Animal Farm ในอำนาจ เป้าหมายหรือวิธีการ ที่คุณต้องเลือก
สัตว์ทุกตัวเท่าเทียมกัน
แต่บางตัวเท่าเทียมกว่าตัวอื่น 
มีสิ่งๆ หนึ่งที่เป็นพลังงานหมุนวนอยู่ในสังคม ทั้งในระดับใหญ่คือโลก และเล็กที่สุดก็คงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน พลังงานนี้หมุนเวียนสลับสับเปลี่ยน ครอบงำ มอบให้ และทุกคนต่างต้องการที่จะครอบครอง สิ่งนั้นคือ "อำนาจ" อำนาจที่ว่านี้ไม่ใช่อำนาจในเรื่องการเมืองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น อำนาจเป็นสิ่งที่ใกล้ตัว และเราทุกคนไม่ว่าใครต้องเคยได้สัมผัสถึงมัน ทั้งในฐานะผู้อยู่ใต้อำนาจ และผู้ครองอำนาจ ในบทบาทลูกหลานที่แสนดี นักเรียนผู้ตรงเด่อยู่หน้าธงชาติ พนักงานผู้น่าสงสารที่ต้องอยู่ในความย้อนแยงระหว่างประจบประเเจงกับก้มหน้าก้มตาแล้วบ่นเจ้านายในทวิตเตอร์ หรือเจ้านายผู้เหนื่อยหน่ายกับการสั่งการ และควบคุมให้ผลิตอะไรสักอย่างให้ตามเป้าหมาย ไม่ว่าคุณเป็นใคร มีอำนาจหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน สิ่งสำคัญคือ คุณจะใช้มันอย่างไรเมื่อคุณได้ครอบครองมัน ?

Animal Farm เป็นนิยายวิพากย์การเมือง!!! (ที่ใครบางคนบอกว่ามันไม่ใช่) ของนักเขียนชาวอังกฤษ นาม จอร์จ ออร์เวล ซึ่งเขียนเพื่อวิพากย์สหภาพโซเวียตในสมัยนั้น และเปรียบเทียบสภาวะการทางการเมือง เหตุการณ์ และกลุ่มคนต่างๆ  แล้วเล่าผ่านเรื่องราวของฟาร์มสัตว์แห่งหนึ่ง ที่ชื่อว่า Animal farm

มันเริ่มต้นขึ้นที่ เมเนอร์ ฟาร์ม คือฟาร์มแห่งหนึ่งในอังกฤษ ที่มีเจ้าของนามว่า โจนส์ ชายขี้เมาที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ชอบเฆี่ยนตีสัตว์ในฟาร์ม บางครั้งก็ให้อาหารสัตว์น้อยนิด แค่เพียงพอต่อการมีชีวิตเท่านั้น บางครั้งอารมณ์ดีหน่อยก็ให้มากเป็นพิเศษ เหล่าสัตว์ต่างไม่พอใจการกระทำของโจนส์ แต่ก็ไม่ทำอะไรเพราะสำนึกแค่ว่าตนเป็นสัตว์

วันหนึ่งหมูอาวุโส นามเฒ่าเมเจอร์ ก็เกิดฝันประหลาด และเรียกสัตว์ทุกตัวมาชุมนุมเพื่อเผยแพร่ความฝันและอุดมการณ์ของตนที่เชื่อว่า มนุษย์คือศัตรู สัตว์ทุกตัวควรอยู่ดีกินดีมากกว่านี้ เราสามารถอยู่ในฟาร์มที่สัตว์ทุกตัวเท่าเทียมกันได้ และชวนเหล่าสัตว์ทั้งหลายร้อง เพลง สรรพสัตว์แห่งอังกฤษ แต่แล้วไม่นาน หมูอาวุโสหรือเฒ่าเมเจอร์ก็ตายไป กระทั่งวันหนึ่งสัตว์ทุกตัวเริ่มโกรธแค้น โจนส์ เจ้าของฟาร์ม มากขึ้นจนทนไม่ไหว และลุกขึ้นมาปฏิวัติ ขับไล่ โจนส์ ออกไป แล้วขึ้นมาปกครองกันเอง ด้วยแนวคิดของเฒ่าเมเจอร์ที่เคยป่าวประกาศไว้ ตั้งชื่อหลักการนี้ว่า Animalism (สัตว์นิยม) และเปลี่ยนชื่อฟาร์มเป็น Animal Farm

