ทุกวัน
ดวงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า บ่งบอกว่าเช้าวันใหม่กำลังจะเริ่มต้น ฉันปล่อยเวลาให้ผ่านไป จ้องมองไปยังรูปทรงกลมสีส้มอบอุ่นที่ไม่ว่าจะมองกี่ครั้ง หรือจะมองในเวลาใด ก็ให้ความรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน คอยเยียวยาและปลอบประโลม บอกให้รู้ว่ามันจะไม่เป็นไร จะผิดพลั้งมาขนาดไหน ชีวิตยังเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง

ฤดูกาลผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน ปฏิทินถูกพลิกหน้ากระดาษจนเข้าเดือนที่ห้าของปี เวลาผ่านไปเร็วเกินกว่าจะทันรู้สึกหรือฉุกคิด ฉันใช้เวลาของวัยเปลี่ยนผ่าน ก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่อีกขั้น มาจะครบหนึ่งปีแล้ว และต้องยอมรับว่าเป็นปีที่ไม่ง่าย เป็นปีที่อายุนำหน้าด้วยเลขหนึ่งปีสุดท้ายที่ได้รับบทเรียนชีวิตที่คุ้มจะแลก



ว่ากันว่ากว่าเราจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในแบบที่เราวาดฝันไว้ ย่อมต้องเจอกับทางที่ขรุขระ ความเจ็บปวด อุปสรรค ที่เราไม่ได้คาดคิด สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นผ่านเข้ามา ทิ้งร่อยรอยบาดแผลไว้ ทำให้เราได้เรียนรู้ถึงความผิดหวังและเสียใจ เพื่อบอกว่าชีวิตมันไม่ได้มีแต่สุข ในขณะเดียวกันมันก็ไม่ได้ทุกข์ตลอด สักวันทุกความรู้สึกจะแปรเปลี่ยน คงเหลือไว้เพียงความทรงจำ และมันไม่ได้สลักสำคัญเลย

เป็นธรรมดาของมนุษย์ เราต่างมีสิ่งที่ชอบและไม่ชอบด้วยกันทั้งนั้น เราใส่ทุกความตั้งใจทุ่มเทไปยังสิ่งชอบ และเลี่ยงจะทำในสิ่งที่ไม่ชอบ ฉันเคยเป็นคนหนึ่งที่เชื่อว่า ทุกความพยายามที่เราตั้งใจทำเพื่อสิ่งที่ชอบ ที่รัก จะจ่ายผลตอบแทนที่ดีกลับมาให้ในสักวันหนึ่ง แต่เหรียญมีสองด้านเสมอ ไม่เคยมีใครบอกว่ากว่าผลตอบแทนนั้นจะถูกจ่ายกลับมา ต้องแลกกับความเจ็บปวดแบบที่ไม่เคยพบมาก่อน เจ็บที่ทำให้จำและเรียนรู้ว่าสุดท้ายผลตอบแทนอาจไม่มีอยู่ตั้งแต่แรกและเป็นเราเองที่พยายามให้กับสิ่งที่ปักใจเชื่อว่ารัก

ฉันค้นพบว่าชีวิตมันไม่เคยเกินคำนั้นที่แม่เคยบอก ว่าเวลาที่เราชอบหรือรักอะไรมาก ๆ ให้ดูจนแน่ใจ จนมั่นใจว่ามันเป็นสิ่งที่ใช่จริง ๆ และมันควรค่าแก่การมีอยู่ในชีวิตของเรา 

ระยะเวลาที่ถูกใช้เพื่อทำให้มั่นใจมันมากพอสมควร และฉันคิดว่ามันเพียงพอ แต่ยิ่งนานวันเข้า ฉันได้เห็นถึงหลากหลายแง่มุมของสิ่งนั้นมากขึ้น ค้นพบตัวเองมากขึ้น และเป็นความจริงที่น่าเศร้า ฉันไม่ได้รักสิ่งนั้นอีกต่อไปแล้ว มันน่าเสียดายอยู่เหมือนกันที่ปลายทางไม่ใช่สิ่งที่เชื่อว่ารักมาตลอด แต่บทเรียนแสนมีค่าที่ซ่อนอยู่ในความผิดหวังนั้น คือฉันค้นพบอีกสิ่งหนึ่ง สิ่งที่อยากเอาหัวใจไปทุ่มเทให้มากกว่า 



