จาก ลีกวนยู ถึง สีจิ้นผิง สู่ ยุคมังกรผงาด
ครั้งหนึ่ง Charles Darwin เจ้าของผลงานหนังสือชื่อก้องโลก The Origin of Species ที่ปฏิวัติความคิดเกี่ยวกับการกำเนิดของสิ่งชีวิต
.
โดยการให้ข้อสรุปและข้อสังเกตว่า วิวัตนาการของสิ่งมีชีวิตนั้น คือผลพวงจากการคัดเลือกทางธรรมชาติ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความหลากหลาย การสืบพันธุ์ และการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด
.
เขาได้สรุปถึงหัวใจของเดินทางสู่อนาคตไว้ว่า “หาใช่ผู้ที่แข็งแรงที่สุด หรือฉลาดที่สุด หากแต่เป็นผู้ที่ปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงได้ที่สุดที่จะอยู่รอด” และมันก็ดูเหมือนว่าเกมแห่งชีวิต จะเป็นเช่นนั้นเสมอมา
.
ยิ่งในโลกของระบบทุนนิยมและเสรีนิยมใหม่ในปัจจุบัน เรียกร้องให้เกิดการแข็งขันสูงขึ้นด้วยแล้ว คนรุ่นใหม่ ที่เติบโตภายใต้กรอบคิดนี้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับตัว และเปลี่ยนแปลง
.
กระทั่งละทิ้งความล้มเหลว ตลอดจนปล่อยวางจากความสำเร็จในอดีต เพื่อเร่งรีบสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่ให้สอดรับกับโลกที่ก้าวหน้าอย่างเร่งรุดครั้งใหญ่หลวงนี้
.
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม แม้ว่าโลกเราจะเปลี่ยนไปไกลขนาดไหน แต่คอนเซ็ปต์เรื่องความล้มเหลวย่อมมา ก่อนความสำเร็จเสมอนั้น ดูเหมือนจะเป็นความจริงมาทุกยุคทุกสมัย ประหนึ่งว่าเป็นสัจนิรันดร์ในทางตรรกศาสตร์
.
แน่นอนว่า โลกปัจจุบันหมุนเร็วเกินกว่าจะรอคอยผู้ที่ยังลองผิดลองถูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งหากเราปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จในห้วงยามนี้ ทางออกที่ฟังขึ้นและดูจะลัดสั้นประหยัดเวลามากที่สุด ก็คือ การเรียนรู้จากคนที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นหนทางที่คนประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ยึดปฏิบัติตามมากัน
.
ในช่วงที่ผ่านมานี้ ผมได้มีโอกาสกลับไปอ่านผลงานยอดฮิตหนังสือเรื่อง FUTURE-ปัญญาอนาคต ของคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ซึ่งจัดพิมพ์สำนักพิมพ์ Openbooks อีกครั้ง ซึ่งคุณภิญโญบอกว่า เขียนขึ้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการแสดงความห่วงใยต่อคนรุ่นใหม่ที่จะมีชีวิตต่อไปในอนาคต
.
ซึ่งบัดนี้กำลังเผชิญคลื่นลมแห่งความเปลี่ยนแปลงลูกใหญ่โถมถั่งซัด พร้อมทั้งเสนอแนวทางการปรับตัว และเตรียมรับมือ เพื่อที่ให้ปัจเจกชนคนรุ่นใหม่สามารถกำหนดชะตากรรม ของตนในยุคแห่งความวุ่นวายโกลาหล
.
ในบทนำของหนังสือคุณภิญโญ ได้พูดถึงการย้อนกลับไปมองอดีต เพื่อศึกษาอนาคตผ่านกรณีศึกษาของบุคคลที่ผ่านวิกฤตการณ์การผ่านมาเปลี่ยนแปลงมาก่อนได้อย่างแหลมคม ซึ่งผมเห็นว่ามีเนื้อหาบางอย่างตรงกันกับหัวข้อนี้พอดี จึงอยากจะหยิบยกเอาสาระมาบอกเล่าให้คุณผู้อ่านได้ฟังกัน
.
โดยคุณภิญโญเล่าว่า ในวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1965 ชายผู้แข็งแกร่งที่สุดของสิงคโปร์ผู้มีนามว่า ลี กวน ยู ต้องแถลงข่าวทั้งน้ำตาต่อสาธารชน เหตุเนื่องจากในที่ประชุมแห่งสหพันธรัฐมาเลเซียมีมติเห็นชอบให้ขับสิงคโปร์ออกจากการเป็นสมาชิก ซึ่งในตอนนั้นเป็นที่ทราบกันดีว่า สิงคโปร์เป็นแค่เมืองท่าที่ไร้ทรัพยากรกระทั่งน้ำจืดยังต้องเพรียกหา และพึ่งพามาเลเซีย
.
อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้นำประเทศเขาจำเป็นจะต้องนำพาประเทศชาติผ่านพ้นวิฤตการณ์เลวร้ายนี้ไปให้ได้ และเมื่อไร้ซึ่งการหยิบยื่นให้ เขาจึงมองหาต้นทุนภายในที่เหลืออยู่
.
ลี กวน ยู จึงเลือกวางรากฐานกับทรัพยากรมนุษย์เพื่อสร้างอนาคตของสิงคโปร์ขึ้นมาใหม่ เขาได้คัดเลือกคนเก่ง ๆ เข้ามาช่วยงานในรัฐบาล ติดต่อจ้างวานที่ปรึกษาที่ดีที่สุดจากต่างประเทศมาทำงานให้กับสิงคโปร์ และได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์อย่างเคร่งครัด โดยใช้การศึกษาเป็นหัวใจในการพัฒนาประเทศ
.
ผ่านพ้นมาถึง 20 ปี ให้หลังซึ่งไม่ทันที่โลกสังเกตเห็น ผู้นำลี ก็สามารถสร้างอนาคตใหม่ให้แก่สิงคโปร์ จนตั้งตัวได้ และผงาดขึ้นมากลายเป็นประเทศโลกที่หนึ่ง ซึ่งเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดที่โลกต้องจารึกไว้ จนสิงคโปร์กลายเป็นโมเดลบริหารที่หลายประเทศให้ความสนใจนำไปปรับใช้ แม้กระทั่งประเทศจีนแผ่นดินใหญ่
.
ในช่วงปี ค.ศ. 1978 เติ้งเสี่ยวผิงได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำสูงสุดของจีนที่กำลังบอบช้ำหลังจากต่อสู้กับภัยคุกคาม จากแก๊งสี่คน ซึ่งประกอบด้วย เจียงชิง, เหยาเหวินหยวน, จางชุนเฉียว และหวังหงเหวิน แห่งยุคปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution) หลังประธานเหมาเจ๋อตุงถึงแก่อสัญกรรม
.
ในปี ค.ศ. 1966-1976 เขาได้เดินทางมาเยือนไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งการที่ผู้นำจีนเติ้งเสี่ยวผิงได้พบกับ ลี กวน ยู ผู้นำสิงคโปร์เวลานั้นส่งผลต่อหน้าประวัติศาสตร์จีนอย่างมีนัยสำคัญ ดังที่ ลี ได้ให้คำนิยามว่า
.
“การเดินทางมาเยือนสิงคโปร์ครั้งนั้น เป็นการเปิดตาของเติ้งอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเมืองท่าอย่างสิงคโปร์ที่เติ้งได้เห็น หาใช่เมืองล้าหลังดังที่เจ้าหน้าที่พรรคบรรยายสรุปให้เติ้งฟัง หากสิงคโปร์เป็นเมืองท่าที่ก้าวหน้าที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียและก้าวหน้ากว่าทุกเมืองในจีน ณ ช่วงเวลานั้น”
.
เมื่อได้ยลโฉมสิงคโปร์ครั้งแรก เติ้งเสี่ยวผิงถึงกลับเอ่ยปากชมต่อหน้าผู้นำสิงคโปร์ ว่า “คุณทีประเทศที่งดงามและมีเมืองที่เรียงรายไปด้วยสวน” ลี กวน ยู จึงรีบตอบอย่างถ่อมตนว่า หามิได้ “เราเป็นเพียงชาวจีนที่อพยพมาจากทางตอนใต้ไม่สามารถแข่งกับจีนที่มีทั้งผู้เชี่ยวชาญ นักวิทยาศาสตร์ ปัญญาชน ซึ่งพร้อมจะพลิกโฉมประเทศได้”
.
หลังได้พบปะกันครั้งนั้นทำให้เติ้งเสี่ยวผิงเกิดแรงบันดาลใจส่งผลให้ในปี ค.ศ. 1992 เขาได้กำชับกับเจ้าหน้าที่ของจีน ว่า “จงเรียนรู้จากโลก เรียนรู้จากสิงคโปร์ และทำให้ดีกว่าพวกเขา”
.
