และแล้วผมก็ซื้อกองทุนรวม ตอนที่ 1

เกริ่นนำ

จากความเดิมตอนที่แล้ว ในบทความ มหัศจรรย์แห่งการออม นั้น ผมได้เล่าว่า หลังจากที่ตนเองได้ฟัง The Money Coach สอนเรื่องการออมเงิน บวกกับการได้อ่านหนังสือ The Richest Man in Babylon ซึ่งได้ส่งผลต่อความรู้ด้านการเงินของผมเป็นอย่างมาก จนทำให้สมการการออมของผมเปลี่ยนไปจาก  รายได้ – รายจ่าย = เงินออม กลายมาเป็น รายได้ – เงินออม = รายจ่าย 

กล่าวคือ รายได้ คือ สิ่งที่สร้างกระแสเงินสด (cash flow) ไหลเข้ากระเป๋าเราอย่างสม่ำเสมอ โดยสามารถแบ่งออกเป็นสองแบบด้วยกัน คือ หนึ่ง-รายได้จากการที่เราลงแรงทำงานด้วยตนเอง หรือที่เรียกกันว่า active income เช่น รายได้จากเงินเดือนประจำ เป็นต้น และ สอง-รายได้จากการที่เรานำเงินไปลงทุนในทรัพย์สินต่าง ๆ แล้วให้ผลตอบแทนเป็นกระแสเงินสด หรือที่เรียกกันว่า passive income เช่น เงินปันผลหุ้น กำไรจากการทำธุรกิจ เงินค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

รายจ่าย คือ สิ่งที่ทำให้กระแสเงินสดไหลออกจากกระเป๋าของเรา ซึ่งแบ่งออกเป็นสองประเภทด้วยกัน คือ หนึ่ง-รายจ่ายแบบคงที่ เป็นค่าใช้จ่ายที่แน่นอน เช่น ค่าเช่าห้อง ค่าผ่อนรถ ค่าใช้จ่ายในการซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่าง ๆ ในแต่ละเดือน เป็นต้น และ สอง-รายจ่ายแบบแปรผัน เป็นค่าใช้จ่ายที่แปรผันตามความต้องการหรือสถานการณ์ต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากรายจ่ายแบบคงที่ดังกล่าวมา เช่น ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ค่าดูหนัง ค่ากินข้าวมื้อหรู ค่าซ่อมรถ ค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ 

ส่วน เงินออม คือ เงินที่หักออกจากรายได้ก่อนที่จะนำไปใช้จ่ายด้านอื่น ๆ ซึ่งแบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยกัน ดังนี้ กล่าวคือ ส่วนแรก-เป็นเงินออมเพื่อใช้จ่ายยามฉุกเฉิน โดยตามหลักทั่วไปแล้ว จะต้องเก็บขั้นต่ำ คือ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน แต่เพื่อให้เหมาะกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน The Money Coach ท่านได้แนะนำว่าให้เก็บสำรองไว้เลย 12 เท่า ไว้คอยเป็นหลักประกันให้กับชีวิต และรองรับสิ่งที่ไม่คาดฝัน ในวันข้างหน้า

ตัวอย่างเช่น วันหนึ่งหากเราอาจเกิดตกงานขึ้นมากะทันหัน เราจะก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ โดยไม่ต้องเดือนร้อนใคร เป็นระยะนานถึงหนึ่งปี แบบสบาย ๆ (ระหว่างนี้ก็หางานใหม่ด้วยก็ดี นะครับ ฮ่า!…) และ ส่วนที่สอง-หลังจากที่เราสำรองเงินฉุกเฉินตามสูตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราจะต้องนำเงินส่วนที่เหลือไปลงทุน ในเครื่องมือสร้างทรัพย์สินต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น การลงทุนในหุ้น การสร้างกิจการ การซื้ออสังหาริมทรัพย์ให้เช่า หรือแม้กระทั่งซื้อกองทุนรวม ที่ผมกำลังจะพูดถึง เป็นต้น

