ชีวิตคือการเรียนรู้?

เกริ่นนำ

ผมจำได้ขึ้นใจว่า สมัยที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่นั้น ในชั่วโมงแรกของคลาสเรียน วิชา "ฟิสิกส์แผนใหม่" (modern physics) อาจจะด้วยเหตุผลกลใดมิทราบได้ พลันจู่ ๆ อาจารย์ของผม ท่านก็โพล่งถามขึ้นมาว่า 
พวกคุณรู้มั้ยว่า ชีวิตคืออะไร?ผมและเพื่อนพากันอึ้งตะลึงงันกับคำถามนี้ของท่าน ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อที่เรียนในวันนั้นเลยสักนิดเดียว และต่างก็ตกอยู่ในอาการระล่ำระลัก นิ่งเงียบ ใบ้กิน และไร้ซึ่งเสียงตอบรับ 

ทว่าชั่วอึดใจต่อมา อาจารย์ท่านก็เผยยิ้มเจ้าเล่ห์ และหัวเราะออกมาดัง ๆ อย่างขบขัน สิ้นเสียงหัวเราะ ท่านก็กล่าวขึ้นอีกว่า "ถ้าพวกคุณตอบไม่ได้ในตอนนี้ ผมจะให้มันไว้เป็นการบ้าน สำหรับพวกคุณ" 

"เอาล่ะ! วันนี้ เรามาเรียนกันดีกว่า" ท่านพูด ซึ่งยังไม่ทันที่พวกผมจะหายงงงวย อาจารย์ท่านก็เปลี่ยนโหมดไปอีกครั้ง ทำท่าทางเหมือนจะเข้าสู่บทเรียนอย่างหน้าเฉย เหมือนกับเมื่อกี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

แต่ด้วยความขี้สงสัยตามประสาของคนไม่รู้ ขณะที่อาจารย์กำลังจะเริ่มบรรเลงเพลงชอล์กบนกระดานดำ ผมก็ได้หลุดปากถามท่าน ด้วยคำถามเดียวกันนี้กลับคืนไป เมื่อสิ้นคำถามของผม ท่านอาจารย์ก็ได้หันหน้ากลับมา พลางยืนสงบนิ่ง อย่างผู้ทรงภูมิปัญญา พลางยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาเกาที่คางตัวเองเบา ๆ แววตาฉ่ำน้ำเป็นประกาย ก่อนที่ท่านจะตอบว่า
สำหรับผมแล้ว ชีวิต มันก็คือ ความพยายามที่เรียนรู้ และปรับตัว ในวันนี้ เพื่อที่จะมีชีวิตต่อไปอย่างมีความสุขมากที่สุด ในวันพรุ่งนี้ นั่นเองซึ่งผมจำได้อีกว่า เทอมนั้นทั้งเทอม พวกเราต่างก็ยุ่งวุ่นวายอยู่กับการพิสูจน์สมการยึกยือ อันชวนปวดเศียรเวียนเกล้ามากมาย จนกระทั่งไม่มีใครมีเวลาหรือโอกาสได้ส่งการบ้านชิ้นนี้กับท่านเลยแม้แต่ครั้งเดียว

และแล้วกาลเวลาก็ได้กลืนกินความทรงจำของเราไป...



ครั้นเรียนจบ ผมก็ได้มีโอกาสทำงานสอนหนังสือในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง หลังจากทำงานไปได้ไม่ถึงเดือน ผมก็เกิดอาการช็อคกับโลกแห่งการทำงานที่ตนเองได้สัมผัสพบเจอ เนื่องจากพบว่า หลายสิ่งหลายอย่างที่ตัวเองร่ำเรียนมานั้นใช้ไม่ได้กับชีวิตจริง ผมจึงตกอยู่ในอาการตีบตัน สับสน มืดหม่น และไร้ซึ่งทางออกทางความคิด 
 
และผมคิดว่ามันคงจะเป็นเช่นนั้นต่อไปเรื่อย ๆ หากทว่าวันหนึ่ง ผมไม่ได้พบกับหนังสือ 'วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน' ผลงานของ คุณสฤณี อาชวานันทกุล เข้าให้เสียก่อน ซึ่งหนังสือเล่มนี้ เธอได้รวบรวมและคัดสรรมาจากหัวข้อการกล่าวสุนทรพจน์ในวันรับปริญญาของมหาวิทยาลัยชั้นนำต่าง ๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วทำการแปลความ เรียบเรียงและถ่ายทอดเนื้อหาออกมาในภาคไทยได้อย่างน่าอ่านยิ่ง

โดยบุคคลที่ถูกกล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้นั้น ต่างก็ล้วนเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จจากหลากหลายสาขา อาทิ Steve Jobs, Bill Gate, Barack Obama หรือแม้กระทั่ง J. K. Rowling ผู้เขียนนิยายเรื่อง แฮรี่พอตเตอร์ เป็นต้น ซึ่งบุคคลเหล่านี้ต่างก็มีชีวิตและแนวคิดที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก 