หลังจากนั้นไม่นาน นับจากการเปิดประเทศและการปฏิรูปเศรษฐกิจจีนของเติ้งเสี่ยวผิงเจ้าของวลี “แมวสีไหนไม่สำคัญ ขอให้มันจับหนูได้ก็พอ” ก็ส่งผลประเทศมีกำลังผลิตและการบริโภคสูงขึ้นจนกระทั่งสั่นสะเทือนโครงสร้างการผลิตของโลก จีนผงาดขึ้นมาผู้ผลิตและบริโภครายใหญ่ของโลก เพราะในปี ค.ศ. 2015 นักท่องเที่ยวชาวจีนเพิ่มจำนวนขึ้นถึง 120 ล้านคน
.
ซึ่งใช้เงินระหว่างเดินทางราว 104.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ในปีเดียวกัน จำนวนนักศึกษาจีนที่เดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศมีมากถึงราว 523,000 คน ในปัจจุบันประเทศมีเงินทุนสำรองมากถึงราว 2.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2017 มูลค่า GDP ของจีนเพิ่มจาก 54 ล้านล้านหยวน พุ่งขึ้นเป็น 80 ล้านล้านหยวน หรือราว 400 ล้านล้านบาท
.
กระทั่งปัจจุบันแนวทางแมวจับหนูนี้ ได้ถูกส่งต่อมายังประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีนคนปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากคำกล่าวในพิธีเปิดการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 19 ณ มหาศาลาประชาชนกรุงปักกิ่งว่า
.
“ชาติที่ไม่มีความใฝ่ฝันเป็นชาติที่น่าเศร้า ชาติที่มีความใฝ่ฝันแต่ปราศจากการแสวงหาที่แน่วแน่ ก็เป็นชาติที่ไร้อนาคต ของเพียงพวกเรามีความฝันที่ยิ่งใหญ่ มีความเลื่อมใสศรัทธาที่แน่วแน่และปฏิบัติอย่างจริงจัง เราสามารถทำให้ความฝันที่สวยงามของจีนกลายเป็นจริงได้แน่นอน”
.
หากสิงคโปร์ไม่ถูกขับออกจากสมาชิกสหพันธรัฐมาเลเซีย ลี กวน ยู ผู้นำประเทศขณะนั้น ก็คงไม่คิดใหม่ ทำใหม่ โดยหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤติอันเลวร้าย และหากไม่มีการปฏิวัติวัฒนธรรมจีนก็มิอาจคิดการปฏิรูปประเทศได้ และผู้นำทั้งสองประเทศคงไม่ได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์กัน
.
เติ้งเสี่ยวผิงเอง ก็คงไม่เอาการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นที่ตั้ง พร้อมทั้งปลดปล่อยพลังการผลิต พลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ พลังแห่งแรงปรารถนาของประชาชนเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาชาติ จนทำให้นำพาบ้านเมืองผ่านพ้นความล้าหลังไปได้
.
สุดท้ายนี้ ข้อสรุปที่ว่า ผู้ที่อยู่รอดคือผู้ที่รู้จักปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง ของ Charles Darwin นั้น จึงเป็นสิ่งถูกต้องอย่างไม่มีข้อกังขา และเรื่องราวของผู้นำสิงคโปร์กำลังจะบอกอะไรเราเป็นนัย ๆ ว่า เมื่อเผชิญกับปัญหา อย่ามองหาสิ่งที่ขาด แต่จงใช้สิ่งที่มีอยู่พิชิตมัน
.
เช่นเดียว กันกับบทเรียนจากผู้นำจีนมอบให้ กล่าวคือ หากต้องการประสบความสำเร็จ จงเรียนรู้จากผู้มาก่อน และทำให้ดีกว่าพวกเขา เพื่อนำพาตัวเองให้ก้าวสู่โลกยุคใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
.
หมายเหตุ: มือใหม่หัดเขียน ผิดพลาดประการใด โปรดช่วยชี้แนะ ผมด้วยนะครับ!
.
อ้างอิง
- หนังสือ FUTURE-ปัญญาอนาคต เขียนโดย คุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
- https://www.bbc.com/thai/international-46603875
- www.the101.world/china-under-xi-jinping/

SHARE
Writer
ChavisPhewngerN
Teacher
นัก (เรียน) เล่าเรื่อง ผู้พยายามสร้างเรื่องราว ผ่านเรื่องเล่า ที่เขาเล่าเอง

Comments