ต่อไปนี้ ผมจะบอกเล่าถึงการลงทุนในกองทุนรวมที่ผมได้ศึกษามาบวกกับประสบการณ์ส่วนตัวของตัวเอง ซึ่งเนื้อหาเหมาะสำหรับมือใหม่ และผมต้องขอออกตัวก่อนครับว่า ตนเองไม่ใช่กูรูมาจากไหน เป็นแต่เพียงผู้เริ่มต้นเท่านั้น เนื้อหาที่นำมาเขียน ในบทความนี้ เรียบเรียงขึ้นจากการอ่านหนังสือ การฟังพอดแคสต์ด้านการด้าน และประสบการณ์ส่วนตัวอย่างละเท่า ๆ กัน ตามความเข้าใจของผม ซึ่งอาจจะถูกหรือผิดก็ได้ ดังนั้น ผมจึงอยากแนะนำ มือใหม่ทุกคนที่สนใจการลงทุน ให้ไปศึกษาเรื่องนี้ จากแหล่งความรู้อื่น ๆ เพิ่มเต็มด้วยนะครับ เพราะความเสี่ยงที่แท้จริงของการลงทุนนั้น ก็คือ การไม่รู้จักในสิ่งที่เรากำลังลงทุน นั่นเอง

เอาล่ะ! ผมว่าเรามาต่อกันเลยดีกว่าครับ….

เราลงทุนไปทำไม?

- เหตุผลแรก ก็คือ เนื่องจากดอกเบี้ยเงินฝาก (ออมทรัพย์ทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 0.5 - 1% ถ้าฝากประจำแบบมีเงื่อนไขเวลาจะอยู่ที่ประมาณ 2% กว่า ๆ เฮ้ย!...เห็นแล้วน่าเหนื่อยใจ) ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ (inflation) หรือ สิ่งที่ทำให้เงินของเรามีมูลค่า และอำนาจซื้อลดลง ซึ่งของไทยเรา เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณปีละ 3% (บางปีอาจจะเพิ่มมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้)

- ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผมนำเงินไปฝากออมทรัพย์เป็นเงิน 100 บาท ผ่านไป 1 ปี เงินของผมจะมีมูลค่าลดลงเหลือ 97 บาท หรือ เราอาจจะสังเกตจากราคาสินค้าบางตัวที่เพิ่มสูงขึ้นก็ได้ครับ เช่น ราคาก๋วยเตี๋ยว ตอนผมเป็นเด็กจำได้ว่า เคยกินที่ราคาชามละ 5 - 10 บาท แต่ปัจจุบันนี้เพิ่มขึ้นเป็นชามละ 40 - 50 บาทแล้ว เป็นต้น พูดง่าย ๆ ก็คือ ไอ้เจ้าเงินเฟ้อนี้ มันก็คือ สิ่งที่ทำให้เงินตัวเลขเท่าเดิม แต่ซื้อของได้น้อยลง นั่นเอง (นึกแล้วก็อดสงสารคนเวเนซุเอลาไม่ได้ นะครับ เพราะปัจจุบันนี้ เงินเฟ้อในประเทศเขา พุ่งสูงจนแตะระดับ Hiperinflation ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เห็นในข่าวบอกว่า เงินสิบกว่าล้าน ซื้อไก่ได้แค่ตัวเดียว น่าสงสารมาก!)

