แด่ความไขว้เขวของชีวิต
        หลังจากอ่านหนังสือ 21 บทเรียนสำหรับศตวรรษที่21 ไปได้ไม่กี่หน้า ฉันประทับใจท่อนหนึ่งในหนังสือมาก เพราะมันช่วยกระตุ้นอะไรบางอย่างในใจฉันอย่างรุนแรง

คำพูดนึงของนักเขียนที่สรุปได้ความว่า ผู้คนทั้งหลายต่างมีปัญหาเร่งด่วนของตนเอง บางคนง่วนอยู่กับการหาอาหารมื้อต่อไป การเลี้ยงดูลูกน้อย และการเอาชีวิตรอดจากโรคภัย นั่นทำให้ผู้คนเหล่านั้นไม่สามารถที่จะมองถึงภาพใหญ่หรือมาสนใจกับภาวะโลกร้อนได้

‘ช่างเป็นคำพูดที่ตรงไปตรงมา ไม่ชวนฝัน และมองสถานการณ์ตามจริงมากที่สุด’ ฉันคิด

ควรทำอย่างไรให้ผู้คนมองถึงภาพใหญ่และส่วนรวม?     
     1.ความเท่าเทียมในการดำรงชีวิต เป็นความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวฉัน นั่นคงเป็นสาเหตุว่าทำไม ประเทศเราจึงไม่พัฒนาเท่าผู้อื่น ผู้คนที่นี่ยังคิดถึงแต่เรื่องของตัวเอง ฉันเชื่อว่า หากผู้คนมีความเป็นอยู่ที่ไม่ลำบาก จะมีโอกาสคิดถึงผู้อื่นมากขึ้น
     2. สร้างค่านิยมและความเข้าใจเกี่ยวกับการดำรงชีวิตใหม่ คนส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นฐานการดำรงชีวิต ผู้คนที่นี่จะมีก็ตั้งแต่ผู้ที่ยากจน คิดว่ายากจน และยังมั่งคั่งไม่พอ มีบางครั้งที่เราเชิดชู ชมเชยผู้คนที่ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง แต่กลับไม่ได้สนับสนุนค่านิยมนั้นอย่างจริงจัง เห็นได้จากการคดโกงของผู้บริหาร นายทุน นักการเมือง แม้กระทั่งผู้รักษากฏหมาย หรือกระทั่งผู้ตัดสินคดีความ

     แม้ว่าฉันจะไม่ได้มีความรู้ในด้านเศรษฐกิจมากนัก แต่ก็ยังรู้สึกได้ว่านี่เป็นยุคของนายทุน เงินตราและอำนาจกำลังครอบงำทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีความผิดและถูกต้องใดที่ชัดเจนไปกว่าเงินตราและอำนาจในมือของผู้คน สังคมกำลังทำให้อำนาจและเงินตรากลายเป็นกงล้อหมุนที่มีตรวนล่ามโซ่ให้ทุกคนวิ่งวนอยู่แบบนี้ 

       ความไม่เท่าเทียมกันด้านความเป็นอยู่ไม่ได้เป็นเรื่องของคนแค่บางกลุ่ม แต่เป็นเรื่องของส่วนรวมอย่างแท้จริง ความเป็นอยู่ที่ว่านี้ ฉันไม่ได้หมายถึงความร่ำรวยแต่อย่างใด แต่หมายถึงการอยู่รอด 
      และตลกดีที่คนที่เรียกร้องหาความเท่าเทียมเรื่องความเป็นอยู่และปากท้อง มักจะเป็นคนที่เอาชีวิตอยู่รอดได้ดีอยู่แล้ว แต่อยากจะมีฐานะที่ดีขึ้นกว่าเดิม และอยากให้ชีวิตสะดวกสบายยิ่งกว่าเดิม โดยเปรียบเทียบตนเองกับผู้คนที่ร่ำรวยกว่า
     ฉันมองว่าสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเพราะความกลัว กลัวต่อความยากจน ต่อความลำบาก ต่อความไม่เท่าเทียม ต่อการเอาเปรียบ และนี่เองที่ทำให้หลายคนยอมแลกหลายๆสิ่งกับเงินตรา ไม่ว่าจะเวลา ศีลธรรม ความเชื่อ จนหมดทั้งชีวิต
       แต่ในทางกลับกัน ผู้คนที่ขาดแคลนอย่างแท้จริงและต้องการหนทางเอาชีวิตรอด ไม่ได้หวาดกลัวต่อความจนใดๆเลย สิ่งที่เขาเหล่านั้นหวาดกลัวคือ อุณหภูมิอันหนาวเหน็บ ห่าฝนที่เทลงมาอย่างไม่หยุดยั้ง ความร้อนระอุจากดวงอาทิตย์ ความอดอยากและความตาย พวกเขาเหล่านี้ไม่มีเวลามาคิดด้วยซ้ำว่าใครเป็นอย่างไร ประเทศเป็นอย่างไร โลกเกิดอะไรขึ้น และสิ่งที่ตนทำและไม่ทำลงไปส่งผลกับอะไรบ้าง 

