Chapter 2: First Month
ตอนที่ 1: วิชาการใช้ชีวิตบนโลกนี้เบื้องต้น ครั้งที่ 1

พวกผมวิ่งหน้าตั้งออกจากหอเพื่อให้ทันเข้าเรียนคาบแรก นอกจากจะต้องกังวลเรื่องไปถึงให้ทันแล้ว พวกผมยังต้องหาห้องเรียนให้เจออีกด้วย นับว่าเป็นโชคดีที่ห้องเรียนอยู่แค่ชั้น 2 ในตึกทิศตะวันออก ทำให้เสียเวลาในการวิ่งไปไม่มากนัก





เอี๊ยด! เสียงเบรกตัวหน้าห้องเรียนของผมดังจนสุดระเบียง ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปด้านใน

ภายในเป็นห้องเรียนแบบขั้นบันไดตามสไตล์โรงเรียนเวทมนตร์ของโลกแฟนตาซี ซึ่งมีนักเรียนนั่งอยู่ประปราย

ตอนเข้าเรียนในโลกฝั่งนั้น ผมมักนั่งอยู่แถวๆ กลางห้อง ไม่ใกล้จนเตะตาอาจารย์และไกลจนมองกระดานไม่เห็นเพราะสายตาที่ไม่อำนวย จะให้ไปนั่งตรงหลังห้องริมหน้าต่างแบบตัวเอกในอนิเมะก็ใช่เรื่องอยู่ อีกอย่างคือเจ้ารูมเมทที่ปัจจุบันก็ยังไม่ทราบชื่อก็นั่งตรงนั้นอยู่ก่อน จะไม่แย่งมันก็ดูไม่เหมาะใช่ไหมล่ะ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมเลือกนั่งขั้นที่ 4 จากหน้ากระดาน ข้างแนวบันไดกลางห้อง

เมื่อนั่งลง เสียงระฆังได้กังวาลขึ้นทั่วทั้งโรงเรียน เป็นสัญญาณให้ทั้งนักเรียนและผู้สอนทั้งหมดรับทราบว่า “ไปเรียน/สอนได้แล้วว้อย”

เอาล่ะ อาจารย์คนนี้จะเป็นยังไงกันแน่นะ...





5 นาทีผ่านไป ยังไม่เห็นวี่แววของอาจารย์คนใดจะเดินเข้ามาภายในห้องนี้เลย จนกระทั่ง

(วิ้งๆๆ) 

สะเก็ดไฟสีส้มดวงเล็กๆ ผุดขึ้นตรงกลางกระดาน ก่อนจะเคลื่อนตัวเป็นวงกลมอย่างช้าๆ ก่อนจะเพิ่มความเร็วจนประสาทตารับภาพทันแค่เส้นวงกลมบางๆ เท่านั้น

เสียงเซ็งแซ่เริ่มก่อตัวขึ้นในห้อง ในขณะที่ผมยังคงจ้องวงกลมนั้นอยู่

จากนั้น ภายในวงกลมได้ปรากฎเป็นประตูไม้ 2 บาน ก่อนจะมีชายหนุ่มผมสีน้ำตาลแดงเดินออกมา

“สวัสดีจ้า ผมคือรอย เซเบอเรีย เป็นอาจารย์ประจำวิชานี้ ฝากตัวด้วยๆ”

เปิดมา... ก็เป็นอาจารย์พันธุ์เพี้ยนเลยเรอะ

“สำหรับวันนี้ล่ะก็ หยิบตำราขึ้นมาก่อน”

ทั้ง 47 คนทำตามที่อาจารย์บอก ยกเว้นนายผ้าคลุมที่ยังนอนฟุบอยู่

“แล้วก็อ่านกันไปเลย”

“ “ “ห๊ะ?” ” ” เสียงสงสัยและงงงวยดังขึ้นทั้งห้องเรียน

“อาจารย์ว่าไงนะ?” ผมถามไปยังอาจารย์(?)ที่เดินข้ามประตูไปแล้วก้าวนึง

“ตามนั้นแหละ อ่านกันไปเลย ไว้หมดเวลาก็เดินออกได้เลย อยู่กันเงียบๆ ล่ะ ’จารย์ไปละ”

สิ้นเสียงคำตอบ อาจารย์รอยก็เดินกลับเข้าประตู ปิดมัน และหายไปดื้อๆ

“เชี่ยไรวะเนี่ย!!!”