แต่บุคคลที่ผมจะขอพูดถึงในที่นี้ ก็คือ คุณ Bradley Whitford นักแสดงชาวอเมริกันเจ้ารางวัลเอ็มมี* ประจำปี ค.ศ. 2003 เนื่องจากผมรู้สึกว่า บุคคลท่านนี้ มีลักษณะเป็นผู้ที่ชื่นชอบการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา (คนอื่นในเล่ม ผมก็ชื่นชอบนะครับ แต่ทว่าชอบคนนี้มากเป็นพิเศษ) โดยเฉพาะแนวคิดการใช้ชีวิตของเขา ซึ่งผมใคร่อยากจะถอดบทเรียนพร้อมกับนำมาเล่าให้คุณผู้อ่านได้ฟังกัน เผื่อว่าจะมีประโยชน์อยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย 

ขอเริ่มเลยล่ะกันครับ!




เข้าเรื่อง

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ค.ศ. 2004 คุณ Bradley Whitford ของเรา ได้ถูกรับเชิญให้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์แก่ผู้สำเร็จจากศึกษาของ University of Wisconsin-Mandison ภายใต้หัวข้อ "ผมเรียนรู้ทุกอย่างในชีวิตจากงานคัดตัวนักแสดง" (Everythinng to know in life I learned on my way to a humiliating audition) ซึ่งในการ กล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้ของเขา ปรากฏว่า เนื้อหาที่น่าสนใจอยู่หลายประเด็น และผมจะขอสรุปมันออกมาตามความเข้าใจออกมาสั้น ๆ ดังต่อไปนี้

1. จงตกหลุมรักกระบวนการแล้วผลลัพธ์จะตามมาเอง

กล่าวคือ ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมย่อมมาจากระบวนการที่ยอดเยี่ยม ซึ่งกระบวนการที่ยอดเยี่ยมนั้น จะต้องเกิดจากความกระหายใคร่รู้ที่อยากจะลงทำมากกว่าความหลงใหลที่อยากจะเป็น 

ดังที่ คุณ Whitford ได้เน้นย้ำแก่เราว่า "คุณจะต้องอยากทำให้อะไรก็ตามที่คุณอยากทำมากกว่าที่คุณอยากเป็นอะไรก็ที่คุณอยากเป็น" นัยความว่า หมายถึง ผลลัพธ์เป็นผลผลิตจากกระบวนการ คนเราจะประสบความสำเร็จในสิ่งใดนั้น เราควรใส่ใจกับวิธีการที่จะนำไปสู่ความสำเร็จมากกว่าผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น

2. จงทำงานของคุณ
 
ระหว่างทางสู่ความสำเร็จมักจะเต็มไปด้วยคำครหา จงอย่าได้ใส่ใจหรือตื่นกลัวกับถ้อยคำเหล่านั้น ซึ่งต่อประเด็นนี้เอง คุณ Whitford ได้แนะนำว่า "จงกดความกังขาในตัวเองที่พลุ่งพล่านขึ้นมาให้จมหายไปด้วยงานที่คุณต้องทำ" ซึ่งหากตัดสิ่งรบกวนใจนี้ไปได้แล้ว ความเบิกบานใจย่อมจะปรากฏแก่ชีวิตและการงานของเรา

3. เมื่อคุณเตรียมตัวเสร็จแล้วก็โยนการเตรียมตัวทั้งหมดลงถังขยะไป 

เมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งบางครั้งไม่ได้ตรงกับที่เราเตรียมพร้อมมาเสมอไป เราจะต้องปรับตัวให้เท่าทันกับสถานการณ์นั้น ๆ อย่างเร็วไหว เพื่อให้ทุกอย่างผ่านไปอย่างราบรื่น 

เรื่องนี้ คุณ Whitford เอง ก็ได้แนะนำแก่เราว่า "จงฟังเสียงกระซิบข้างในตัวคุณ เรามีปัญหามากมายในโลกนี้ และเราต้องการให้คุณคิดนอกกรอบ" เรียนรู้และปรับตัวให้ทันต่อกระแสความเปลี่ยนแปลงนั้น ต้องยืดหยุ่นกับความเป็นจริงให้มากขึ้น และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น เราควรจะฝึกมองในมุมคิดที่ต่างออกไปด้วย

4. คุณทำอะไร ๆ ได้มากกว่าที่คุณคิด

คนที่จะประสบความสำเร็จ ทุกคนจะมองว่าตัวเขามีศักยภาพบางอย่างซ่อนอยู่ และเขาสามารถพัฒนามันให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างไม่มีขีดจำกัด และยังเชื่อมั่นว่า ไม่มีใครหรืออะไรมากีดขวางพัฒนาการของเขาได้นอกจากตัวเขาเอง 

ดังนี้ คุณ Whitford จึงได้เน้นย้ำว่า "เราทุกคนดำเนินชีวิตด้วยอาการขนลุกขนพองเวลาเข้าใกล้ขีดจำกัดภายนอก แต่สายโซ่ที่ทำลายยากที่สุดอยู่ข้างในตัวเรา" ฉะนั้นแล้ว ในทุกเช้าที่ส่องกระจกหลังจากตื่นนอน และบอกกับตัวเองก่อนนอนทุกครั้ง ก่อนที่จะลงมือทำสิ่งใดว่า 
"ฉันทำได้มากกว่าที่ฉันคิด" 

