ความสุขเล็กๆของชีวิต
พอย้อนคิดกลับไปก็ตลกดีเหมือนกัน

ตอนเด็กๆ เราเป็นคนนึงที่นับวันรอเทศกาลปีใหม่ 
รอที่จะได้ฉลองกับเพื่อนๆ จับของขวัญ และใส่ชุดไปรเวทไปโรงเรียนได้ 
มันสนุกสนานมากทีเดียวในช่วงชีวิตตอนนั้น 
อากาศที่ติดจะเย็นหน่อยๆของฤดูหนาว 
กับแดดที่เหมือนจะแรงแต่ก็อบอุ่นพอดีกันแบบไม่น่าเชื่อ 
ชอบที่ได้หาของอร่อยๆ น้ำอัดลมหลายสีมากินกับเพื่อน
ชอบพลุกระดาษ ชอบกระดาษสีทองๆ สวัสดีปีใหม่
ชอบลุ้นว่าเพื่อนซื้ออะไรมาจับของขวัญ ลุ้นเปิดมาจะได้อะไร
ชีวิตตอนนั้นมีความสุขสุดๆไปเลย 

แต่เหมือนนาฬิกาชีวิตจะหมุนเร็วไปเสียหน่อย
กว่าจะรู้ตัววาตอนนั้นมีความสุขมากแค่ไหน 
ก็ก้าวขาเข้าสู้วัยทำงานไปเสียแล้ว
หน้าหนาวก็หาบไปพร้อมๆกันเลยด้วย

พอโตขึ้นจะรู้สึกเลยว่า ชีวิตในแต่ละปีผ่านไปเร็วกว่าเดิมเป็นไหนๆ
รู้สึกเหมือนเพิ่งได้ยินเสียงพลุปีใหม่ไปได้ไม่เท่าไหร่ 
รู้สึกตัวอีกที เอ้า sephora จัด mid year sale แล้วหรอเนี่ย
ถึงได้กลับมานั่งคิดว่า ทำไมตอนนั้นไม่สนุกกับชีวิตมากกว่านั้นนะ 

เผลอแป๊บๆ อ้าว หลานที่นับถือคริสต์ใส่ชุดซานต้าครอสเดินมาหาซะแล้ว
เฮ้อ นี่แหลเนอะชีวิตของคนเรา
มัวแต่ทำโน้น ทำนี่ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ
จนลืมดื่มด่ำความสุขของชีวิตในแต่ละวัน

ช่วงวันหยุดปีใหม่ที่ผ่านมา 
(รู้สึกเหมือนเพิ่งจะอาทิตย์ที่แล้วเองนะ)
ได้มีโอกาสหยุดนั่งคิดกับตัวเอง
จริงๆเป็นทุกช่วงของปีใหม่แหละที่เราจะค่อยๆทวบทวนว่า
เฮ้ย ปีนี้เราทำอะไรไปบ้างวะ
มีวันไหนที่เรามีความสุขมากๆ จนอยากจดจำ
มีวันไหนบ้างที่เราเผลอไปทำอะไรหน้าแตกบ้างหรือเปล่า
หรือว่ามีวันไหนบ้าง ที่มันสุดเศร้ามากๆจนเราอยากจะลืม 
แต่มันดันฝั่งลึกในความทรงจำไปซะแล้วอีก

เหตุการณ์หลายอย่างเหมือนกันที่เราเพิ่งมาคิดได้ว่า 
เออมันก็เคยเกิดขึ้นกับเราเหมือนกันเว้ย ลืมไปได้ไงนะ