ทั้งห้องนิ่งเงียบ และทำอะไรไม่ถูกกันไปราว 10 วินาที ก่อนจะกลับสู่สภาวะปกติของห้องเรียนทั่วไปที่ไม่มีอาจารย์นั่นคือ ความวุ่นวายสไตล์วัยรุ่นของโลกเดิม

ตัวผมไม่ค่อยซีเรียสเท่าไหร่กับการที่อาจารย์กึ่งๆ ยกคลาสเพราะหลังกลับถึงห้องเมื่อวาน ผมก็นั่งอ่านหนังสือเล่มนี้ระหว่างรอลงไปกินข้าวเย็นไปได้ครึ่งเล่มแล้ว รอแค่ถามจุดที่สงสัยนิดๆหน่อยๆก็พอ ล่ะมั้งนะ



ในช่วงก่อนจะเริ่มวุ่นวายนั้นเอง เงาของโต๊ะอาจารย์ซึ่งตั้งอยู่หน้าห้องได้เคลื่อนตัวออกมาก่อนจะยกตัวขึ้นจนมีรูปร่างคล้ายมนุษย์บริเวณหน้าห้อง และมีอีก 2 คนโผล่ออกมาจากเงานั่น ทำเอาห้องเรียนกลับมาเกือบเงียบ เว้นแต่เสียงกระซิบถามกันเองว่า อาจารย์รึป่าววะ

“อ...อาจารย์ไปรึยังวะ” เด็กหนุ่มไซส์ตัวเด็กประถมชะโงกหน้าออกมาถามพวกที่นั่งด้านหน้า

“ไปแล้วๆ มึงรีบๆออกมาเลย”

พอได้ยินดังนั้น ก็มีนักเรียนเดินออกมาอย่างรีบเร่ง 2 คน คนหนึ่งคือคนที่ออกมาถาม ส่วนอีกคนคือจอร์จ ไม...ไมเออร์ มั้งนะ

เพราะว่าทั้งสองออกมาจากบริเวณหน้าห้อง ทำให้ต้องรีบหาที่นั่งให้ตัวเองที่ใกล้ที่สุด ซึ่งนั่นคือด้านข้างของผมเอง

แหงล่ะครับ ใครจะอยากลงไปนั่งเป็นตอไม้โง่ๆ ระหว่างกลุ่มผู้หญิงที่กำลังเมาท์มอยกันอย่างสนุกสนานกัน



เมื่อทั้งคู่นั่งลง เสียงต่างๆ ภายในห้องเริ่มปะทุขึ้นอีกครั้ง ตัวผมที่เบื่อกับเสียงพวกนี้อยู่แล้ว ทั้งจากโลกเดิมและที่นี่ จึงพยายามหลีกเลี่ยงมันด้วยที่กรองเสียงที่ผมทำขึ้นมา

ถึงจะเป็นแค่ตัวทดลอง แต่ประสิทธิภาพของมันถือว่าเยี่ยมกว่าที่คาด เพราะว่ามันตัดเอาเสียงรบกวนออกได้เกือบทั้งหมด ทำให้ผมจะสามารถได้ยินเสียงอื่นๆ นอกจากเสียงคุย กรน และเสียงพ่นลมใส่หูของอัชชูที่กำลังเป่าใส่หูผม ณ ตอนนี้

“เอ็งจะเป่ามาทำไมฟะ”

