Theranos สตาร์ทอัพลวงโลกมีวัฒนธรรมองค์กรแบบไหน
เมื่อปี 2014 Theranos เป็นสตาร์ทอัพการแพทย์ที่ฮอตที่สุดตัวหนึ่ง แต่พอถึงปลายปี 2015 ก็เกิดมรสุมครั้งใหญ่กับบริษัทเพราะความหลอกลวงที่ซ่อนไว้ถูกเปิดเผย

John Carreyrou นักข่าวสืบสวนจาก The Wall Street Journal ได้ทำการขุดคุ้ยความลับของ Theranos บริษัทนี้อ้างว่ามีเครื่องมือที่ชื่อว่า Edison ที่สามารถตรวจเลือดได้โดยใช้เลือดเพียงไม่กี่หยดและรู้ผลวินิจฉัยได้ภายใน 30 นาที สิ่งนี้ถือว่าพลิกวงการเลยทีเดียวเพราะปกติการตรวจเลือดต้องใช้เลือดเป็นหลอดๆและต้องรอผลเป็นอาทิตย์ ถ้า Theranos ทำได้จริงจะทำให้แพทย์สามารถตรวจเลือดได้บ่อยขึ้น สามารถติดตามปฏิกิริยาที่ร่างกายมีต่อยาได้อย่างใกล้ชิด และนำไปสู่การยืดชีวิตผู้ป่วยให้ยาวขึ้น

แต่จากการขุดคุ้ย Carreyrou ก็พบว่าสิ่งที่ทาง Theranos โอ้อวดเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ เครื่อง Edison ไม่สามารถให้ผลตรวจที่แม่นยำ ผลตรวจเลือดที่ได้ก็มาจากการเอาเลือดของคนไข้ไปเพิ่มปริมาณโดยใส่สารเคมีเข้าไปจากนั้นก็ตรวจด้วยเครื่องตรวจยี่ห้อทั่วๆไป

ก่อนหน้าที่จะถูกเปิดเผยความลับ Theranos ได้ระดมทุนจากนักลงทุนจนถูกตีมูลค่าสูงเกือบๆ 10,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ แต่เมื่อความเชื่อที่สร้างเอาไว้ถูกทำลายลง มูลค่าของ Theranos จึงกลายเป็นศูนย์และต้องปิดตัว 

เมื่อถามว่า Elizabeth Holmes ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Theranos ตั้งใจที่จะหลอกเอาเงินนักลงทุนแต่แรกเลยรึเปล่า Carreyrou ตอบว่า “Elizabeth Holmes ไม่ใช่ Bernie Madoff ผมค่อนข้างแน่ใจว่าเธอไม่ได้ตั้งใจออกจากสแตนฟอร์ดเพื่อมาสร้างเรื่องหลอกลวงอันยาวนานนี้หรอกนะ” 
 
ถ้าย้อนดูพฤติกรรมตอนเด็กของ Holmes ข้อสันนิษฐานของ Carreyrou ก็ดูมีน้ำหนักทีเดียว

ตอนที่เธออายุ 7 ขวบ เธอก็มีความคิดที่จะสร้างไทม์แมชชีนด้วยตัวเอง พออายุ 9 ขวบ ญาติก็ถามเธอว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เธอตอบว่า “อยากเป็นมหาเศรษฐีค่ะ” พอญาติๆถามกลับว่าหนูไม่อยากเป็นประธานาธิบดีเหรอ เธอกลับตอบว่า “ไม่ค่ะ ประธานาธิบดีต้องมาแต่งงานกับหนูเพราะหนูมีเงินเป็นพันๆล้าน” 

นอกจากนี้เธอยังมีนิสัยชอบเอาชนะตั้งแต่ยังเด็ก เธอชอบเล่นเกมเศรษฐีกับน้องชายและลูกพี่ลูกน้อง เธอจะเล่นจนกว่าเกมจบ จบในที่นี้คือสะสมบ้าน โรงแรม และเธอต้องเป็นคนชนะ แต่ถ้าเธอแพ้ เธอจะเดินหนีอย่างฉุนเฉียว