5. จงฟังอย่างตั้งใจ

จริงอยู่ที่ว่าการสื่อสารที่ดีระหว่างมนุษย์นั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง แต่มันก็มิอาจเกิดขึ้นได้เลยหากปราศจากผู้ฟังที่ดี ต่อประเด็นนี้ คุณ Whitford เองได้แนะนำว่า "การฟังไม่ใช่การเฉยเมยไร้ปฏิกิริยาโต้ตอบ มันเป็นการการะทำที่จะปลดปล่อยคุณ เชื่อมโยงเข้ากับด้วยความเห็นใจ"

ระหว่างเส้นทางสู่ความสำเร็จเราควรจะมองหาแนวร่วมทางอุดมการณ์ ที่จะคอยสนับสนุนและส่งเสริมความคิดของเรา ฉะนั้น จงฟังให้มากขึ้น เพื่อมิตรภาพและการงานที่ยั่งยืน (ซึ่งผมมักขาดเขินในเรื่องนี้) และ

6. จงลงมือทำ

กล่าวคือ ลองทอดมองออกไปรอบ ๆ จะเห็นว่าตั้งแต่การใช้ชีวิตประจำวันอันแสนธรรมดาตลอดจนถึงการส่งจรวดออกไปสำรวจอวกาศ ล้วนสำเร็จได้ด้วยการลงมือทำทั้งสิ้น ดังที่ คุณ Whitford ได้เน้นย้ำไว้ว่า "การลงมือทำคือยาแก้ความไม่แยแสการมองโลกในแง่ร้าย และความสิ้นหวัง แน่นอนว่า คุณจะต้องทำผิดพลาด เรียนรู้เท่าที่คุณจะทำได้ แล้วก็เดินต่อไป เมื่อวันคืนของคุณสิ้นสุดลง ผู้คนจะตัดสินคุณจากก้าวที่คุณกระโดด ไม่ใช่จากก้าวที่คุณพลาดพลั้ง" หากเราต้องการเองจริงเอาจัง จงจำได้เสมอว่า ทุกความสำเร็จล้วนสำเร็จได้ด้วยการลงมือทำ 




ส่งท้าย

ถึงตรงนี้แล้ว คุณผู้อ่านคงจะเห็นได้ว่า ผมไม่ได้กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของบุคคลที่อ้างถึงเลยแม้แต่น้อย เหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่า ผมต้องการเน้นไปที่วิธีคิดของเขาเป็นหลัก คุณผู้อ่านสังเกตมั้ยครับ ตลอดช่วงชีวิตของเรา ล้วนต่างก็มีปัญหาร้อยแปดพันเก้าประเดประดังถั่งโถมเข้ามาอยู่ตลอดเวลา 

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่เราจึงไม่เคยมีวันหยุดที่จะเรียนรู้เลยสักวัน และการเรียนรู้ก็ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อจบการศึกษาแล้วเพียงเท่านั้น ทว่าในโลกปัจจุบัน ที่แปรผันเร่งเร็ว เราจำเป็นจะต้องมีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา หรือที่นิยมเรียกกันว่า Life long learning และยิ่งหากเราต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างเต็มเปี่ยม และเต็มภาคภูมิด้วยแล้ว ก็ยิ่งต้องฝึกฝน และเคี่ยวกรำตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพราะการเรียนรู้และปรับตัวคือความจริงแท้ ที่เราทุกคนมิอาจหลีกเลี่ยงได้ 

หากมีเครื่องย้อนเวลา และสามารถย้อนเวลาได้จริง เหมือนกับในภาพยนตร์เรื่อง Avengers Endgame (2019) ผมจะกลับไปตอบท่านอาจารย์ว่า
สำหรับผมแล้ว สิ่งที่เรียกว่า ชีวิต แม้บางครั้งดูคลุมเครือ บางครั้งแจ่มชัด และบางคราก็        พลิกผันแบบไม่ทันได้ตั้งตัว แต่ทว่าทุกครั้ง      กลับแสดงตัวและยืนยันแก่เราว่า มันคือ การเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุดอา...ส่งการบ้านอาจารย์ตอนนี้ ยังทันมั้ย!



*รางวัลเอ็มมี (Emmy Award) เป็นรางวัลที่มอบให้แก่ผู้ที่มีผลงานยอดเยี่ยมทางด้านโทรทัศน์ ซึ่งมีศักดิ์เทียบเท่ารางวัลออสการ์ (Oscar) ที่มอบอกแก่ผู้ผลงานยอดเยี่ยมทางด้านภาพยนตร์ กันเลยทีเดียวเชียว



SHARE
Writer
ChavisPhewngerN
Teacher
นัก (เรียน) เล่าเรื่อง ผู้พยายามสร้างเรื่องราว ผ่านเรื่องเล่า ที่เขาเล่าเอง

Comments