- เหตุผลต่อมา เนื่องจากการลงทุนในทรัพย์สินบางชนิด ให้ผลตอบแทนสูงในระยะ เช่น การลงทุนในหุ้น เป็นต้น ถ้าเรามีความรู้มากพอ รับความเสี่ยงได้เยอะ ก็มีโอกาสที่จะสามารถเลือกลงทุนที่ให้ผลตอบแทนทบต้นสูง ๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น ผมลงทุนในหุ้น ABC ด้วยเงิน 1,000 บาท สมมติว่าให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยปีละ 10% ในปีแรก ผลตอบแทนที่ผมจะได้รับ ก็คือ 100 บาท (ทำให้เงินต้นที่ลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 1,100 บาท) ปีที่สองผลตอบแทน คือ 110 บาท (ทำให้เงินต้นเพิ่มขึ้นเป็น 1,210 บาท) และทบต้นแบบนี้เรื่อย ๆ ในปีถัดไป

- คุณผู้อ่านลองจินตนาการดูว่า ถ้าเงินลงทุนของเรามากกว่านี้มาก ๆ (ก ล้านตัว ฮ่า!....) แล้วสมมติว่า ได้ผลตอบแทนตามที่ผมกล่าวไว้ข้างต้น ผ่านไป 30 - 40 ปี เงินของเราจะเป็นเท่าไร? ถ้าคิดไม่ออก หยิบเครื่องคิดเลขขึ้นมาเลยครับ จากนั้นใส่ตัวเลขที่เราต้องการลงทุน แล้วคูณกับผลตอบแทนที่ว่านี้เข้าไป.... แน่นอนว่า มันคงเป็นที่ไม่น้อยเลยทีเดียว (เห็นแล้วฮึกเหิมเลย ใช่มั้ยล่ะ!)

- ก่อนจะข้ามไปยังหัวข้ออื่น ๆ ผมอยากจะขออัญเชิญคำสอนเรื่องการลงทุนของคุณปู่ Warren Buffett มาไว้ ณ ที่นี้ เพื่อเป็นหลักคิดและเตือนใจ ไม่ให้เราหลงทางไปในดงความโลภ และความไม่รู้ นั่นก็คือ 1) กฎการลงทุนมีอยู่ 2 ข้อ คือ หนึ่ง-ห้ามขาดทุน และ สอง-อย่าลืมข้อหนึ่ง 2) เลือกลงทุนในธุรกิจที่ดี และซื้อในราคาที่เหมาะสม และ 3) ก่อนลงทุนในอะไร เราจะต้องลงทุนในตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก

กองทุนรวมคืออะไร?

- กองทุนรวม หรือ Mutual Fund คือ การระดมทุนจากนักลงทุนรายย่อยอย่างเรา ๆ นี่แหละ แล้วจัดตั้งขึ้นเป็นกองทุนขึ้นมา โดยมีผู้จัดกาากองทุน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ นำเงินก้อนนี้ไปลงทุนตามนโยบายของกองทุนนั้น ๆ แทนเรา เพื่อให้เงินของเราเกิดการงอกเงย และสร้างผลตอบแทนกลับคืนมา ตามสัดส่วนที่เราได้ลงทุนไป (ฟังดูสบายเกินไปมั้ย ฮ่า!...)

- กลไกการทำงานของกองทุนรวม มีดังนี้ โดยเริ่มจากระดมทุนจากนักลงทุน --> จากนั้นผู้จัดการกองทุนจะนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อสร้างผลตอบแทน --> ผลตอบแทนที่ได้ดังกล่าวนี้ จะนำมาเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้ลงทุน ซึ่งมาจากสองส่วนด้วยกันครับ  กล่าวคือ

- หนึ่ง-เงินปันผล (divident) อันนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละกองทุน นะครับ ก่อนลงทุนเราก็ควรดูให้ดี ๆ ด้วย และ สอง-ส่วนต่างกำไร (capital Gain) เป็นส่วนต่างของมูลค่าแรกซื้อมากับเมื่อขายออกไป ตัวอย่างเช่น เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมซื้อกองทุนรวม XXX ที่มูลค่าทรัพย์สุทธิ (Net Asset Value: NAV คือ ผลลัพธ์ที่เกิดจากการนำมูลค่าทรัพย์สินตามราคาตลาด + ผลตอบแทนสะสม + เงินสด - รายจ่ายและหนี้สิน นั่นเอง) ที่ราคา 10 บาท หลังจากนั้นก็ขายไปที่ราคา 15 บาท จะเห็นว่าส่วนต่างกำไร ก็คือ 5 บาท เจ๋งไปเลยใช่มั้ยล่ะครับ!