ดังนั้นเป็นไปได้ว่าเธอตั้งใจที่จะทำตามสิ่งที่เธอพูดให้สำเร็จจริงๆ เพียงแต่ช่องว่างระหว่างสิ่งที่เธออวดอ้างกับสิ่งที่เธอทำได้จริงมันห่างไกลซะจนกลายเป็นการฉ้อโกงครั้งใหญ่  
ต้นตอของการหลอกลวง 

ผลของการหลอกลวงทำให้ Theranos ล่มสลายแต่ต้นเหตุที่ทำให้เกิดการหลอกลวงมันคืออะไรล่ะ Carreyrou เห็นว่า ต้นเหตุส่วนหนึ่งมาจากวัฒนธรรมองค์กร  

ช่วงที่ Theranos รุ่งเรือง ในบริษัทมีพนักงานประมาณหลักร้อยคน การคุมคนเป็นร้อยๆไม่ใช่เรื่องง่ายและมันถือเป็นงานหนักของผู้ก่อตั้งเลยทีเดียว สิ่งที่ผู้ก่อตั้งควรทำคือสร้างวัฒนธรรมองค์กรตั้งแต่เนิ่นๆเพื่อให้เกิดสิ่งแวดล้อมในที่ทำงานที่ดีจะได้ส่งผลให้พนักงานมีกำลังใจในการทำงานและเดินไปในทิศทางเดียวกับที่ผู้ก่อตั้งวางเอาไว้

ว่าแต่วัฒนธรรมองค์กรนั้นจะต้องสร้างกันตอนไหน

Joe Gascoigne ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Buffer ให้คำแนะนำว่า ถ้าตอนนี้ในบริษัทมีแค่เราคนเดียวหรือมีสองคนถ้านับผู้ร่วมก่อตั้งอีกคน มันก็ยังไม่ใช่เวลาที่จะมาสนใจวัฒนธรรมองค์กร แต่เมื่อไหร่ที่เรามีทีมที่ใหญ่พอ เมื่อนั้นแหละที่ต้องมาเริ่มคิดถึงวัฒนธรรมองค์กร และวัฒนธรรมองค์กรนั้นจะต้องมีการพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ มันไม่ใช่สิ่งที่เรากำหนดครั้งเดียวแล้วจบไป

กรณีของ Gascoigne พอเขาเริ่มมีทีมประมาณ 8-9 คน เขาก็เริ่มคิดเรื่องวัฒนธรรมองค์กรแล้ว ส่วน Holmes ล่ะ แม้จะมีพนักงานเป็นร้อยแต่ก็ยังไม่คิดจะสนใจ ที่จริงจะบอกว่า Theranos ไม่มีวัฒนธรรมองค์กรก็ไม่ถูกซะทีเดียว วัฒนธรรมองค์กรน่ะมี แต่ไปในทางที่เละเทะ 
วัฒนธรรมองค์กรของ Theranos เละขนาดไหน 

Carreyrou เรียกวัฒนธรรมองค์กรของ Theranos ว่าเป็นพิษร้าย พนักงานที่นี่ไม่มีความสุขในการทำงาน ก่อนหน้าที่จะใช้ชื่อ Theranos นั้น Holmes เคยตั้งชื่อว่า Real-Time Cures แต่พนักงานรุ่นแรกๆคิดว่ามันน่าจะเรียกว่า Real-Time Curses มากกว่า

การทำงานที่ Theranos จะเรียกว่าเป็นโรงงานนรกก็ว่าได้ Holmes เป็นเจ้านายที่มีความต้องการสูง เธอต้องการให้พนักงานของเธอทำงานหนักเหมือนอย่างที่เธอทำ เธอจะให้ผู้ช่วยของเธอทำการบันทึกเวลาเข้าออกของพนักงานในแต่ละวัน พยายามกระตุ้นให้พนักงานเข้างานเร็วและกลับช้าและบางทียังให้มาทำงานในวันหยุด

