Chapter 1: Welcome to isekai
ตอนที่ 4: ตอนเย็น

เวลา 1 ทุ่มของที่นี่ จะเป็นเวลาให้เข้าใช้ห้องอาหารของหอพัก เปิดบริการจนถึง 4 ทุ่ม ซึ่งจะแล้วแต่เราว่าจะลงไปกินรึไม่ แต่จะมีการบันทึกสถิติการเข้าใช้ไว้สำหรับการจัดเตรียมอาหารให้ไม่ขาดหรือเกินจำนวนที่พอเหมาะ

เพราะเมื่อวานผมไม่ได้ลงมากินมื้อเย็น นี่จึงเป็นครั้งแรกของผมที่เดินเข้าส่วนนี้

ด้านหน้าห้องอาหารจะมีเครื่องสแกนแบบเดียวกับที่ติดตั้งหน้าห้อง เพื่อกันคนนอกและหออื่นเข้ามาใช้

เมื่อเดินเข้ามา พบว่าตรงกลางห้องมีซุ้ม(?)อาหารแบบบุฟเฟต์วางเรียงเป็นแนวยาว ให้นักเรียนเดินมาตักไปนั่งกินได้ในทันที พร้อมกับกลิ่นหอมที่โชยมาถึงหน้าประตู

ดูท่าว่าจะไม่กินไม่ได้แล้วสิ



ผมเดินไปต่อแถวรอตักอาหารพร้อมกับสังเกตแต่ละเมนูไปในตัว

“เดี๋ยวนะ”

เมนูแรกที่เห็นถัดจากพวกข้าวและขนมปัง คือต้มยำกุ้ง ต่อๆไปก็มีส้มตำ แกงส้ม น้ำพริกกะปิและอีกสารพัด
 
เอิ่ม.... ทำไมมันมีแต่อะไรที่คุ้นเคยทั้งนั้นเลยฟะ เอาเถอะๆ ลองตักแกงส้มไปดีกว่า



หลังจากตักมาแล้ว ผมเหลือบไปเห็นอัชชูที่กำลังจะไปนั่งที่โต๊ะตรงริมหน้าต่าง จึงได้ปรี่เข้าไปหา

“อัชชู นั่งด้วยคนนะ”

“เอาสิ ที่สาธารณะนะ ใครๆก็นั่งได้”

เออ ก็จริง



ผมวางจานอาหารลงและเริ่มจ้องมองอาหารเย็นเมนูบ้านเกิดตรงหน้า

ถึงภายนอกจะเหมือนแกงส้ม แต่พวกวัตถุดิบที่ใช้ทำจะไม่ใช่ของโลกนั้นแฮะ

เอาล่ะ ลองซักหน่อยละกัน



เมื่อผมตักแกงส้มนั่นเข้าปาก ความรู้สึกบางอย่างได้พรั่งพรูขึ้นมา

มันช่างคุ้นเคย คุ้นเคยมากๆ เหมือนผมเคยกินมาก่อนในอดีต

“นี่อาหารไทยเหรอเนี่ย! เกิดมาก็พึ่งจะเคยกินนะเนี่ย” อัชชูพูดขึ้นขณะตักต้มยำกุ้งเข้าปาก

ผมเอะใจกับคำพูดของอัชชูเมื่อครู่ จึงถามออกไปว่า

“นี่อัชชู นายก็มาจากโลกนั้นงั้นเหรอ”

“ก็ใช่.. อย่าบอกนะว่า!”

“เออ ชั้นด้วย”

หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรไปพักใหญ่ คงเพราะเมื่อกี้เสียงมันดังรบกวนคนอื่นๆ



“เอางี้ เดี๋ยวขึ้นไปว่ากันต่อบนห้องละกัน ตกลงมั้ย” ผมถามไปหาเด็กหนุ่มดวงตาสีมรกตที่กำลังยกถ้วยต้มยำขึ้นซด

“พอดีเลย งั้นจะขึ้นไปรอละกัน” อัชชูซึ่งกินเสร็จแล้วตอบกลับ ก่อนจะลุกไปเก็บจานในจุดที่กำหนดไว้ แล้วเดินออกจากห้องไป

ผมเดินออกจากห้องอาหารในอีก 5 นาทีต่อมาเพราะมัวแต่ลองทุกเมนูที่จัดเอาไว้

ใช่ครับ ทุกเมนูเลย มันก็อร่อยทุกอย่างจริงๆนั่นแหละ

พอเดินออกมา คำถามต่างๆเริ่มผุดขึ้นมาอีกครั้ง

...แต่ก็นะ คิดให้มันหนักสมองไป มันก็ไม่ได้ช่วยให้เราควบคุมพลังได้มากขึ้นซักหน่อย ช่างมันไปก่อนละกัน