ภายใต้หลักการอันหนักแน่นที่หมูตัวหนึ่งขึ้นมาป่าวประกาศให้สัตว์ทั้งหลายฟัง หมูก็พบกว่า สัตว์บางตัวฉลาด บางตัวโง่ และบางตัวก็เมินเฉยไม่สนใจสิ่งใด จากนั้นเหล่าหมูผู้นำที่ฉลาดกว่าใครๆ ก็บัญญัติ กฎ 7 ประการขึ้นที่กำแพงโรงนา และเหนือขึ้นไปจากเจ็ดข้อนั้นเขียนว่า "สี่ขาดี สองขาเลว" เพื่อให้ตัวที่โง่ที่สุดจำข้อสรุปไว้เท่านี้ก็พอ จากนั้นสัตว์ทุกตัวในฟาร์มก็ทำงานหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ได้ผลตอบเเทนที่ดีเช่นกัน และโครงการอันยิ่งใหญ่ก็เกิดขึ้นนั่นคือ โครงการสร้างกังหันลมที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตในฟาร์มโดยใช้แรงงานน้อยลง ไม่นานหมูผู้นำก็แตกคอกันเอง นั่นคือ หมูสโนวบอล และหมูนโปเลียน  

หมูสโนวบอลโดนหมูนโปเลียนขับไล่ออกจากฟาร์ม และหมูนโปเลียนก็ครองอำนาจในฟาร์ม จากนั้นทุกอย่างก็ค่อยๆเปลี่ยนไป สู่วิถีทางแห่งเผด็จการ ราวกับน้ำที่ค่อยๆ หยดลงและกัดกร่อนหินช้าๆ อย่างไม่รู้ตัว ด้วยวิธีการดังนี้
1.สร้างอำนาจเบื้องต้นด้วยกองกำลังสุนัขดุร้าย ที่เลี้ยงไว้ตั้งแต่เป็นสุนัขเด็กให้คอยทำตามคำสั่ง
2.ครองอำนาจด้วยการสร้างความชอบธรรม ว่าตนไม่ได้อยากเป็นผู้นำ แต่ตนเสียสละเพื่อส่วนรวม 
3.สูบกินผลประโยชน์ที่มากกว่าสัตว์ตัวอื่นๆ ด้วยเหตุผลว่าตนทำงานใช้สมองมากกว่า และฉลาดกว่า
4.สร้างปีศาจหรือศัตรูของฟาร์มขึ้น คือเหตุการณ์ที่หมูนโปเลียนขับไล่หมูสโนบอลออกไป และทุกครั้งที่เกิดเรื่องร้ายใดๆ ขึ้นในฟาร์ม ทั้งจากการบริหารผิดพลาด หรือการจงใจทำเอง ก็กล่าวโทษและใส่ร้ายหมูสโนวบอล 
5.บิดเบือนเเนวคิดทีละนิด และครอบครองประวัติศาสตร์ของฟาร์ม โดยค่อยๆ ใช่วิธีการแบบชาตินิยม เอากระโหลกเฒ่าเมเจอร์มาเป็นอณุสรณ์ให้เหล่าสัตว์เคารพ ค่อยๆ ปรับบัญญัติเจ็ดประการ เช่น จาก สัตว์ทุกตัวเท่าเทียมกัน เป็น สัตว์ทุกตัวเท่าเทียมกัน แต่สัตว์บางตัวเท่าเทียมกว่าตัวอื่น หรือจากสัตว์ห้ามฆ่ากันเอง  เป็น สัตว์ห้ามฆ่ากันเองหากไม่จำเป็น และสร้างหลักฐานปลอมเพื่อบิดเบือนทั้งประวัติศาสตร์และปัจจุบัน เช่นประกาศตัวเลขผลผลิตในฟาร์มที่สวนทางกับความเป็นจริง 
6.กำจัดผู้เห็นต่าง และอ้างความมั่นคง ดั่งเหตุการณ์ที่หมูเด็กสี่ตัว คัดค้านไม่เห็นด้วยในวิธีการที่ผิดเพี้ยน ก็โดนสุนัขรับใช้ฉีกกระชากร่างต่อหน้าเหล่าสัตว์
7.ไฮบริจ ปรับตัวเพื่ออยู่ในอำนาจต่อไป ดั่งในตอนสุดท้าย เพื่อให้ฟาร์มข้างเคียงที่ปกครองโดยมนุษย์ยอมรับฟาร์มสัตว์ เหล่าหมูผู้นำก็ปรับเปลี่ยนทุกสิ่งอย่าง ทั้งค้าขายกับมนุษย์ ยืนสองขา สูบซิการ์ ดื่มสุรา แต่งตัวแบบมนุษย์ เปลี่ยนชื่อฟาร์มกลับไปเป็น เมเนอร์ ฟาร์ม ทำแม้กระทั่งเลือกตั้ง ที่ตนลงสมัครเพียงผู้เดียว และลบวิถีทางแห่ง Animalism จนสิ้น เพื่อหมูผู้นำจะปฏิบัติตนเยี่ยงมนุษย์ ที่เหล่าสัตว์เคยรังเกียจ
 
