ประจำเดือนไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม
เราตัดสินใจอยู่ซักพักว่ามันสมควรที่จะเอามาบอกกล่าวต่อมั้ย แต่พอนึกๆดูแล้วถ้าเกิดมีเคสเดียวกับเราเกิดขึ้นและถ้าเขาบังเอิญเป็นคนที่ชอบหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตอ่านอย่างน้อยก็อาจจะพอมีประโยชน์อยู่บ้าง และเราก็อยากจะบันทึกมันไว้เป็นข้อมูลเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย


ข้อมูลส่วนตัวเบื้องต้น : เราเป็นเด็กอายุ 18 ทั่วไปที่สุขภาพร่างกายเรียกได้ว่าแข็งแรงพอสมควรอาจจะมีเจ็บป่วยทั่วไปเหมือนที่คนอื่นเป็น เช่น ปวดท้อง เป็นไข้ เป็นลมพิษ อาหารเป็นพิษ ปวดฟัน และอื่นๆ แต่ย้อนกลับไปเมื่อตอนเด็กๆเราเป็นโรคเลือดจางต้องกินยาบำรุงเลือดทุกวันตอนเช้าหลังอาหาร จนพอโตขึ้นก็เริ่มหยุดกิน กลับมากินได้สัปดาห์นึงก็หยุดกินอีก อะไรแบบนี้(ซึ่งมันไม่ควรทำแบบนี้เลย) เรามักจะมีปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวกับท้องไส้บ่อย และปัญหาอีกอย่างคือการเป็นประจำเดือนไม่ตรงรอบ บางเดือนก็มาน้อยบางเดือนก็มามาก บางทีเว้นไปหลายเดือนถึงจะมาที เวลาเป็นบางครั้งปวดท้องบางครั้งก็ไม่ปวด เคยไปตรวจที่โรงพยาบาลชุมชนตรวจเลือดก็แล้วอัลตราซาวด์ก็แล้วก็ปกติดีทุกอย่าง คุณหมอไม่ได้สั่งให้กินยาอะไร 

เมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนเกิดเหตุนี้เราตัดสินใจที่จะกลับไปกินยาบำรุงเลือดอีกครั้ง แต่พอกินไปได้สองวันก็หยุดกินอีก

‘วันพุธที่ 5 เดือนมิถุนายน 2562’
20:00 น.
นี่เป็นวันแรกที่เราเป็นประจำเดือนมามากผิดปกติ ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัย(35cm 29cm) ทุกๆหนึ่งชั่วโมงหรือบางทีไม่ถึงชั่วโมงก็ต้องเปลี่ยนอีกแล้วและเต็มแผ่นทุกครั้งที่เปลี่ยน เวลาเปลี่ยนก็จะมีลิ่มเลือดขนาดใหญ่ออกมาด้วยทุกครั้ง คืนนั้นเราไม่ได้นอนตั้งแต่ 20:00 - 07:00 น. (อาจจะมีงีบไปบ้างแต่ไม่ได้นอนเต็มที่) 


‘วันพฤหัสบดีที่ 6 เดือนมิถุนายน 2562’
08:00 น.
เราตื่นมาจากการงีบแล้วก็ไปบอกกับแม่แต่ด้วยธุระต่างๆทำให้เราได้ไปตรวจกับคุณหมอในตอนเย็น เราก็ยังใช้ชีวิตปกติเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกๆชั่วโมงครึ่ง(42cm) และนอนพักได้มากกว่าตอนกลางคืน เราไม่ได้กินยาอะไรเพราะไม่ได้รู้สึกปวดท้อง จนถึงเวลาประมาณ 17:30 เราก็ไปกินข้าวอาบน้ำเตรียมไปหาคุณหมอ

ซึ่งแน่นอนว่าการอาบน้ำเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมากเพราะว่าต้องรีบทำเวลาและอาบให้สะอาดที่สุด จังหวัดที่เราคือชัยนาท คลินิกแรกที่คุณแม่พาไป ‘ปิด’ คลินิกที่สอง ‘รับตรวจเฉพาะคนไข้ที่หมอนัด’ เราเลยบอกคุณพ่อว่าให้พาเราไปตรวจโรงพยาบาลเอกชนที่จังหวัดนครสวรรค์(ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่เราอุ่นใจทุกครั้งที่ไปรับการรักษา) คุณแม่ก็โทรเช็คให้ว่ามีหมอเฉพาะทางมั้ยก็สรุปว่ามี

ตอนนั้นเราออกมาจากชัยนาทประมาณ 18:25 เราต้องบอกพ่อให้แวะปั๊มเพื่อที่จะเปลี่ยนผ้าซึ่งแทบจะไม่ทัน คุณพ่อขับรถมาภายในไม่ถึงชั่วโมง(เพราะคุณหมอตรวจถึงแค่20:00) 

คุณหมอตรวจอัลตราซาวด์ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ คุณหมอเป็นห่วงเราบอกว่ากลัวเราจะเป็นมะเร็ง ซึ่งเราก็โล่งใจเพราะทุกอย่างปกติดี บอกคุณหมอไปว่ามีอาการเวียนหัวนิดหน่อย คุณหมอให้ยาห้ามเลือดมากิน ให้มากิน 5 วัน ถ้าหากไม่ดีขึ้นต้องมานอนพักที่โรงพยาบาล ตรวจเสร็จก็ไปเปลี่ยนผ้าอีกรอบแล้วก็รอรับยาปกติ ระหว่างออกจากโรงพยาบาลมาเราก็กินยาห้ามเลือดมาจากบนรถ และก่อนจะถึงบ้านคุณพ่อแวะปั๊มเติมน้ำมันเราก็ลงไปเปลี่ยนผ้าอีกรอบนึง

