Empathic Communication

เมื่อมองอย่างเห็นใจ เราจะเข้าใจกันและกัน Empathic Communication ทักษะที่จำเป็นที่สุดของสังคมเวลานี้
โดย วรัญญู อินทรกำแหง
27.05.2019


แม้ในชีวิตประจำวันคนเราจะต้องสื่อสารกันเป็นปกติตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่บ่อยครั้งที่เรารู้สึกว่าไม่ได้รับการรับฟัง เกิดความเข้าใจผิดหรือข้อผิดพลาดด้านการสื่อสารขึ้น เหตุที่เป็นเช่นนั้น บ่อยครั้งอาจเป็นเพราะขาดความใส่ใจต่อกัน หรือเอาใจเขามาใส่ใจเราระหว่างผู้ที่กำลังสื่อสาร ซึ่งนี่แหละคือแนวคิดของ Empathic Communication



สตีเฟน โควีย์ ผู้เขียนหนังสือ The Seven Habits of Highly Effective People ได้อธิบายถึงความหมายของ Empathic Communication เอาไว้ดังนี้


“เมื่อพูดถึง Empathic Listening ผมอยากจะให้คำจำกัดความว่าคือการฟังอย่างตั้งใจที่จะเข้าใจกันจริงๆ โดยนึกถึงมุมมองของคู่สนทนาว่าเขาอยู่ในมุมและสถานการณ์อย่างไรจึงทำให้เขามีความเห็นอย่างนั้น โดยเข้าใจถึงกระบวนทัศน์และความรู้สึกของเขา


“โดยเนื้อแท้แล้ว Empathic Listening ไม่ได้หมายถึงการที่จะต้องให้คุณเป็นฝ่ายปรับทัศนคติ หากหมายถึงการเข้าใจอย่างถ่องแท้และลึกซึ้งเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งในแง่ของความคิดและอารมณ์ของคู่สนทนา นี่เป็นวิธีฟังอย่างได้ผล ช่วยให้เข้าใจกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังส่งผลด้านการบำบัดอีกด้วย”


การฟังอย่างเห็นใจจึงไม่ใช่การฟังแค่หูได้ยินเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเปิดตาและเปิดหัวใจ ฟังแล้วรับรู้ถึงความหมาย ความรู้สึก และภาษากายของเขา เพราะการฟังอย่างตั้งใจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเข้าใจถึงคำพูดที่เป็นวัจนภาษาเท่านั้น



ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารกล่าวว่าคำพูดคิดเป็นเพียงแค่ 10% ของกระบวนการสื่อสารเท่านั้น ส่วนอีก 30% คือโทนเสียง และอีก 60% คือภาษากาย



ดังนั้นคำจำกัดความที่เรียบง่ายที่สุดของ Empathic Communication ก็คือการแสดงให้ผู้ฟังเห็นว่าเขาหรือเธอได้รับการรับฟัง และจักรวาลภายใน (Inner Universe ได้แก่ ความคิด, อารมณ์, ความรู้สึก, ทัศนคติ, ค่านิยม ฯลฯ) ได้รับความเข้าใจ แม้การที่จะก้าวล่วงเข้าไปอยู่ใน ‘โลก’ ของคนอื่นและเห็นในสิ่งเช่นเดียวกับที่พวกเขาเห็น ได้เห็นความจริงในอีกมุมมองที่ถูกประกอบสร้างมาในแบบที่ผู้อื่นมองเห็นนั้นอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อย่างน้อยความพยายามทำความเข้าใจก็ทำให้เราสามารถหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดหรือสมมติฐานผิดๆ รวมถึงตัดสินพลาดเกี่ยวกับคู่สนทนาของเราได้


ด้านจิตวิทยา Empathy เกี่ยวข้องกันอย่างลึกซึ้งกับสองสิ่ง นั่นก็คือ ‘การรับรู้’ และ ‘การสื่อสาร’ การสื่อสารที่ไม่เหมาะสมหรือขาดการรับรู้ที่ถูกต้องมักจะนำไปสู่ความเข้าใจผิด อันจะนำมาซึ่งการลดทอนความรู้สึกเห็นอกเห็นใจทั้งในการสนทนาและความสัมพันธ์อันดีได้   