      การช่วยเหลือผู้คนโดยบริจาคสิ่งของ การสร้างที่พัก อาจช่วยต่อชีวิตใครสักคนได้ การให้ความรู้ สร้างโรงเรียนอาจช่วยได้ในระยะยาวกว่าบ้าง 
      แต่สิ่งที่จะช่วยได้ในระยะยาวที่สุดต้องเริ่มจากสิ่งที่เราทุกคนทำต่อตนเองก่อน ความคิดต่อส่วนรวม การแบ่งปันที่ดีจะเกิดจริงๆได้ เมื่อเรารู้ว่าพอดี คืออะไร สิ่งที่เราทำจะมีประโยชน์ต่อส่วนรวมแค่ไหน ถ้าเราหลายๆคนยังมีความคิดแบบเอารัดเอาเปรียบอยู่ตลอด พยายามขูดรีดจากผู้อื่นไปโดยไม่สนวิธีการ เพื่อให้ความเป็นอยู่ตนเองดีขึ้น แม้ว่าคนเหล่านี้จะร่ำรวยเพียงใด บริจาคเพื่อการกุศลมากเท่าไหร่ แต่เขาคงลืมไปว่าสุดท้ายคนกลุ่มที่ช่วยเหลือไป ก็จะมาวนอยู่ในห่วงโซ่อาหารของตน ที่ตนกำลังขูดรีดอีกอยู่ดี สิ่งเหล่านั้นไม่ช่วยใครเลย นอกจากความสบายใจของตน ส่วนบางคนอาจบอกว่าตนเองก็ไม่มีกำลัง ตนยังลำบาก ไม่อาจช่วยเหลือใครได้อยู่แล้ว ก็ยังมีสิ่งที่ทำได้ แต่ฉันก็ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่อะไร แค่การที่เราพึงระลึกไว้ว่า เงินตราเป็นเพียงสิ่งแลกเปลี่ยนเพื่อจับจ่ายใช้สอยปัจจัยต่างๆอย่างสะดวกสบาย แต่เราต้องไม่ลืมว่าเป้าหมายขั้นพื้นฐานคือการดำรงชีวิต ไม่ใช่ความฟุ้งเฟ้อที่ไร้ประโยชน์ และการลงมือทำสิ่งต่างๆโดยไม่อาศัยสิ่งอำนวยความสะดวก นั่นก็ไม่ใช่ความลำบาก รวมถึงเงินตราที่ไขว่คว้า แย่งชิงมาอย่างผิดๆ ก็ไม่อาจเปลี่ยนอะไรได้เช่นกัน 
     สิ่งนี้อาจทำให้เข้าใจง่ายขึ้น คนในยุคก่อนมีชีวิตอยู่กับการเอาชีวิตรอด ร่วมมือกันเพื่อหุงหาอาหาร คิดค้นสิ่งต่างๆเพื่อเอาชีวิตรอดจากธรรมชาติที่ไม่อาจคาดเดา ก่อให้เกิดความเจริญ เมื่อสังคมเริ่มกว้างขวาง แต่ความเจริญก็ดำเนินไปอย่างไม่ทั่วถึง ส่วนที่เจริญอยู่แล้วก็กำลังเจริญยิ่งขึ้นไป ส่วนที่ยังไม่เจริญก็กำลังพัฒนาไปอย่างช้าๆ ในขณะที่บางส่วนก็ถูกละเลย ผู้คนที่อยู่ในส่วนที่เจริญแล้ว ก็อยากคิดค้นหาสิ่งที่ดียิ่งกว่าเดิมเพื่อตนมากกว่าที่จะต้องมาคิดหาทางแก้ปัญหาเรื่องเดิมๆให้กับผู้อื่น ก่อให้เกิดความแตกต่าง แปลกแยก แม้จะเจริญเพียงใด ผู้คนก็ยังไม่รู้สึกพอใจ ต่างพยายามเพื่อแย่งชิงความเป็นหนึ่ง มันอาจเป็นการคงไว้ซึ่งสัญชาตญาณการเอาตัวรอด ที่คอยกระตุ้นให้เราไม่รู้สึกสงบและมีความต้องการที่ไม่สิ้นสุด 
      ซึ่งถ้าถามแบบจริงๆเลยว่าชีวิตในตอนนี้ของคนส่วนใหญ่นั้น ‘รอด’ แล้วหรือยัง คงตอบได้ไม่ยากเลย เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างง่ายดายนัก เรามีอาหารพร้อมกิน มีอุปกรณ์ทำครัว มีน้ำสะอาดให้ดื่มให้อาบ มีเครื่องนุ่งห่มอันอบอุ่น ผ้าห่มช่วยป้องกันความหนาว หรือกระทั่งเครื่องซักผ้าที่ช่วยผ่อนแรงในแต่ละวัน โรงพยาบาลที่ช่วยเยียวยาจากการเจ็บป่วย การคมนาคมที่รวดเร็วกว่าการเดินด้วยเท้า ชีวิตมันง่ายดายและง่ายยิ่งขึ้นจนเราไม่ต้องเสียเวลามานั่งคิดเรื่องเอาชีวิตรอด แต่เราไม่เคยพอใจกับสิ่งที่มี เพราะความต้องการที่ไม่สิ้นสุดทำให้เราอยากให้ทุกอย่างมันดีกว่านี้ ดีขึ้นอีก ดีที่สุด ดีให้ได้เท่าความคิดในอุดมคติของตน จนมองข้ามสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและดำเนินอยู่ตรงหน้า ทำให้เราตัดขาดหลายๆอย่างไป เพื่อตอบสนองความต้องการของนั้น อย่างร้ายที่สุดคงเป็น ‘จิตสำนึก’ การสำนึกรู้ต่อตนเอง ผู้อื่น สังคมและโลก 
      จุดที่บั่นทอนสังคมเราที่สุดคือ การทำตามอย่างผู้อื่นโดยขาดจุดยืนของตนเอง คนอื่นก็ทำ เราจึงทำบ้าง ไม่ใช่เหตุผลของการกระทำแย่ๆของเรา เห็นเขาทำแล้วได้ดี ก็อยากทำ ใครๆก็ทำทั้งนั้น สิ่งพวกนี้เกิดจากการขาดจุดยืนในสังคม จากการถูกสั่งสอนแบบบังคับทำตามจารีตประเพณี แต่ไร้ซึ่งวินัย 
       
