้นเอง

สังคมที่มีคนมีน้ำใจไมตรีอยู่มาก ย่อมน่าอยู่มากกว่าสังคมที่มีแต่คนเห็นแก่ตัว ใช่ไหมล่ะ?

แล้วคุณล่ะ อยากให้สังคมของคุณเป็นอย่างไร?

เต็มไปด้วยคนที่มีน้ำใจไมตรี..

หรือเต็มไปด้วยคนที่คอยหวังจะให้คนอื่นซ่อมกล่องของตนเองให้แล้วไม่ช่วยเหลือใครอีก?

ถ้าคุณอยากให้สังคมคุณเป็นแบบแรก..

ก็เริ่มจากการซ่อมกล่องให้ใครสักคนดูสิ..

SHARE
Writer
MySunflower07
Lover writer
| ความสุขสีเทา |

Comments