“ก็มันไม่มีอะไรทำนี่นา จะให้นั่งอ่านหนังสือตลอด 2 ชั่วโมงเนี่ยนะ ชั้นไม่ใช่หนอนหนังสือนะเฟ้ย”

เหมือนโดนด่าอยู่อ้อมๆ แฮะ แต่เอาเถอะ อ่านอีกครึ่งเล่มที่เหลือรอจนหมดคาบก็ได้



ถึงบรรยากาศรอบตัว(สำหรับผมเดียว)ตอนนี้เหมือนเป็นห้องสมุดที่เงียบสงบ แต่สิ่งที่คาใจผมก็คือ ทั้งๆ ที่เสียงดังขนาดนี้ กลับไม่มีอาจารย์ท่านใดเดินมาดูความเรียบร้อยของห้องเลยซักนิด

เพราะติดนิสัยว่าอาจารย์มักเดินมาจากทางด้านหลัง ผมเลยมักหันไปมองตรงหน้าต่างหลังห้องด้วยความเคยชิน ตอนนั้นเองผมถึงได้รู้ว่า...

มันมีคนกำลังร่ายเวทย์กันเสียงออกจากห้องไว้และอีกคนร่ายเวทย์ลวงตาสำหรับการมองใส่หน้าต่าง

ผมอึ้งกับภาพตรงหน้า ก่อนจะสะกิดอัชชูที่ฟุบหน้าลงกับโต๊ะขึ้นมาดู

“มันเล่นกันแบบนี้เลยเหรอเนี่ย” อัชชูพูดเสียดสี ก่อนจะส่ายหัว และฟุบกลับลงไป

“เอาที่อุดหูมั้ย” ผมถามออกไปเพราะดูจากสีหน้าก็รู้แล้วว่าเริ่มรำคาญเสียงพวกนี้เหมือนกัน

“มีอีกอันเหรอ?”

ผมไม่ได้พูดอะไร แต่หยิบที่กรองเสียงอีกคู่หนึ่งออกมาให้ แล้วอัชชูก็คว้าไปใส่แทบจะทันที

เชื่อผมเถอะ ในที่นี้มีอีกหลายคนภาวนาอยู่ในใจให้คาบนี้จบลงเสียทีไม่มากก็น้อย







ตอนนี้เป็นเวลา 9 โมง แต่ละคนเริ่มทยอยเดินออกจากห้อง ตัวผมได้เดินออกมาพร้อมกับถอนหายใจออกมาเบาๆ

“หวังว่าคาบหน้าจะไม่เจออะไรแบบนี้อีกนะ” ผมพูดกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังห้องเรียนของวิชาประดิษฐ์และการช่างขั้นสูง ตึกทิศเหนือ








สวัสดีคับ ห่างหายกันไปนานเลยสำหรับเรื่องนี้ เรื่องของเรื่องคือผมต้องมานั่งแก้ไทม์ไลน์ของเรื่องนี้ใหม่จากฉบับเขียนมือ ทำให้มันมีความล่าช้าไปบ้าง (//โดนบก.เฆี่ยน) กับที่สำคัญอีกเรื่องก็คือ ผมกำลังจะเข้าไปปรับพื้นฐานที่ม. ช่วงเดือนหน้าแล้ว อาจจะมาลงได้น้อยลงนะคับ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ถ้าเป็นไปได้ ก็จะลงเดือนละ 2-3 ตอนนะคับ ขอขอบคุณที่ติดตามมานะคับ
 

SHARE
Written in this book
Zel-Themis มหาศึกมนตรา
เรื่องออริจินอลโดยผมเองครับ จะคอยอัพทุกๆครั้งที่ว่างนะ ;)

Comments

MeltyMallow
5 months ago
ผมจะทำการย้ายเรื่องนี้ไปอัปบนเด็กดีแล้วนะครับ ขอขอบคุณที่ติดตามครับ
Reply