     เราต้องตาสว่างและไม่หลงลืมความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นฐานของชีวิตตนเอง ว่าเราลงแรงกำลัง ใช้เวลาที่มีอยู่ไปเพื่ออะไร แค่เพื่อความฟุ้งเฟ้อ สะดวกสบาย ร่ำรวย และมีอำนาจของตัวเราเองในชั่วอายุอันแสนสั้นของเรา หรือร่วมมือและช่วยเหลือผู้คนในการเอาชีวิตรอดในความแปรปรวนของธรรมชาติและภาวะโลกร้อน พาเราสู่อนาคตที่คาดเดาไม่ได้ ซึ่งเราที่ว่านี้ ไม่ใช่คุณหรือฉัน แต่เป็นพวกเราทั้งหมด สิ่งมีชีวิตบนโลก รวมถึงโลกใบนี้ 


SHARE
Writer
Aiscy
Rookie Writer
เราต่างลืมเป้าประสงค์ของชีวิตไปจนสิ้นในยามที่ลืมตาตื่นมาดูโลกครั้งแรก เราถูกทำให้สับสน ไขว้เขวถึงตัวตนของตนเองและเป้าหมาย ใช้ชีวิตอย่างเคว้งคว้าง เดินทางด้วยความยากลำบากไปสู่จุดหมายของคนอื่น จนกว่าเราจะค้นพบ ‘ความหมาย’ อีกครั้ง

Comments