นอกจากจะทำงานหนักแล้วยังมีการแข่งขันกันสูงด้วย Holmes เคยจ้างทีมวิศวกรมา 2 ทีมและให้พวกเขาแข่งขันกันเพื่อหาวิธีที่ดีที่สุดที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาการตรวจวิเคราะห์เลือด

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการกระตุ้นให้มีการแข่งขันในระดับที่เหมาะสมสามารถทำให้พนักงานมีไฟที่จะทำงานอย่างเต็มความสามารถ แต่ถ้าระดับการแข่งขันสูงเกินไปจะทำให้พนักงานเครียดและตีตัวออกห่างจากกัน ซึ่งกรณีหลังเกิดขึ้นกับ Theranos ผลคือพนักงานฝีมือดีหลายคนขอลาออก คนที่ไม่สามารถทำได้ตามที่คาดหวังถูกไล่ออกและออกจากบริษัทไปโดยที่ไม่ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น

เรื่องการจ้างคนล่ะ วัฒนธรรมองค์กรที่ดีจะต้องประกอบไปด้วยพนักงานที่มีฝีมือและเข้ากับองค์กรได้ แต่ Holmes กลับทำให้มันมั่วซั่วซะเอง

เธอให้ Ramesh “Sunny” Balwani ซึ่งเป็นแฟนของเธอเข้ามาทำงาน แม้ว่าเขาจะมีประสบการณ์มาบ้างแต่มันก็ไม่ได้มากพอที่จะคู่ควรเป็น No.2 ของบริษัท ความรู้เขาอาจจะน้อยกว่าเด็กม.ปลาย สายวิทย์คณิตด้วยซ้ำ มีครั้งหนึ่งเขาคิดว่าตัว P ในตารางธาตุ คือ Potassium แต่ที่จริงมันต้องเป็นตัว K ส่วนตัว P น่ะ มัน Phosphorus ต่างหาก เด็กม.ปลายคงไม่พลาดเรื่องแบบนี้แน่ๆ นี่ยังไม่นับเรื่องที่โดนลูกน้องปั่นหัวเหมือนเป็นตัวตลกอีก

เท่านั้นไม่พอเธอยังจ้าง Christian Holmes น้องชายของเธอ ทั้งๆที่เขาไม่ได้มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์หรือการแพทย์เลย วันๆเขาเอาแต่อ่านข่าวกีฬาและยังรับเอารุ่นพี่รุ่นน้องจากมหาวิทยาลัยเดียวกันเข้ามาทำงาน

จุดที่ถือว่าหนักที่สุดคือ Holmes ใช้การบริหารแบบรวมศูนย์ 

ใน Silicon Valley หลายๆสตาร์ทอัพให้คุณค่ากับการมอบอำนาจในการตัดสินใจ แต่ที่ Theranos บริหารแบบทหารในกองทัพ พนักงานทุกระดับต้องรายงานโดยตรงต่อ Holmes ทุกการตัดสินใจเกิดขึ้นจาก Holmes แต่เพียงผู้เดียว นอกจากนี้ยังมีรูปแบบเหมือนเผด็จการอีกด้วย

หลายครั้งเลยทีเดียวที่พนักงานเห็นว่า Holmes กำลังพาบริษัทเดินลงเหว พวกเขาจึงแจ้งต่อบอร์ดบริหาร ซึ่งตอนแรกบอร์ดก็ตัดสินใจที่จะหาคนที่มีประสบการณ์มากกว่ามาบริหารแทน Holmes แต่พอ Holmes เข้าโน้มน้าว บอร์ดกลับเปลี่ยนใจให้ Holmes บริหารตามเดิม ส่วนพนักงานที่แจ้งเรื่องกลับถูกฟ้องร้อง  

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่มีการถ่วงดุลอำนาจที่จะคอยไตร่ตรองการตัดสินใจของ Holmes 
 