แม้ชีวิตจะให้บทเรียนจนนับไม่ถ้วน ก่อให้เกิดบาดแผลที่บางครั้งต้องใช้เวลานานหลายปี กว่าแผลนั้นจะหาย กว่าใจจะกลับมาปกติอีกครั้ง แต่ฉันไม่เคยคิดว่ามันผิดที่ชีวิตต้องพบเจอกับความล้มเหลว หรือผิดหวัง เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่ย้ำเตือนว่านี่คือชีวิต 


ไม่มีอะไรอยู่กับที่ไปตลอด 
ทุกสิ่งต่างสลายและจางหาย
วันนี้จะกลายเป็นเมื่อวาน
นั่นแหละ ชีวิต


ไม่คงที่ ไม่มีอะไรการันตีว่าความสุขจะอยู่นานแค่ไหน 
ความทุกข์จะเข้ามาเมื่อไหร่
บางครั้งต่อให้เตรียมใจมาดี
ก็มีโอกาสเจอจุดเปลี่ยน
ก็มีโอกาสหัวใจสลาย
นั่นแหละ ชีวิต


สุดท้าย ฉันเรียนรู้ที่จะปล่อยวางกับสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตมากขึ้น แม้จะไม่ทั้งหมด แต่ก็ไม่แบกอะไรไว้จนมันหนัก จนทำให้ตัวเองจมอีกแล้ว ฉันคิดว่าตัวเองโชคดีที่ได้พบเจอกับความหนักหน่วงนี้ รวมถึงความผิดหวังกับสิ่งที่รัก ตั้งแต่เนิ่น ๆ ดีกว่าไปเจอตอนที่เป็นผู้ใหญ่กว่านี้ มั่นคงกว่านี้ มันคงจะรับมือได้ยากกว่าเก่า


ชีวิตไม่ได้สอนให้แบกรับความเจ็บปวดไว้มากมาย
แต่สอนให้ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น
และใช้ชีวิตต่อไปให้ได้


ชีวิตมันก็เท่านี้ เราต่างเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง คนที่มีความฝันอยากทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ คนที่ล้มได้ เจ็บเป็น และลุกขึ้นเพื่อพยายามต่ออีกครั้ง 

ดังนั้น ในทุกครั้งที่ชีวิตให้บทเรียน แม้มันจะสาหัส มีบางสิ่งสูญหาย แต่สิ่งที่ฉันมั่นใจคือความฝัน มันจะไม่ถูกทำให้หายตามไปด้วย


ทุกกำลังใจที่ส่งมาให้ ทุกการเฝ้ารอคอยความสำเร็จ ทุกรอยยิ้มที่มีให้กันในวันที่เหนื่อยและท้อ มันมีความหมายเสมอ เพราะในทุกวันที่ฉันรู้สึกว่าชีวิตมันยาก ทุกสิ่งไม่เป็นแบบที่หวัง สิ่งดี ๆ สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่คือ ครอบครัว เพื่อน ทุก ๆ คนที่ฉันรัก

ป๊ากับแม่มักเชื่อเสมอว่า ฉันจะทำมันได้ดี เหมือนที่เคยทำได้มาตลอด ถึงจะเหนื่อย ถึงจะเจ็บแต่ความเจ็บนั้นจะพัฒนาเราให้เป็นเราที่ดีกว่าเมื่อวาน 
และทุกการตัดสินใจ ทุกความฝัน ไม่ว่าจะทางไหน ฉันก็จะยังมีป๊ากับแม่อยู่ทั้งนั้น




“แกว่าเรามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไรวะ” ฉันเอ่ยถาม

“ ไม่รู้ดิ เอาจริง ๆ ที่ใช้ชีวิตมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็คือเกินคาดแล้ว ไม่ได้หวังอะไรมากมายหรอก”
เขาตอบกลับมา และฉันพบว่ามันจริง แค่เรามีวันนี้ได้ ก็เกินความคาดหมายแล้ว