- ข้อดีของกองทุนรวม คือ มันถูกออกแบบมาเพื่อสำหรับนักลงทุนมือใหม่ ที่มีความรู้และประสบการณ์น้อย และมีเงินลงทุนไม่มาก แถมยังไม่มีเวลามานั่งอ่านงบ หรือวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ แต่ทว่าต้องการสร้างความมั่งคั่ง (wealth) ให้กับตนเองในอนาคต (เหมาะกับคนอย่างผมมาก บอกเลย!)

ความเสี่ยงที่ยอมรับได้คืออะไร? 

- เท่าที่ผมไปศึกษามา กูรูด้านการเงินหลายท่าน พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าคิดจะลงทุน ให้โฟกัสไปที่ความเสี่ยงก่อนผลตอบแทนเสมอ ต้องประเมินว่า เราสามารถรับความเสี่ยงได้มากเท่าไร จากนั้นจึงค่อยมองหาเครื่องมือที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของเรา ซึ่งเครื่องมือนี้เอง จะเป็นตัวบอกถึงผลตอบแทนที่เราจะได้รับ ตามความเสี่ยง และความผันผวนของเครื่องมือนั้น ๆ ตามคำกล่าวที่ว่า High risk high return นั่นเอง ในที่นี้ คุณผู้อ่านสามารถเข้าไปทำแบบประเมินความเสี่ยงก่อนลงทุนในเว็บไซต์ www.set.or.th ของทางตลาดหลักทรัพย์ไทยได้เลยครับ

- ส่วนตัวผมนั้น หลังจากทำแบบประเมิน ปรากฏว่า สามารถรับความเสี่ยงได้ที่ระดับ 7 ซึ่งค่อยข้างสูงพอสมควร อาจจะเป็นเพราะว่า ผมเพิ่งจะอายุย่าง 26 ปีเอง ยังมีเวลาผิดพลาดและเรียนรู้กันอีกเยอะ ก็เลยคิดว่าตนเองรับความเสี่ยงได้มาก ซึ่งในที่นี้ ผมก็ได้ยึดหลักการ High understanding high return ของ The Money Coach เพื่อลดความเสี่ยงเอาไว้ด้วย อย่างที่ผมได้บอกไว้ตอนต้นครับว่า ความเสี่ยงนั้น แท้จริงแล้ว มาจากความไม่รู้ของเรา นั่นเอง 

ในครั้งต่อไป ผมจะมาบอกเล่าถึง ข้อดีและข้อเสียของกองทุนรวมประเภทต่าง ๆ รวมถึงการเลือกซื้อ การอ่าน Fund Fact Sheet และ วิธีการลงทุนในแบบต่าง ๆ จากนั้น จะปิดท้ายด้วย การบอกเล่าประสบการณ์การลงทุนครั้งแรกของตัวเองให้ฟังกันคร่าว ๆ ซึ่งผมขอบอกก่อนเลยว่า การลงทุนนั้น เป็นเรื่องของจิตวิทยาล้วน ๆ เลย 

รายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้น อดใจไว้รออ่านคราวหน้า นะครับผม...

หมายเหตุ: มือใหม่หัดเขียน ผิดพลาดประการใด โปรดช่วยชี้แนะผมด้วย นะครับ!


อ้างอิง
- หนังสือ รวยด้วยกองทุนใคร ๆ ก็ทำได้ เขียนโดย Dr.Nut
- aommoney.com
- www.set.or.th


SHARE
Writer
ChavisPhewngerN
Teacher
นัก (เรียน) เล่าเรื่อง ผู้พยายามสร้างเรื่องราว ผ่านเรื่องเล่า ที่เขาเล่าเอง

Comments