การบริหารแบบนี้ก็มีข้อดีเช่นกัน มันสามารถทำให้เกิดการตัดสินได้อย่างรวดเร็ว ประหยัดทั้งเวลาและทรัพยากร แต่จุดอ่อนก็คือ มันเปราะบางเกินไป โชคชะตาของบริษัทที่เป็นแหล่งรวมหลายร้อยชีวิตกลับขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนเพียงคนเดียว มันเป็นเรื่องที่เสี่ยงมากเกินไปและยังเป็นช่องโหว่ให้เกิดการฉ้อโกงได้

ดังนั้นผลกระทบทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับ Theranos ก็เป็นเพราะ Holmes เพียงคนเดียว เธอรู้อยู่แล้วว่าเธอไม่มีเทคโนโลยีที่จะทำให้ผลลัพธ์เป็นจริง เธอใช้วิธีที่ผิดศีลธรรมปิดบังความจริงที่อยากเก็บซ่อน ทุกการหลอกลวงเกิดขึ้นด้วยการตัดสินใจของเธอเอง จุดจบของ Theranos คงไม่เป็นแบบนี้ ถ้าในบริษัทมีการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน
ถ้า Holmes เพียงแต่ให้ความสนใจกับสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมองค์กร เราอาจจะเห็นความสำเร็จของ Theranos ก็เป็นได้ 

Carreyrou ได้เคยกล่าวไว้ในการพูดคุยครั้งหนึ่งว่า วัฒนธรรมของ Silicon Valley ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดคนแบบ Holmes 
 
ที่นั่นมีคำกล่าวอย่างเช่น Move Fast and Break Things, Fail fast, Fake it until you get it หรือไม่ก็ความเชื่อที่ว่าผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพมีแต่คนอัจฉริยะที่ไม่มีทางผิดพลาด วัฒนธรรมพวกนี้กำลังแพร่ขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ

“มันกำลังแพร่เข้าไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ เข้าไปสู่รถยนต์ไร้คนขับ เข้าไปสู่อุตสาหกรรมการแพทย์” Carreyrou กล่าว “เมื่อคุณจะเข้าไปหาโอกาสในอุตสาหกรรมที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับชีวิต คุณไม่สามารถทำแค่การพูดซ้ำๆและค่อยแก้จุดบกพร่องไปเรื่อยๆได้หรอกนะ คุณต้องทำให้ผลิตภัณฑ์ของคุณทำงานได้ดีซะก่อน”

ถ้าเหล่าผู้ก่อตั้งยังคงไม่ใส่ใจกับวัฒนธรรมองค์กรและปล่อยให้ตัวเองถูกวัฒนธรรมของ Silicon Valley ครอบงำ ในอนาคตก็คงจะเกิดกรณีแบบ Theranos อีกแน่นอน
ข้อมูลอ้างอิง : https://www.businessinsider.com/theranos-founder-ceo-elizabeth-holmes-life-story-bio-2018-4#when-she-was-7-holmes-tried-to-invent-her-own-time-machine-filling-up-an-entire-notebook-with-detailed-engineering-drawings-at-the-age-of-9-holmes-told-relatives-she-wanted-to-be-a-billionaire-when-she-grew-up-her-relatives-described-her-as-saying-it-with-the-utmost-seriousness-and-determination-3

https://www.wired.com/story/a-new-look-inside-theranos-dysfunctional-corporate-culture/

https://medium.com/the-coleman-fung-institute/case-study-lessons-learned-from-theranos-corporate-culture-1a836515c139

https://abcnews.go.com/Business/theranos-employees-describe-culture-secrecy-elizabeth-holmes-startup/story?id=60544673

SHARE
Writer
Stikpost
Readaholic / INFJ
เพจนี้เป็นเหมือน sandbox ของผมครับ เอาไว้ฝึกปรือการเขียน เอาไว้ทดลองเขียนแนวคิดต่างๆ เอาไว้แบ่งปันสิ่งที่ผมพบเจอ เพราะงั้นบางทีเนื้อหาอาจจะมีหลายๆแนว หวังว่างานเขียนของผมจะมีประโยชน์และทำให้ผู้อ่านเพลินไปกับมันนะครับ

Comments