ผมทิ้งคำถามเหล่านั้นไว้ ก่อนจะเดินเข้าไปในลิฟท์







“กลับมาแล้วเหรอ ฮาน” อัชชูเอ่ยถามผมหลังจากปิดประตูห้อง โดยที่หมอนั่นอยู่ในชุดนอนแล้วเรียบร้อย

“อือ มาต่อเรื่องที่คุยกันไว้เลยมั้ย”

“ได้เลย จะถามอะไรล่ะ”

“ทางนี้ต่างหากที่จะพูดแบบนั้นน่ะ” ผมตอบกลับไปพร้อมหยิบกาแฟจากในครัวขึ้นมาดื่ม

“ให้ชั้นเปิดสินะ งั้น... นายมาจากประเทศอะไรล่ะ”

“ไทยน่ะ มื้อเย็นเมื่อกี้เลยนับว่าโชคดีเลย”

เมื่อเห็นว่าบทสนทนานี้น่าจะอีกนาน ผมเลยเดินมานั่งที่โซฟาตรงข้ามกับอัชชู ไม่ใช่อะไรหรอก ผมเมื่อย

“ถึงว่าสิ แลดูไม่มีรีแอคชั่นกับอาหารตรงหน้าเลย”

“แล้วนายล่ะ มาจากไหน” คราวนี้ถึงตาผมบ้าง

“รัสเซียน่ะ แต่เป็นลูกครึ่งนะ จีน มองโกล รัสเซีย”

เอิ่ม หลายชาติไปนะพี่

“ของนายคงเป็นไทยกับ.... เยอรมันใช่มะ”

“เดาเก่งนะเนี่ย ขอชื่นชม” ผมปรบมือให้อัชชูสองสามที

“จะว่าไปแล้ว ฮาน นายได้เข็มระดับอะไรมาน่ะ ของชั้นได้อัศวิน” อัชชูเดินไปหยิบเข็มของตนมา มันเป็นรูปหัวม้าสีขาว มีขอบเป็นสีฟ้า



“ขอดูแปปนึงนะ” ผมพลิกปกเสื้อขึ้นมาดู พบว่ามันเป็นสัญลักษณ์รูปมงกุฎและยอดแหลม ตกแต่งด้วยขอบสีแดง

“ร... ราชินีว่ะ”

“ห๊ะ! จริงดิ แปลว่ามานาในตัวหน้าจะเยอะนะนั่น” อัชชูตะลึงเล็กน้อย ตัวผมไม่ได้พูดอะไรตอบ ก่อนชายในชุดนอนจะเริ่มถามคำถามต่อไป

“ว่าแต่นะทางโรงเรียนรู้ได้ไงว่าระดับพลังของเราอยู่แค่ไหนอะ ตอนสอบก็แค่โชว์ออฟให้ ’จารย์แกดูเฉยๆ นี่บางคนอาจไม่ได้เอาจริงซะด้วยซ้ำไป”

“น่าจะตอนสแกนตัวเราแล้วออกบัตรล่ะมั้ง”

“นั่นสินะ”

แน่นอนว่าการพูดคุยนี้ก็ไปจบตอนราวๆ ครึ่งชั่วโมงต่อมา เพราะอัชชูเล่นสลบคาโซฟาไปเลย

ท้ายสุด ผมก็ต้องแบกหมอนี่ขึ้นไปนอนฝั่งตัวเอง ซึ่งเต็มไปธูป กำยาน เทียนหอมและอื่นๆ อีกสารพัด

ก็... คงหลับสบาย ล่ะนะ



ผมก็เดินกลับไปฝั่งของผม และนอนสลบจมกองอะไหล่ไปทั้งอย่างงั้น สงสัยเพราะฤทธิ์ของเทียนนั่นแน่ๆ





“ชิบหายแล้ว ไอ้ฮาน!!!”

“ม... มีอะไร” ผมสะลืมละลือถามอัชชูออกไป

“นี่มันเจ็ดโมงครึ่งแล้ว!”

“เหี้ยแล้วไง!”

SHARE
Written in this book
Zel-Themis มหาศึกมนตรา
เรื่องออริจินอลโดยผมเองครับ จะคอยอัพทุกๆครั้งที่ว่างนะ ;)

Comments