ประจวบกับช่วงนี้ว่างๆพอดี เลยมานั่งย้อนคิดว่าครึ่งปีแรกเราทำอะไรไปบ้างวะ
(สิ้นปีจะได้ย้อนไม่เยอะ แก่แล้วความจำไม่ค่อยดี)
จริงๆก็ไม่ได้ว่างหรอก แต่พอดีคุณย่าป่วยเข้าโรงพยาบาล
เลยมาอยู่เป็นเพื่อนท่าน ในขณะที่เราสองคนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมสีขาวๆ
มันเงียบมาก เสียงเครื่องปรับอากาศส่งเสียงดังจนได้ยิน
เมื่อก่อนเราสองคนสนิทกันมากๆ คุณย่าท่านเป็นคนเลี้ยงเรามาตั้งแต่เด็กๆ
แต่วันนี้ กลับไม่มีแม้กระทั่งบทสนทนาระหว่างเราสองคน
ท่านนั่งอยู่บนเตียง มีสายน้ำเกลือที่หลังมือ เหม่อมองออกไปที่ท้องฟ้าข้างนอก
นี่ก็ได้แต่นั่งมองท่าน แล้วคิดว่า เออ นานแล้วเนอะที่ไม่ได้อยู่กับท่าน
ไม่ได้ดูแลท่านเลย ถ้าท่านไม่ป่วย เราก็คงไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้
ทำไมนะ? เรากำลังทำอะไรกันอยู่?

แล้วก็คิดได้อย่างนึงว่า ตอนเด็กเป็นคนชอบกล้อมฟิล์มเอามากๆ 
หลังจากคุณย่าออกจากโรงบาล
ก็เลยซื้อกล้องฟิล์มมา เดินถ่ายญาติมิตรรอบบ้านเลย 
เราชอบความคลาสสิคของรูปฟิล์มนะ 
ถ่ายไปเลย อยากถ่ายอะไรถ่ายไป 
ไม่ต้องถ่ายใหม่ร้อยๆรูปมุมเดิม ไม่ต้องปรับแต่ง 
ไปลุ้นเอาตอนล้างรูปออกมาเลยทีเดียว 

รูปถ่ายเนี่ยมันเป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับเรามากจริงๆ
สามารถหยุดเวลาลงไปบนกระดาษเพียงแผ่นเดียวได้
พอกลับมาดูรูปเหล่านั้นเหมือนย้อนเวลาพาตัวเองกลับไปตอนวันที่ถ่ายได้เลยอะ

ตอนนี้ก็เริ่มรวบรวมความฝันตอนเด็กของตัวเอง
ว่าคิดอะไรไว้ อยากทำอะไร อยากไปเที่ยวไหน 
แล้วค่อยๆทยอยทำไปเรื่อยๆ
ตอนนี้ได้กลับบ้านบ่อยขึ้น ลากพี่ชายกลับมาด้วย
ใช้เวลาเสาร์อาทิตย์แบบพร้อมหน้าพร้อมตา
พาคุณพ่อคุณแม่ ไปทานอาหารนอกบ้านเดือนละครั้ง 
ต่อไปคงจะซื้อรถครอบครัวสักคัน พาคนที่บ้านไปเที่ยวบ้าง 
คืนความสุขให้ตัวเอง ให้คนที่เรารักและรักเรา
ไหนๆก็สวยๆ โสดๆ อยู่คนเดียวแล้ว ก็ชั่งมันเถอะ 
เงินมีมาก็หมดไปตลอดอยู่แล้วนี่นา 
เอามาทำอะไรแบบนี้บ้างรู้สึกคุ้มกว่าไปช็อปปิ้งเยอะเลย

ว่าแล้วก็ออกอ่าวไปไกล ก็ตามนั้นแหละเนอะ 
ไม่รู้จะมีใครที่คิดเหมือนเราบ้างไหมนะ
ลองหาเวลาว่างๆนั่งทวบทวนตัวเองบ้าง
ให้เวลากับตัวเอง มองความสุขที่เกิดจากเรื่องง่ายๆ
ที่บางทีเราอาจจะหลงลืมมันไป
เราว่าแค่นี้ก็พอแล้วเนอะ
บางที...การมีชีวิตมันก็ไม่ได้ยากขนาดนั้นหรอก :)
SHARE
Writer
Apinn
Writer
นักสะสมประสบการณ์

Comments