“แต่ชีวิตมันต้องมีจุดหมายนะ พวกความฝัน ความหวัง สิ่งที่อยากทำ”

“ทุกคนก็มีความฝันกันทั้งนั้นแหละ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำมันสำเร็จหรอก อย่าไปใช้ชีวิตแบบที่คิดแต่ว่าจะทำยังไงให้ความฝันสำเร็จ แต่ให้ใช้ชีวิตแบบที่จะไม่มานั่งเสียใจทีหลังและมีความฝันค่อยยึดเหนี่ยวให้ชีวิตได้ไปต่อ”

“ยังไง” ฉันตั้งใจรอฟังสิ่งที่เขาจะพูดต่อ 

“ก็ใช้ชีวิตแบบที่อยากใช้ ได้ทำอะไรที่ชอบ มีความสุขกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในทุกวัน อย่างการมองสีของท้องฟ้า คอยดูว่าวันนี้จะเป็นสีอะไร ชีวิตมันเป็นของเรา เราคือคนกำหนดว่ามันจะเป็นแบบไหน ใช้มันแบบที่วันหนึ่งแกมองย้อนกลับมาแล้วจะไม่เสียใจเลยกับสิ่งที่เกิดขึ้น” 

“แล้วความฝันของแกคืออะไร” ฉันฟังถ้อยคำที่เขาพูดออกมา เหมือนเข้าใจชีวิตกับความฝันดีมาก ๆ ซะจนคิดในใจว่า คนที่มีความคิดดีแบบนี้ ความฝันของเขาจะเป็นแบบไหน

“ตอนนี้อยากโตขึ้นเป็นคนที่ดูแลครอบครัวได้ดีเหมือนที่ป๊าทำ มันอาจฟังดูจับต้องไม่ได้ ไม่เหมือนกับการที่อยากเป็นหมอ อยากเป็นวิศวกร แต่ก็นั่นแหละ ทุกความฝันไม่มีถูก ไม่มีผิด และมันเปลี่ยนแปลงได้เสมอ วันข้างหน้าเราอาจจะอยากเป็นนักดนตรี ครีเอทีฟ หรือนักเขียนก็ได้” เขาพูด พร้อมกับระบายรอยยิ้มบางบนใบหน้า ฉันรับรู้ได้เลยว่ามันเป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่สำหรับเขา และเขามีความสุขกับวันนี้แล้ว

“แล้วเคยผิดหวังจนคิดว่าไม่อยากทำตามความฝันแล้วไหม”

“เคยดิ เยอะด้วย แต่ก็นะ ชีวิตมันก็แบบนี้ อย่าไปคาดหวังให้มันสุขหรือทุกข์ไปตลอด เพราะมันไม่เคยอยู่กับที่เลยซักครั้ง แต่เชื่อเถอะว่า ถึงจะผิดหวังขนาดไหน แกจะไม่ปล่อยให้ความฝันหลุดมือจนกว่าจะทำมันสำเร็จ ถ้าฝันนั้นมีความหมายมากพอ”

เราทั้งคู่นั่งลงบนผืนหญ้า ปล่อยให้ลมพัดผ่านไป พัดทุกความเจ็บช้ำที่พบ และเยียวยาจนหายดี เวลาล่วงเลยจนตะวันใกล้ลาลับขอบฟ้า บรรยากาศยามเย็นกับแสงสีส้มอุ่นให้ความรู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจเหมือนได้กลับบ้าน

“ขอถามบ้างได้ไหม” เขาเอ่ยขึ้นมาทำลายความเงียบที่ก่อตัวระหว่างเรา

“ได้ ว่ามาดิ” ฉันรับคำ

“ถ้าสักวันต้องเลือกระหว่างความฝันกับความรัก แบบไม่มีเงื่อนไข ต้องเลือกเท่านั้น จะเลือกอะไร”

“โห คำถามยากเลย”

“....”