แต่เดิมนั้น หมูสองตัวที่เป็นผู้นำคือ สโนวบอลกับนโปเลี่ยน ซึ่งทั้งสองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
สโนวบอลยึดถือวิธีการตามหลักการ มีอุดมการณ์ พูดเก่ง มีความรู้ แต่กลับกันหมูนโปเลี่ยน ด้อยศึกษา แต่มีความสุขุมกว่า ที่สำคัญหมูนโปเลี่ยนไม่สนใจหลักการหรือวิธีการใดๆ สิ่งที่เขาสนใจมีเพียงอำนาจ เขาจึงใช้วิธีการสกปรกไล่สโนวบอลออกไป ด้วยการใช้สุนัขเก้าตัวผู้ดุร้ายที่ตนเลี้ยงไว้มาเป็นทหารแล้วยึดครองฟาร์มได้สำเร็จ

เหตุการณ์การปฏิวัติ ครองอำนาจ และการสืบต่ออำนาจของ Animal farm นั้นน่าสนใจ ในแง่ การเกิดขึ้นของอุดมการณ์ การปฏิบัติ การยึดครองอำนาจ การครอบงำโดยอำนาจ การไร้การตรวจสอบ และปัจจัยสนับสนุนอำนาจโดยเหล่าสัตว์ผู้ถูกปกครอง สัตว์ถูกยกขึ้นมาเปรียบเทียบกับกลุ่มคนต่างๆ ในสังคมดังนี้

1.ม้ามอลลี่ ผู้สนใจแต่น้ำตาลก้อน กับความงามของการถักแผงคอ คือชนชั้นกลาง และชนชั้นสูง ที่สนใจแต่ตัวเอง ไม่สนใจการเมือง
2. ม้าโคลเวอร์ ชนชั้นกลางผู้กังวลต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม แต่ทำอะไรไม่ได้ 
3. ม้าบ๊อกเซอร์ ผู้ซื่อสัตย์ และทรงพลัง คือชนชั้นแรงงานผู้ก้มหน้าทำงานจนตาย
4. ลาแก่เบญจามิน ผู้รู้ทุกเรื่องแต่ไม่สนใจใดๆ (Ignorant) 
5. หมูสเควียร์เรอร์ ลิ่วล้อผู้เป็นปากเป็นเสียงแทนผู้นำ (วลาเชยาฟ โมโลตอฟ)
6.สุนัขทั้งเก้า คืออำนาจรัฐ (ตำรวจ, ทหาร)
7. โจนส์ เจ้าของฟาร์ม (พระเจ้านิโคลัส ซาร์ ที่ 2)
8. หมูสโนวบอล (เลออน ทรอตสกี)
9. หมูนโปเลียน (โจเซฟ สตาร์ลิน)
10 .อีกา ตัวแทนแห่งศาสนา
11. หมูเฒ่าเมเจอร์ ผู้ประกาศแนวคิด (คาลมากซ์+เลนิน) 

หากคุณได้อ่านนิยายเล่มนี้ สุดท้ายแล้วมันได้ให้คำถามสำคัญไว้หลายประการ คือ
หนึ่ง คุณเป็นใครในนี้ สอง วิธีการต่างๆในการขึ้นครองอำนาจ และดำรงอยู่ในอำนาจของผู้ปกครองเป็นอย่างไร และควรเป็นอย่างไร สาม ไม่ว่าคุณจะมีอำนาจหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่เมื่อใดที่อำนาจมันอยู่ในมือคุณ คุณจะใช้มันอย่างไร ? คุณจะใช้มันไปสู่เป้าหมายโดยไม่สนวิธีการแบบที่หมูนโปเลียนทำ หรือคุณจะให้ความสำคัญกับวิธีการตามหลักการเพราะตระหนักดีว่า วิธีการ=เป้าหมาย มันคือสิ่งเดียวกัน นั่นคือสิ่งที่คุณต้องเลือก

อย่างไรก็ตามหนังสือเล่มนี้เหมาะสมที่จะอ่านในเวลานี้อย่างยิ่ง
ในสภาวะการ การเมืองแห่งกองไฟนี้ ที่ความสงบสุขอันเป็นภาพชวนฝันในอดีตไม่มีอยู่จริง
และบัญญัติบนกำแพงโรงนาถูกบิดเบือน หมูบางตัวที่สำนึกว่าตนฉลาด เสียสละมากกว่า
มอบความชอบธรรมให้ตนเพื่อได้กินแอปเปิ้ลที่มากกว่า สุขสบายกว่า และเท่าเทียมกว่าสัตว์ตัวอื่น 
SHARE
Writer
INTHUCH
Learner
a p o e m s h o u l d n o t m e a n b u t b e.

Comments