กลับมาถึงบ้านก็ดิ่งเข้าห้องนอนพักก่อนเลยนอนพักไปได้ซักแป๊บนึงก็ออกไปช่วยน้องแพ็คของใส่บาตรทำไปทำมาไม่ถึงสิบนาทีรู้สึกว่าไม่ไหวแล้วหน้ามืดเวียนหัวก็บอกน้องว่าไปพักแปบนึงนะซึ่งเราเดินมาแทบจะไม่ถึงห้องด้วยซ้ำแต่ดีที่ยังมีสติพาตัวเองมานอนเตียงได้ อาการตอนนั้นเหนื่อยมากเหมือนไปวิ่งมาแล้วก็หูอื้อในหัววิ๊งไปหมด พอนอนพักได้แปบนึงก็อยากลุกไปเปลี่ยนผ้าก็เดินไปเข้าห้องน้ำล็อคประตูเรียบร้อย

เราเปลี่ยนผ้าเสร็จแล้วก็มึนหัวมากเหมือนกำลังจะลุกขึ้นแล้วก็ภาพตัดไปเลยเราไม่รู้ว่าตัวเองสลบไปนานแค่ไหนรู้ตัวอีกทีก็หมอบอยู่กับพื้นไม่รู้ว่าตื่นขึ้นมาได้ยังไง เราประคองตัวเองลุกมาได้แปบนึงแล้วคุณแม่ก็เรียกเรา คำสุดท้ายที่เราจำได้คือ ‘แม่ หนูเวียนหัว’ แล้วทุกอย่างก็ดับไปเลย เราได้สติอีกทีนึงคือตอนที่ได้ยินคุณแม่เคาะประตูห้องน้ำ ได้ยินเสียงแม่บอกให้หากุญแจสำรอง เสียงข้างนอกวุ่นวายไปหมด แม่บอกให้เราเปิดประตูเราก็พยายามลากตัวเองควานมือหาประตูพอเปิดประตูมาได้เราก็ล้มพับหมดสติไปเลย รู้ตัวอีกทีก็ตอนอยู่บนรถเราหายใจถี่มากหายใจไม่ทัน มือเกร็งมือชา ตัวชาไปหมด รู้ตัวอีกทีก็โรงพยาบาลแล้วก็ดีขึ้นมากเรื่อยๆ

คุณหมอบอกว่าเราไม่ได้แพ้ยา แต่ว่าเครียด พักผ่อนน้อย เสียเลือดมาก เราก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เครียดอะไรหรือบางทีอาจจะเครียดแล้วไม่รู้ตัว กว่าจะผ่านคืนนี้ไปได้ก็เอาเราแทบแย่เลย ซึ่งยาที่คุณหมอให้กินห้ามเลือดไปก็สรุปว่าเลือดหยุดไหลจริงๆ เหมือนไม่เคยไหลมาก่อน

เราขอไม่เล่าถึงรายละเอียดตอนเข้าพักเพราะว่าก็มีแค่เจาะเลือดให้น้ำเกลือแล้วก็วัดไข้วัดความดันให้ยาแก้เวียนหัว

‘วันศุกร์ที่ 7 เดือนมิถุนายน 2562’
09:00 น.
คุณหมอตรวจแล้วก็บอกว่าเราออกจากโรงพยาบาลได้เพราะอาการดีขึ้นแล้ว เราก็รู้สึกดีขึ้นจริงๆตรงที่เลือดไม่ไหลแล้วแต่ยังมีเวียนหัวนิดหน่อย เราก็กินข้าวนอนพักตามปกติ

เราเองก็เป็นคนนึงที่เวลาเป็นอะไรก็มักจะชอบเปิดหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตอ่าน แน่นอนว่าก็ต้องเจอมะเร็งนู่นนี่นั่น อาจจะเพราะแบบนี้เราเลยเครียดโดยที่ยังไม่ได้รับการรักษากับหมอโดยตรงก่อน มันทำให้เรารู้ว่าเราไม่ควรมองข้ามเรื่องสุขภาพให้มันเป็นเรื่องไกลตัวทั้งๆที่มันใกล้เราแค่นี้เอง 

สุดท้ายนี้คุณแม่เล่าให้เราฟังว่าตอนที่คุณแม่ลากเราออกมาจากห้องน้ำได้เราก็หมดสติไปหน้าซีดตัวซีด มือเย็นเฉียบ แล้วก็เหมือนหยุดหายใจไปพักนึง ตั้งแต่เกิดมาเราไม่เคยเจอกับประสบการณ์อะไรแบบนี้เลย มันเลยทำให้เรารู้ว่าเรื่องเวียนหัว หน้ามืด หรือการเป็นลมไม่ใช่เรื่องเล็กๆน้อยๆ เราก็ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เรารอดมาได้ 💙 




SHARE
Writer
mountainamoon
dreamer
🐋 @mountainamoon

Comments