“แต่ถ้าเป็นเรา เราเลือกความฝัน เพราะถ้าเรารักใครสักคนมาก ๆ เราจะวางแผน คิดเผื่อไปอีกหลายขั้นในอนาคตเพื่อให้กระทบถึงเขาน้อยที่สุดและถ้าความสุขของเขาคือการได้ทำตามความฝัน ก็ไม่ต้องลังเลเลยที่จะปล่อยให้เขาได้ทำตามฝันนั้น”

“....”

“บางทีนะ ความรักคือการได้มองใครคนหนึ่งจากที่ไกล ๆ เห็นทุกการพัฒนา เห็นเขาเติบโตเป็นคนในแบบที่ตัวเขาเองชอบ และทำตามความฝันจนสำเร็จ กินอิ่ม นอนหลับ มีความสุขเยอะ ๆ มันก็เท่านั้น และถึงสุดท้าย ในหนึ่งชีวิต ที่มีความสุขของเขา อาจจะไม่มีเราเป็นองค์ประกอบ แต่มันจะไม่เป็นไร”

“อือ ก็จริง” เขาพยักหน้ายอมรับในสิ่งที่ฉันพูด

มันอาจจะเป็นเพราะสีของดวงตะวันเป็นสีส้มในแบบที่ฉันชอบ หรือเพราะรอยยิ้มที่ส่งให้กัน หรืออาจจะเพราะมือนั้นที่เอื้อมมา ค่อย ๆ บรรจงใส่หูฟังให้ พร้อมกับน้ำเสียงที่เหมือนจะปลอบประโลม โอบกอดเอาไว้

“ลองฟังดู” เขาเอ่ย

อะไรทั้งหมดนั่นทำให้ฉันไม่ได้ทักท้วงอะไร และสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกมาผ่านทางเนื้อเพลงที่เปิดอยู่ ผ่านทางมือที่กุมกันไว้เบา ๆ แต่มั่นคง

ทุกวันถ้าฉันมีเธอ
แค่นั้นความฝันจะยังอยู่
ทุกวันถ้าฉันมีเธอจับมือ
เราจะกอดกันไว้



“เวลาฟังเพลงนี้นะ พอถึงท่อน ทุกวันถ้าฉันมีเธอ เราชอบนึกถึงป๊ากับแม่ นึกถึงเพื่อน ทุกทีเลย เหมือนกับว่าถ้าทุกวัน ตราบใดที่ยังมีพวกเขาอยู่ ทุกอย่างจะไม่เป็นไร มันจะดีขึ้น เหมือนที่เพลงร้องเอาไว้เลย” ฉันเล่าให้เขาฟัง

“เหมือนกัน เพิ่มเติมคือนึกถึงแกด้วย” เขาพูดพร้อมกับเหม่อมองไปข้างหน้า ตรงที่ดวงตะวันลับขอบฟ้าไป 

ทุกวันถ้าฉันมีเธอ
ทุกความเจ็บช้ำจะเลยผ่าน
มองเห็นวันดีดี
เพียงแค่ฉันมีเธอ



“นี่” เขาเรียก

“หืม ว่าไง” 

“อยากให้รู้ไว้”

“....”

ทุกวัน ทุกความฝันของแก จะยังมีเราอยู่ตรงนี้เสมอนั่นแหละ” 































แด่ทุกความหวังและผิดหวัง
แด่ทุกการค้นพบและสูญหาย
แด่ทุกคนที่มีความฝัน
แด่ทุกชีวิตที่ยอมรับความเจ็บปวด
แด่ทุกหัวใจที่มีบาดแผล 

เชื่อเถอะว่า เธอทุกคนเก่งแล้วที่ใช้ชีวิตมาจนถึงวันนี้ได้ เก่งที่สุดแล้วที่ไม่ท้อ ล้มแล้วยังลุกขึ้นได้ ต่อจากนี้จงพยายามเพื่อเป็นตัวเองในแบบที่ดีขึ้นกว่าเดิม อย่าให้อะไรมาพรากความฝันไปจากใจ 

เธอเก่งที่สุดแล้วที่ยอมรับและเข้าใจชีวิต .






















SHARE

Comments

Sandgirl
1 year ago
อ่านแล้วดีมากค่ะ ^_^
Reply
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ :-)