มนุษย์เรามักมีแนวโน้มที่จะทำในสิ่งกันตรงข้าม

เราต้องการที่จะเป็นฝ่ายได้รับความเข้าใจก่อน หลายคนจึงไม่แม้แต่จะฟังอย่างตั้งใจเพื่อที่จะเข้าใจผู้อื่น พวกเขาจึง ‘ฟัง’ เพื่อที่จะได้พูดต่อในสิ่งที่ตัวเองต้องการจะสื่อ บ้างก็ไม่ฟัง แต่พูดในสิ่งที่ตัวเองคิดและต้องการทันที บทสนทนาของเราจึงกลายเป็นชุดรวมของบทพูดคนเดียว แทนที่จะลองฟังอย่างตั้งอกตั้งใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับภายในของมนุษย์อีกคนหนึ่ง จึงไม่ต้องนึกแปลกใจเลยว่าทำไม 90% ของสาเหตุของความขัดแย้งนั้นมาจากการสื่อสารที่ผิดพลาด นั่นก็มาจากเมื่อเวลาที่คู่สนทนาพูด เรามักเลือกที่จะใช้ระดับของการฟัง 2 ใน 3 ระดับนี้



1. แสร้งว่าฟังโดยการพยักหน้าเห็นด้วยครั้งแล้วครั้งเล่าระหว่างการสนทนา

2. เรา ‘เลือก’ จะฟังเพื่อที่จะตอบหรือโต้ตอบจุดอ่อนของการสนทนา

3. ฟังโดยอยู่ร่วมในการสนทนาอย่างสมบูรณ์ โดยมุ่งสมาธิไปที่ความตั้งใจและพลังงานของสิ่งที่คู่สนทนาพูดออกมา ซึ่งเป็นระดับวิธีการของการฟังที่ใช้กันน้อยอย่างน่าเสียดาย



และหลังจากการฟังใครบางคนพูด เรามักจะมีปฏิกิริยา 1 ใน 4 ดังนี้

1. ประเมินว่าเราเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย

2. ตรวจสอบโดยการตั้งคำถามในมุมมองของเรา

3. ให้คำแนะนำอย่างเอื้อเฟื้อ เรามักจะทำให้ตัวเองรู้สึกดีโดยการมอบคำแนะนำจากประสบการณ์ที่เรามี

4. ตีความ โดยเรามีแนวโน้มที่จะคิดว่าเราเข้าใจมุมต่างๆ ของสถานการณ์นั้นอย่างครบถ้วน



ทำไม Empathic Communication จึงเป็นสิ่งจำเป็น

1. เพื่อเชื่อมโยงเรากับผู้คนรอบตัว

การเอาใจใส่ช่วยให้เราเชื่อมโยงกับผู้คน หากคุณไม่ต้องการที่จะมีชีวิตอยู่อย่างเดียวดาย และรู้สึกว่าทุกคนในโลกนี้ขัดแย้งหรือต่อต้านกับเราไปเสียทุกเรื่อง เราก็ควรที่จะพัฒนาทักษะในการใส่ใจ



ความเห็นใจจะช่วยทำให้เราเข้าใจว่าทุกคนนั้นมีจุดร่วมหลายอย่างที่เหมือนๆ กัน และต่างก็มีจุดมุ่งหมายเช่นเดียวกัน นั่นแสดงให้เห็นว่าในทางชีววิทยาแล้ว มนุษย์เราต่างก็ได้รับการปลูกฝังมาให้เห็นอกเห็นใจและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน



2. ล้มเลิกอคติทั้งปวง

เรามักจะได้รับการปลูกฝังจากสื่อและสังคมว่า xxx คือผู้ก่อการร้าย xxx ไม่คู่ควรได้รับการช่วยเหลือ ผู้ร้ายในคดี xxx สมควรตาย หรืออะไรทำนองนี้ ความเกลียดความกลัวเช่นนี้จะจางลง หากเราให้โอกาสมนุษย์อีกคนที่อยู่เบื้องหน้าของเราเล่าเรื่องราวของเขา ลองมองผ่านประสบการณ์ของพวกเขาด้วยสายตาและมุมมองของพวกเขา ทำความเข้าใจถึงเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงทำเช่นนั้น



3. มีส่วนช่วยในเรื่องของสิ่งแวดล้อม

ความที่ Empathic Communication เชื่อมโยงเราเข้ากับมนุษย์คนอื่นๆ ทำให้เราเข้าใจถึงความต้องการ ประสบการณ์ และความปรารถนาของพวกเขา การคำนึงถึงผู้อื่นยังช่วยให้เราเปิดกว้างต่อเหตุปัจจัยและผลกระทบต่างๆ ที่จะตามมา อันมีผลต่อสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างประโยชน์หรือขัดขวางต่อการพัฒนา ซึ่งทำให้เรามองเห็นผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับองค์รวมและสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย



ผู้รู้ว่าอย่างไรบ้าง

ดุจดาว วัฒนปกรณ์ นักจิตบำบัดและผู้เชี่ยวชาญด้าน Empathic Communication เผยว่า “การอยู่ร่วมกันในสังคมที่ไม่มีความเห็นใจเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์แต่ละคน ในหลายๆ ภาคส่วนยังดำเนินต่อไปได้อยู่ แต่จะอยู่แบบตัวใครตัวมัน เมื่อเราไม่ได้รับการเคารพความคิดเห็นหรือเคารพกันในฐานะมนุษย์ ก็ย่อมจะทำให้รู้สึกเหี่ยวแห้งเดียวดายบนโลกที่มีคนแน่นๆ หากแต่ละคนกลับไม่ได้แคร์หรือแยแสว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร



“แต่ถ้าโลกของเรามีความเห็นอกเห็นใจกัน คนเราก็จะสามารถยอมรับความคิดเห็นซึ่งกันและกันได้ ไม่ใช่แค่ยอมรับแบบที่ต้องเห็นด้วย แต่เคารพว่าเขาเห็นโลกใบนี้ในอีกมุม จึงมีความคิดอีกแบบ เราก็จะเคารพ เมื่อเคารพ เราก็จะไม่ตัดสินกันโดยเอาความคิดของตัวเองเป็นที่ตั้ง



“เมืองไทยมักจะไม่ค่อยให้คุณค่าต่อมุมมองของคนที่อายุน้อยกว่าหรือรู้น้อยกว่า เพราะว่าโครงสร้างทางสังคมสูง-ต่ำ วัฒนธรรมไทยดั้งเดิมอาจจะไม่ค่อยได้ยืดหยุ่นกับมุมมองที่หลากหลาย”



นักบำบัดยังเสริมอีกว่า แล้วก็ไม่ได้เชื่อว่ามันอาจจะถูกได้หลายๆ แบบ ถูกของแต่ละคน ถูกจากหลักพื้นฐานความคิดที่เขาแบกมา ถูกตามหลักเหตุผลที่เขามาประกอบสร้างมา



“คนที่มีความเห็นอกเห็นใจต่อคนอื่นมักจะเกิดความชื่นใจและเคารพในตัวเอง รู้สึกเชื่อมโยงถึงความเป็นมนุษย์ของคนอื่น แม้ว่าเขาอาจจะได้รับหรือไม่ได้รับในสิ่งเดียวกันกลับมา แต่เขาย่อมจะรู้สึกถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ในตัวเอง”



จะฝึกตัวเองให้มี Empathic Communication Skills ได้อย่างไร

1. เพิ่มความใส่ใจ และลดการยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง

2. เปิดกว้างรับฟังสิ่งที่ผู้อื่นพูดให้มากกว่าที่เป็นอยู่

3. ละเว้นการตัดสิน ประเมินค่าสถานการณ์ และชะลอการให้คำแนะนำ

4. ‘ฟัง’ ให้มากขึ้น พยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ในมุมของผู้อื่น และมีความอดทนที่จะฟังคนอื่นพูดจนกระทั่งเขาพูดจบ

5. นอกจากรับฟังถึงบทสนทนาที่เป็นภาษาพูดเชิงข้อมูลแล้ว ลองพยายามที่จะฟังให้ลึกถึงสิ่งที่ภาษาพูดไม่สามารถสื่อออกมาได้

6. ลองเช็กกับคู่สนทนาดูว่าสิ่งที่ตัวเองเข้าใจผ่านอวัจนภาษานั้นถูกต้อง พยายามอย่าด่วนสรุปสมมติฐานเอาเอง



และเมื่อมองความเป็นไปของสังคมที่เป็นอยู่ในขณะนี้ บางทีนี่อาจจะเป็นทางออกหรือทักษะที่จำเป็นที่สุดที่สังคมของเราพึงมี ณ เวลานี้ก็เป็นได้



อ้างอิง

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

www.learning-mind.com/empathic-communication-skills


www.lifeatwork.co.uk/communication/empathic.html


เว็บไซต์ www.lifeatwork.co.uk อธิบายคำจำกัดความของ Empathic Communication เอาไว้ว่าคือรูปแบบการสื่อสารที่ใช้ในการอธิบายถึงสิ่งที่เรากระทำว่าเราทำมันอย่างไร และสร้างผลกระทบอย่างไรต่อผู้อื่น เมื่อตระหนักรู้ถึงสิ่งที่ดำเนินอยู่ เราจะสามารถเชื่อมความสัมพันธ์กับผู้คนอย่างได้ผล รวดเร็ว และเป็นมิตรได้ในทุกสถานการณ์ ทั้งยังเห็นผลได้จากประสิทธิภาพและผลลัพธ์ รวมถึงผลกระทบต่อองค์รวม
Empathic Communication เป็นการสื่อสารที่เป็นแกนหลักในการสร้างให้เกิดประสิทธิภาพทั้งในการสื่อสารและความสัมพันธ์ ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้ผู้อื่นช่วยกันบ่มเพาะวัฒนธรรมอันเปิดกว้างทางความคิด ความเคารพซึ่งกันและกัน ทั้งยังมีส่วนสำคัญในการพัฒนาทีมเวิร์กอีกด้วย
ในสภาพแวดล้อมขององค์กรที่ไม่มี Empathic Communication ย่อมมีแนวโน้มที่จะเกิด Brownout Syndrome หรือภาวะหมดใจเนื่องจากเงื่อนไขในระบบการทำงานหรือองค์กร ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้บริษัทเกิด Turnover Rate สูง  

SHARE
Writer
Kindness
Teacher
Why? การถาม ทำไม? จะทำให้เราไม่หยุดอยู่กับที่ ทำให้เราปฏิเสธสิ่งที่มันเป็นอยู่ ทำให้เราไม่ทนอยู่กับสภาพเดิม แต่เปิดกว้างให้กับวิธีหรือแนวทางใหม่ๆ ทำให้เราเข้าใจปัญหามากขึ้น What if? การถาม สมมติว่า? ช่วยให้เราคิดหาไอเดียใหม่ๆ ถึงมันจะเกิดขึ้นจริงไม่ได้ แต่มันจะทำให้หลุดจากกรอบเดิมๆ ทำให้เราผสมผสานไอเดียหลายอย่างเข้าด้วยกัน

Comments

barneyy
3 months ago
จริงมาก พักหลังไมาคือเรามีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น ฟังแบบไม่ตัดสินเขา ต่อให้เรื่องที่เขาทำมันผิด เราก็ยินดีรับฟังด้วยความเข้าใจ เรารู้สึกว่าเขาก็รู้ว่าตัวเองผิด เขาแค่ต้องการใครสักคนที่รับฟังเขาโดยไม่ตัดสิน ฟังให้จบ
Reply